โวย “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่รู้จริง “รักษาฟรี-ดูแลสุขภาพ” คนละเรื่องกัน ชี้ไม่มีใครอยากป่วย

โวย “พล.อ.ประยุทธ์” ไม่รู้จริง “รักษาฟรี-ดูแลสุขภาพ” คนละเรื่องกัน ชี้ทุกคนอยากมีสุขภาพดี ไม่มีใครอยากป่วย ขอใช้สิทธินอน รพ. ขณะที่งานวิจัยระบุชัด ประชาชนเข้ารับบริการรักษา เหตุมีความจำเป็น พร้อมเปิดตัวเลขเปรียบเทียบสวัสดิการภาระประเทศ ข้าราชการใช้งบสูงกว่าประชาชนนับแสนล้าน ดูแล ขรก.และครอบครัว ราว 6 ล้านคน

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน กล่าวว่า ตั้งแต่รัฐบาล คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่ปรากฎการณ์แรกที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพูดถึงประชาชนในแง่ลบ ทั้งยังสะท้อนถึงความไม่เข้าใจต่อหลักการของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มองว่าเป็นระบบที่สร้างภาระให้กับรัฐบาล ทั้งเป็นต้นเหตุทำให้ประชาชนละเลยการดูแลสุขภาพตนเอง ส่งผลให้เกิดการเจ็บป่วยและเข้ารับบริการรักษาพยาบาลเพิ่มขึ้น ทั้งที่แนวคิดดังกล่าวไม่เป็นข้อเท็จจริง ดร.ณัฏฐ์ หงษ์ดิลกกุล นักศึกษาปริญญาเอก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยไซมอน เฟรเซอร์ ประเทศแคนาดา ล่าสุดยังได้โพส์เฟสบุ๊คระบุว่า การที่นายกรัฐมนตรีอธิบายแบบนั้น ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์สุขภาพเป็นเพียงกรณีย่อยของปัญหา Moral Hazard ซึ่งมีงานวิจัยจัดทำโดย ดร.วรรณวิภางค์ มานะโชติพงษ์ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้ติดตามครัวเรือนเดิมเป็นระยะเวลา 20 ปี จนกระทั่งมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนแล้วว่า การรักษาฟรีจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ไม่ได้ทำให้คนดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่เพิ่มขึ้น และน่าจะรวมถึงการไม่ใส่ใจต่อการดูแลสุขภาพตนเองตามที่นายกรัฐมนตรีระบุ 

ขณะเดียวกันในมุมมองตรงกันข้าม การที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาและบริการสุขภาพเพิ่มขึ้นได้ ทำให้ประชาชนที่มีแนวโน้มเจ็บป่วยได้พบแพทย์ และได้รับข้อมูลคำเตือนที่เป็นการสนับสนุนให้เกิดการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ทำให้เกิดการปรับพฤติกรรมต่างๆ เพื่อลดโรคได้ เช่น ลดการสูบบุหรี่ ลดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การแนะนำให้ออกกำลังกาย เป็นต้น

“วันนี้แม้ว่าประชาชนจะมีระบบหลักประกันสุขภาพรองรับทำให้เข้าถึงรักษาพยาบาลในยามที่เจ็บป่วยแล้ว แต่เชื่อว่าไม่ได้เป็นปัจจัยส่งผลให้ประชาชนลดความใส่ใจดูแลสุขภาพตนเองลง เพราะมนุษย์ทุกคนย่อมอยากมีสุขภาพที่ดีด้วยเหตุผลที่แตกต่างเพื่อดำเนินชีวิต เช่น การมีสุขภาพที่ดีเพื่อดูแลครอบครัวและคนที่รัก การมีสุขภาพที่ดีเพื่อให้สามารถทำตามเป้าหมายชีวิตที่ตั้งไว้ได้ การมีสุขภาพที่ดีเพื่อการมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นต้น ดังนั้นเรื่องการดูแลสุขภาพของประชาชนและการที่รัฐบาลมีระบบบริการรักษาฟรีให้กับประชาชนจึงเป็นคนละเรื่องกัน และเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากใช้สิทธินี้ เพื่อที่จะได้นอนป่วยรักษาตัวในโรงพยาบาล หรืออยากเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังไปตลอดชีวิต ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า “วันนี้คนมักจะเป็นโรค ความดันสูง เบาหวาน มะเร็ง สมองเสื่อม แต่ทุกคนบอกสบาย ช่างมัน ไม่ต้องออกกำลังกาย เดี๋ยวไปรักษาฟรี” จึงเป็นคำพูดที่ไม่เข้าท่า”

น.ส.กรรณิการ์ กล่าวว่า ส่วนที่มีการระบุถึงการเข้ารับบริการของประชาชนว่าเกินความจำเป็นนั้น จากงานวิจัย “โครงการความจำเป็นในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลจากมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์” จัดทำโดย นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว และคณะ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ซึ่งได้ศึกษาและสัมภาษณ์ประชาชนกลุ่มตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่ระบุว่ามารับบริการเนื่องจากมีความจำเป็น มีเพียงร้อยละ 0.6 เท่านั้นที่ไม่จำเป็น เพียงแต่ระดับความจำเป็นในมุมมองของผู้ป่วยและแพทย์จะมีความแตกต่างกัน โดยผู้ป่วยจะประเมินความจำเป็นสูงกว่าแพทย์ ดังนั้นจึงควรสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลรักษาตนเองเบื้องต้นและประเมินตนเองถึงอาการที่ควรมาพบแพทย์ ซึ่งจะทำให้ข้อขัดแย้งนี้ลดลงได้ นอกจากนี้ในงานวิจัยยังได้มีการสำรวจข้อเสนอร่วมจ่าย โดยพบว่าการร่วมจ่าย ณ จุดบริการจะลดการเข้ารับบริการของกลุ่มผู้ป่วยที่มีเศรษฐานะต่ำ และจะส่งผลลดการเข้ารับบริการทั้งกลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นและไม่จำเป็นต้องเข้ารับบริการ

น.ส.กรรณิการ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้หากนายกรัฐมนตรีหงุดหงิดกับงบประมาณด้านสวัสดิการสังคมของประชาชนนั้น อยากให้ดูในส่วนงบประมาณด้านสวัสดิการของข้าราชการบ้าง จากการสืบค้นข้อมูลโดย ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 พบว่า ในส่วนของประชาชนมีรายจ่ายงบประมาณดังนี้ 1.กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูแลรักษาประชาชน 49 ล้านคน งบประมาณ 134,269 ล้านบาท 2.กองทุนประกันสังคม รัฐบาลสมทบเข้ากองทุนทั้งในส่วนของสุขภาพและชราภาพ ให้กับผู้ประกันตน 14.5 ล้านคน งบประมาณ 47,011 ล้านบาท และ 3.เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ สำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี จำนวนราว 9 ล้านคน งบประมาณ 72,469 ล้านบาท รวมดูแลประชาชนทั้งหมดราว 53.5 ล้านคน งบประมาณราว 249,359 ล้านบาท

ส่วนของข้าราชการมีรายจ่ายงบประมาณ ดังนี้ 1.กองทุนรักษาพยาบาลข้าราชการ ดูแลข้าราชการและครอบครัวราว 6 ล้านคน งบประมาณ 70,000 ล้านบาท แม้ว่ากองทุนบัตรทองใช้งบประมาณมากว่า 1 เท่า แต่มีจำนวนผู้ได้รับประโยชน์มากกว่าระบบสวัสดิการข้าราชการถึง 8 เท่า 2.กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) มีผู้ได้รับประโยชน์ 1 ล้านคน ใช้งบประมาณ 54,845 ล้านบาท และ 3.เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญข้าราชการ ที่เป็นข้าราชการบำนาญ 7 แสนคน” ใช้งบประมาณ 223,762 ล้านบาท เมื่อรวมฝั่งข้าราชการ มีผู้ได้รับประโยชน์รวมครอบครัวราว 6 ล้านคน ใช้ประมาณ 348,607 ล้านบาท มากกว่าฝั่งประชาชนเกือบ 1 แสนล้านบาท เมื่อนำงบปะมาณสวัสดิการทั้งในส่วนประชาชนและข้าราชการรวมกัน จะเท่ากับ 597,966 ล้านบาท โดยงบสวัสดิการข้าราชการจะเท่ากับ ร้อยละ 58 ของงบประมาณสวัสดิการทั้งหมด เมื่อดูจำนวนผู้ได้รับประโยชน์ มีจำนวนไม่ถึงร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ ส่วนงบประมาณสวัสดิการของประชาชน คิดเป็นร้อยละ 42 เท่านั้น ทั้งที่มีจำนวนผู้ที่ใช้บริการมากกว่าถึงเกือบ 9 เท่า ซึ่งตัวเลขนี้คงชี้ให้เห็นถึงภาระงบประมาณสวัสดิการได้เป็นอย่างดี

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

อย่าดีแต่พูด • 2018-09-13, 14:20
กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน.... ประชาชนที่ไหน กลุ่มไหนเลือกท่านเข้าไปเป็นกรรมการครับ ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองสามสิบบาทส่วนใหญ่หรือเปล่า.....โดยข้อเท็จจริงประชาชนคนไทยที่ใช้สิทธิบัตรทอง 49 ล้านคนที่คุณอ้างถึง ถือเป็นเสียงส่วนใหญ่เกินครึ่งหนึ่งของคนไทยทั้งประเทศ ซึ่งมีทั้งหมดประมาณ 66 ล้านคน ผมคิดว่าถ้าหากกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชนทำตัวเป็นตัวแทนของประชาชนคนไทยผู้ใช้สิทธิบัตรทอง 49 ล้านคนอย่างแท้จริง ท่านสามารถรวมพลังคน 49 ล้านคนเพื่อผลักดันให้รัฐบาลจัดสวัสดิการให้แก่พวกเขายังไงก็ได้ ตั้งพรรคการเมืองเพื่อให้ได้รับเลือกตั้งไปเป็นรัฐบาลของประเทศไทยก็ยังทำได้ จะแก้ไขกฎหมาย เขียนกฎหมายยังไงก็ได้ เขียนกฎหมายให้ประชาชน 49 ล้านคนมีสวัสดิการที่ดีกว่าข้าราชการในทุก ๆ ด้าน ก็น่าจะผลักดันได้ ทำได้ ผลงานล้มประชาพิจารณ์กฎหมายบัตรทองที่ขอนแก่นเมื่อปีที่แล้วยังเป็นประจักษ์พยานได้ดี ว่าพวกท่านมีพลัง แต่พวกท่านไม่ใช้ ไม่ทำ เป็นตัวแทนภาคประชาชนแต่ทำตัวเป็นแค่ปากเสียงให้ สปสช. แค่รักษาผลประโยชน์ให้ สปสช. และคนใน สปสช ส่วนใหญ่ก็มีค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหนือกว่าข้าราชการเสียอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของผู้บริหารและพนักงาน สปสช. ทำไมไม่พูด https://mgronline.com/daily/detail/9600000062758
Anonymous • 2018-09-13, 14:44
**อินเดียให้คนจน 500 ล้านคนรักษาพยาบาลฟรี**........ รัฐบาลอินเดียประกาศจะให้คนจนกว่า 500 ล้านคนเบิกค่ารักษาพยาบาลได้กว่า 240,000 บาทต่อปี และมุ่งมั่นจะเดินหน้าโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้สำเร็จ......... รัฐบาลของนายนเรนทรา โมดิ นายกรัฐมนตรีอินเดียประกาศว่า กำลังวางแผนจะออกนโยบายอนุญาตให้ครอบครัวยากจน 100 ล้านครอบครัวในอินเดีย สามารถขอเบิกค่ารักษาพยาบาลฟรีได้สูงสุดถึง 7,800 ดอลลาร์ หรือราว 244,000 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งรัฐมนตรีกระทรวงการคลังอินเดียระบุว่า วงเงินนี้เป็นวงเงินที่มากกว่าเดิมถึง 15 เท่า และจะมีชาวอินเดียได้รับประโยชน์มากถึงประมาณ 500 ล้านคน........ มีการประเมินว่า เมื่อโครงการนี้มีการบังคับใช้ รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณกว่า 780,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 25 ล้านล้านบาทในการออกค่ารักษาพยาบาลให้กับผู้ป่วยจากครอบครัวยากจน โดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอินเดียยืนยันว่า แม้จะเป็นงบประมาณมหาศาล แต่รัฐบาลอินเดียเห็นความจำเป็นของการมอบการรักษาพยาบาลที่ดีมีคุณภาพ ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง และรัฐบาลกำลังเดินหน้าอย่างมั่นคงไปสู่เป้าหมายประกันสุขภาพถ้วนหน้า ........ การเข้าถึงการรักษาพยาบาลถือเป็นปัญหาใหญ่ของอินเดีย โรงพยาบาลรัฐมีน้อยกว่า 15,000 แห่ง ไม่เพียงพอกับประชากร 1,300 ล้านคน และโรงพยาบาลรัฐส่วนใหญ่ก็มักขาดแคลนงบประมาณและเจ้าหน้าที่ โดยขณะนี้มีแพทย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพในอินเดียเพียง 1 ล้านคนเท่านั้น......... ชาวอินเดียจำนวนมากจำเป็นต้องเข้าโรงพยาบาลเอกชนอย่างไม่มีทางเลือก ซึ่งค่ารักษาในโรงพยาบาลก็สูงมากจนบางคนจ่ายไม่ไหว เนื่องจากมีรายได้ต่อปีไม่ถึง 2,000 ดอลลาร์หรือ 63,000 บาท ส่งผลให้หลายคนต้องขายบ้าน ขายที่ดิน หรือกู้ยืมหนี้......... ก่อนหน้านี้ รัฐบาลอินเดียได้ทุ่มงบประมาณ 190 ล้านดอลลาร์ตั้งศูนย์อนามัยกว่า 150,000 แห่ง เพื่อให้ชาวอินเดียในชนบทสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้สะดวกขึ้น........ เว็บไซต์การประชุมเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) ระบุด้วยว่า โครงการประกันสุขภาพของอินเดียจะเป็นการทุ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขครั้งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะครอบคลุมและเป็นประโยชน์แก่ร้อยละ 40 ของประชากรอินเดียทั้งหมด.......... อินเดียให้คนจน 500 ล้านคนรักษาพยาบาลฟรี ใช้งบประมาณกว่า 780,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 25 ล้านล้านบาท ตกหัวละ 50,000 บาทต่อคนค่อปี มากกว่าสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการไทยต่อหัวกว่า 4 เท่า https://voicetv.co.th/read/SkGJ62-IM
ไม่อยากป่วยแต่ไ... • 2018-09-16, 12:44
**ไม่อยากป่วยแต่ไม่กลัวป่วย**........ ผมเชื่อว่าไม่มีใครอยากป่วย...... แต่ถ้าหากการรักษาพยาบาลในยามเจ็บป่วยฟรี กับไม่ฟรี การประมาทหรือไม่ประมาทในการใช้ชีวิตประจำวันที่เสี่ยงหรือไม่เสี่ยงต่อความเจ็บป่วยก็จะแตกต่างกัน....... ผมไม่มีงานวิจัยรองรับหรอกครับ แต่ข้อมูลที่ผมสังเกตุเห็นได้ชัดเจนก็คือตั้งแต่เรามีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประมาณตั้งแต่ปีพศ.2546 คนไทยทุกคนมีสิทธิรักษาพยาบาลฟรี ทั้งสิทธิข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง อัตราการการใช้บริการโรงพยาบาลในยามเจ็บป่วยของคนไทยก็เพิ่มมากขึ้นจริง ๆ........ อัตราการใช้บริการผู้ป่วยนอกเพิ่มจาก 1.9 ครั้งต่อคนต่อปี เมื่อ 2546 เพิ่มเป็น 2.8 ครั้งต่อคนต่อปี 2556 และเพิ่มขึ้นในโรงพยาบาลทุกสังกัด แม้แต่ในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งโดยหลักคิดทั่วไปแล้วอัตราเพิ่มผู้ป่วยนอกโรงพยาบาลเอกชนมันควรจะลดลง เพราะโรงพยาบาลของรัฐรักษาฟรี แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น http://hp.anamai.moph.go.th/ewt_dl_link.php?nid=1264 ........... เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2555 นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาเพิ่มขึ้นจาก 36,506 ล้านบาทในปี 2543 เป็น 98,375 ล้านบาทในปี พ.ศ. 2551 โดยมีอัตราเพิ่มเฉลี่ยร้อยละ 15 ต่อปี......... นอกจากนั้น ประเทศไทยได้จัดให้มีบริการตรวจรักษาโรคฟรีในกลุ่มประชาชน 48 ล้านคน ที่มีสิทธิในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งไปโรงพยาบาลมากขึ้น และต้องการให้หมอสั่งยาให้เป็นจำนวนมากๆ เมื่อได้ยาไปแล้วก็อาจจะทำซองยาหายบ้าง กินยาไปแล้วเพียง 2-3 วัน รู้สึกว่าไม่ดีขึ้นก็เลิกกินแล้วไปหาหมอซึ่งอาจไม่ใช่หมอคนเดิม (เนื่องจากระบบโรงพยาบาลไทย ในโรงพยาบาลรัฐบาลมีแพทย์เปลี่ยนเวรกันมาตรวจผู้ป่วยทุกวัน และถึงแม้จะมีระบบนัดให้ผู้ป่วยมาติดตามดูอาการ ผู้ป่วยก็อาจไม่มาตามนัด) แล้วผู้ป่วยก็ขอยาใหม่ ยาเก่าก็เอาทิ้งไป (ไม่ได้เอามาคืน) เนื่องจากไม่ต้องรับผิดชอบจ่ายเงินค่ายา ทำให้ไม่ตระหนักในคุณค่าของเงินที่จะต้องใช้จ่ายเป็นค่ายา และทำให้จำนวน “เม็ดยา” ที่ใช้รักษามีมากโดยไม่ได้นำไป “กิน” จริงๆ อีกเป็นจำนวนเท่าไรก็ยังไม่ได้มีการสำรวจ.......... ส่วนประชาชนในระบบประกันสังคมหรือระบบสวัสดิการข้าราชการ เมื่อเจ็บป่วยก็ได้รับสิทธิการรักษาจากทั้ง 2 กองทุนนี้เช่นเดียวกัน อาจทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกับประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพได้เช่นกัน ซึ่งในกรณีที่กล่าวนี้ อาจทำให้มีการสูญเสียยาอย่างน่าเสียดาย และเป็นสาเหตุให้มีการสั่งใช้ยาเพิ่มมากขึ้น และมูลค่าของค่าใช้จ่ายค่ายาจึงเพิ่มมากขึ้นดังกล่าวแล้ว https://thaipublica.org/2012/03/thai-people-drug-47000-million-tablets-per-year/

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน