นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับสุขภาพ

สาระสำคัญเรื่องเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับสุขภาพจากงานวิจัยเพื่อพิจารณาใช้ปฏิบัติและพัฒนานโยบายสาธารณะ

จากที่ผมได้มีโอกาสนั่งอ่านงานวิจัยอันลือลั่นเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการจะตอบคำถามว่า ตกลงแล้วแอกอฮอล์นั้นดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งตัวงานวิจัยฉบับเต็ม และภาคผนวกอีก 2 ฉบับ อ่านประเมินข้อดีข้อจำกัดของงานวิจัย โดยต้องเข้าใจกันก่อนว่า งานนี้ได้รับการเคลมว่ารวบรวมข้อมูลอย่างกว้างขวางจาก 195 ประเทศ ตั้งแต่ ค.ศ.1990-2016 และพยายามหาข้อสรุปว่าดื่มแอลกอฮอล์แล้วดีหรือไม่ดีต่อสุขภาพกันแน่

โดยพยายามชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์และโทษที่เกิดขึ้นในประชากรวัยต่างๆ ตั้งแต่อายุ 15-95 ปี ทั้งชายและหญิง และกำหนดผลลัพธ์ทางสุขภาพคือโรคต่างๆ จำนวน 23 โรคที่เคยได้รับการวิจัยความสัมพันธ์ของแอลกอฮอล์กับการเกิดโรคเหล่านั้น

ผมอ่านอย่างตั้งใจเพราะเนื้อหามีเยอะมาก แต่สามารถสรุปได้สั้นๆ ตามความเข้าใจของผม สำหรับการนำไปประยุกต์ใช้ในทางปฏิบัติและสำหรับนักกำหนดนโยบายสาธารณะ ดังนี้ว่า

"หากดื่มเกิน 0.8 drink ต่อวัน จะก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมของประชากร" นั่นแปลว่า ประเทศต่างๆ ควรเน้นเรื่องการขันน็อตนโยบายลดการดื่มแอลกอฮอล์ "ถ้างดได้ก็คงดีมาก ถ้างดไม่ได้ ก็ควรดื่มให้น้อยกว่า 0.8 drink"

ข้อจำกัดของการศึกษาวิจัยนี้ยังมีอยู่บ้าง ทั้งเรื่องที่ผลสรุปนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปตามสัดส่วนของการตายจากโรคต่างๆ กล่าวคือ หากประชากรในประเทศนั้นๆ ตายจากโรคหัวใจขาดเลือดและเบาหวานมากเกินร้อยละ 60 อาจทำให้ค่าความเสี่ยงโดยรวมลดลง เนื่องจากมีงานวิจัยที่ยืนยันได้ว่าแอลกอฮอล์ปริมาณน้อยๆ เช่น 1-2 drinks ต่อวัน จะมีผลในการป้องกันเรื่องโรคหัวใจและหลอดเลือด และเบาหวานได้ราว ร้อยละ 10-20

นอกจากนี้ยังพบว่างานวิจัยนี้อาจไม่ได้ทำการศึกษารวมไปถึงกลุ่มประชากรที่ดื่มแอลกอฮอล์อื่น เช่น นักท่องเที่ยว และการประมาณปริมาณแอลกอฮอล์นั้นใช้ค่าคาดประมาณเฉลี่ย มิใช่ปริมาณที่ดื่มจริง รวมถึงการรวบรวมผลลัพธ์ 23 โรค ซึ่งอาจมีผลลัพธ์ทางสุขภาพอีกมากที่สัมพันธ์กับเรื่องประโยชน์และโทษของแอลกอฮอล์

ไม่แน่นะครับ หากเจ้าของธุรกิจต่างๆ ที่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อยู่ อาจแสดงความห่วงใยประชาชนในสังคมได้หลายทาง ทั้งการเตือนด้วยความห่วงใยผ่านข้อความสั้นๆ หรือปรับขนาดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เหมาะสม นี่อาจพลิกโฉมแนวคิดการทำ CSR แบบเดิมๆ ไปในทางที่ถูกต้องมากขึ้น ด้วยการปรับสินค้า/บริการต่างๆ ให้ห่วงใยคน ไม่ใช่รอปลายปีเอากำไรไปปลูกป่า หรือกิจกรรมอื่นที่ยังไม่ hit to the point นัก

ในขณะเดียวกัน รัฐเองก็สามารถนำความรู้จากงานวิจัยชิ้นนี้ไปพัฒนา ปรับแต่ง หรือสร้างสรรค์นโยบายสาธารณะเพื่อให้สุขภาพประชาชนดีขึ้นในอนาคต 

เอาเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพื่อพิจารณากันตามความเหมาะสม สวัสดีวันอาทิตย์ครับ

ผู้เขียน ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง GBD 2016 Alcohol Collaborators. Alcohol use and burden for 195 countries and territories, 1990–2016: a systematic analysis for the Global Burden of Disease Study 2016. Lancet. August 23, 2018.

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

Anonymous • 2018-08-27, 10:49
*****ดื่มแอลกอฮอล์อย่างพอดี ไกลจากโรคหัวใจและหลอดเลือด****** ว่าด้วยเรื่องของการดื่ม สังคมไทยเป็นสังคมหนึ่งที่นิยมการจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ และในงานมักมีเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์อยู่ด้วย...... แอลกอฮอล์ในเครื่องดื่ม คือ เอทิลแอลกอฮอล์ (Ethyl Alcohol) หรือ เอทานอล (Ethanol) เป็นสารที่ได้มาจากการแปรรูปด้วยการกลั่นและหมักจากข้าว ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ หรือผลไม้ ส่วนดีกรีหรือความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเครื่องดื่มแต่ละประเภทก็แตกต่างกันไป โดยความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ในเบียร์ อยู่ที่ประมาณ 5% ไวน์ประมาณ 12% และสุรากลั่นประมาณ 40%...... แอลกอฮอล์ออกฤทธิ์โดยตรงต่อระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งเป็นประสาทที่ควบคุมความคิด การเคลื่อนไหว อารมณ์ ความรู้สึก ที่ส่งผลต่อการแสดงพฤติกรรมรูปแบบต่าง ๆ มีฤทธิ์กดประสาท ซึ่งหากดื่มเข้าไปในปริมาณมาก จะทำให้ผู้ดื่มมีอาการง่วงซึม หรือขาดสติได้ แต่หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ ทำให้สนุกสนานอารมณ์ดี และช่วยป้องกันให้เราห่างไกลจากโรคหัวใจและหลอดเลือดอีกด้วย..... แอลกอฮอล์ ดีต่อหัวใจและหลอดเลือด...... แอลกอฮอล์ที่เราดื่มจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านเยื่อบุบริเวณช่องปาก ลำคอ และมากที่สุดที่ผนังกระเพาะอาหาร และจะเริ่มส่งผลต่อระบบประสาท ทำให้เกิดความรู้สึกและพฤติกรรมที่เริ่มเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในเวลาเฉลี่ยประมาณ 30 นาที-2 ชั่วโมง ทั้งนี้ ระยะเวลาในการแสดงอาการอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปริมาณในการดื่มและความสามารถในการดูดซึมสารของร่างกายแต่ละบุคคล..... นอกจากจะส่งผลต่อระบบประสาทแล้ว แอลกอฮอล์จะถูกลำเลียงไปตามกระแสเลือด ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกาย ช่วยกระตุ้นระบบเลือด ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานของหลอดเลือดและหัวใจ จากการวิจัยของวิทยาลัยสาธารณสุขแห่งฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา (Harvard T.H. Chan School of Public Health) พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ภาวะหัวใจขาดเลือดกะทันหัน โรคหลอดเลือดในสมองตีบตัน โรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน ได้ถึง 25-40% เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์......... โดยกลไกของแอลกอฮอล์ที่ส่งผลต่อระบบเลือดและหัวใจ มีดังนี้...... เพิ่มระดับไขมันดีในเลือด (High-density Lipoprotein: HDL Cholesterol) ไขมัน HDL มีกลไกในการลดระดับและแปรสภาพไขมันชนิดเลว LDL ในผนังเซลล์เลือด ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่จะก่อให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือดกะทันหันและโรคหลอดเลือดในสมองตีบตัน........ ลดการเกิดลิ่มเลือด แอลกอฮอล์ช่วยลดการแข็งตัวของเลือดและลดความเข้มข้นของเลือด จึงส่งผลให้โอกาสในการเกิดลิ่มเลือดอุดตันลดลงด้วย....... ลดการอักเสบ แอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสม จะลดระดับโปรตีนที่ช่วยให้เกิดกระบวนการอักเสบของเนื้อเยื่อ (C-Reactive Protein : CRP) เป็นผลทำให้มีกระบวนการอักเสบในร่างกายลดลง...... อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์จะส่งผลดีต่อระบบเลือดและหัวใจในผู้ชายช่วงวัย 60 ปีที่ดื่มประมาณวันละ 1 หน่วยบริโภค แต่ในผู้หญิงวัยเดียวกันกลับพบความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากกว่า และการดื่มแอลกอฮอล์ในผู้ชายช่วงวัย 30 ปี กลับเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการที่ไม่สามารถควบคุมสติได้มากกว่าผลดีที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ ดังนั้น การจะตัดสินใจดื่มแอลกอฮอล์ ควรคำนึงถึงข้อจำกัดของร่างกายและผลกระทบในหลาย ๆ ด้านที่อาจเกิดขึ้นตามมาด้วย...... ดื่มอย่างไรให้เกิดผล “ดี”..... ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ที่พอเหมาะพอดีซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจที่แนะนำ คือ ผู้ชายควรดื่มไม่เกิน 2 หน่วย และผู้หญิงไม่เกิน 1 หน่วยบริโภคต่อวัน...... โดยปริมาณบริโภคต่อหน่วยจำแนกตามประเภทของเครื่องดื่ม คือ...... เบียร์ที่มีแอลกอฮอล์ 5% = 360 มิลลิลิตร...... ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ 12% = 150 มิลลิลิตร...... สุราที่มีแอลกอฮอล์ 40% = 45 มิลลิลิตร....... ส่วนผู้ที่ไม่ควรดื่มแอลกอฮอล์เลย เพราะจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพร่างกายได้ง่าย คือ ผู้ที่อยู่ในกลุ่มต่อไปนี้...... ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 21 ปี...... ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์...... ผู้ที่มีสภาพร่างกายอ่อนแอ มีโรคประจำตัว และมีภูมิคุ้มกันต่ำ...... ผู้ที่อยู่ในระหว่างการพักรักษาตัว หรือต้องใช้ยารักษาอาการป่วย...... ผู้ที่เคยผ่านการบำบัดการเสพติดสุราและสารเสพติด...... ผู้ที่ไม่สามารถควบคุมตนเองและไม่สามารถควบคุมปริมาณในการดื่มได้...... ผู้ที่ต้องทำงานด้วยการใช้ทักษะและสมาธิ รวมทั้งต้องขับขี่ยานพาหนะ...... เหรียญสองด้าน....... แม้จะมีผลวิจัยมากมายถึงประโยชน์ในบางด้านของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่แอลกอฮอล์ก็สามารถส่งผลในทางลบได้ หากดื่มมากเกินไปอาจทำให้ขาดสติ ขาดความยับยั้งชั่งใจ วู่วาม เสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมทางเพศ การทะเลาะวิวาท และการเกิดอุบัติเหตุ....... ส่วนการบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานานหรือสม่ำเสมอ นอกจากจะเสี่ยงต่อการเสพติดแอลกอฮอล์หรือเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง ยังส่งผลกระทบต่อระบบประสาทด้านความคิด ความจำและการรับรู้ อาจทำให้สมองเสื่อม ความจำเลอะเลือน รวมทั้งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า และปัญหาสุขภาพอย่างภาวะความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจเสื่อม โลหิตจาง ภาวะไขมันพอกตับ ตับแข็ง ตับอักเสบ มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม เป็นต้น........ เช่นเดียวกันกับการบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มอื่น ๆ หากดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ก็อาจเกิดประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม แต่หากบริโภคเกินพอดี ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายอย่างเลี่ยงไม่ได้ นักดื่มทั้งหลายจึงควรรู้รอบถึงผลและภัยของแอลกอฮอล์ และรู้จักการบริโภคแอลกอฮอล์อย่างมีสติ..... ที่มา: https://www.pobpad.com

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกยังมีอยู่
1 วัน 15 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกยังมีอยู่
1 วัน 15 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน