รมว.สธ.มอบนโยบายปี 62 เน้นหนัก 5 งานสำคัญ

Fri, 2018-09-21 14:12 -- hfocus
Print this pagePrint this page

รมว.สาธารณสุข มอบนโยบายปี 2562 เร่งสานต่อภารกิจเดิม พร้อมสร้างสรรค์งานใหม่ บรรลุเป้าหมายในยุทธศาสตร์ 20 ปี เน้นหนัก 5 งานสำคัญ ได้แก่ การปฏิรูประบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพ คลินิกหมอครอบครัวและ รพ.สต.ติดดาว การปฏิรูปกำลังคนด้านสุขภาพ การใช้ยาอย่างสมเหตุผล และการควบคุมป้องกันวัณโรค

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

เมื่อวันที่ 21 กันยายน2561 ที่ รงแรมมิราเคิลแกรนด์คอนเวนชั่น กทม. นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมชี้แจงแผนยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (ด้านสาธารณสุข) และมอบนโยบายการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุขประจำปีงบประมาณ 2562 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากส่วนกลางและภูมิภาค นักวิชาการและบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมชี้แจงกว่า 500 คน

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่จะเร่งรัดปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน นำนโยบายสู่ปฏิบัติ และติดตามประเมินผลการทำงาน สร้างความพึงพอใจในคุณภาพการบริการ ในปีงบประมาณ 2561 มีผลงานเป็นที่น่าภาคภูมิใจ อาทิ การป้องกันควบคุมวัณโรคที่มีการกำกับและติดตามเพื่อลดการตาย การขาดยา การขับเคลื่อนโยบายคลินิกหมอครอบครัว เป็นต้น สำหรับปีงบประมาณ 2562 กำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมสานต่อภารกิจเดิม พร้อมๆ การสร้างสรรค์งานใหม่ เพื่อนำพากระทรวงสาธารณสุข บรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ 20 ปี โดยเน้นหนักใน 5 ประเด็น ได้แก่

1.การปฏิรูประบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพ (Digital Transformation) บูรณาการข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นหนึ่งเดียว ด้วยการเชื่อมทุกระบบที่มีในปัจจุบันให้เป็นหนึ่งเดียว

2.การพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิ คลินิกหมอครอบครัวและ รพ.สต.ติดดาว เน้นการพัฒนาคุณภาพหน่วยบริการ และพัฒนาเกณฑ์การประเมินให้มีความเหมาะสม

3.การปฏิรูปกำลังคนด้านสุขภาพ (HRH Transformation) บูรณาการ ข้อมูลบุคลากรให้เห็นเป็นภาพรวมของประเทศ เพื่อการวางแผนการบริหารกำลังคนอย่างมีประสิทธิภาพ

4.การใช้ยาอย่างสมเหตุผล (RDU) ต้องเร่งขับเคลื่อนเพื่อลดการดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาอย่างสมเหตุผล

และ 5.การควบคุมป้องกันวัณโรค เพื่อลดการตาย การขาดยา เพื่อลดปัญหาให้หมดไปจากประเทศไทย

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข

ด้าน นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปีงบประมาณ 2561 การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด โดยเฉพาะในประเด็นที่เน้นหนัก อาทิ การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอดำเนินการแล้ว 878 อำเภอ ระบบการแพทย์ปฐมภูมิ ขณะนี้มีทีมหมอครอบครัว 806 ทีม มี รพ.สต.ติดดาวผ่านเกณฑ์ 5 ดาว 5 ดี 4,987 แห่ง อัตราการรักษาวัณโรคสำเร็จร้อยละ 84.3 การพัฒนา ER คุณภาพ ตั้งเป้าให้มีแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินประจำในโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง

นอกจากนี้ มีโครงการใหม่ๆ อาทิ การผ่าตัดแบบวันเดียวกลับ มีผู้ป่วยเข้ารับบริการ 1,721 คน การพัฒนาเทคโนโลยีในการสื่อสารผ่านเครือข่ายสังคม MOPH Connect เพื่อเพิ่มช่องทางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ สู่ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย และเข้าถึงได้ในทุกพื้นที่ ค้นหาหน่วยบริการ ตรวจสอบสิทธิรักษาพยาบาล บริการจองคิว การแพทย์ฉุกเฉิน 1669 การอำนวยความสะดวกผู้บริจาคเงินเพื่อสนับสนุนโรงพยาบาลภาครัฐ ผ่านระบบ E- Donation ของกรมสรรพากร และเงินจากการบริจาคนำไปลดหย่อนภาษีเงินได้ 2 เท่า เป็นต้น

Comments

Submitted by Anonymous on
**ปฏิรูประบบสาธารณสุข' 4 ด้าน 10 ประเด็นใน 5 ปี**......กรุงเทพธุรกิจ แผนปฏิรูปประเทศ ทั้ง 11 ด้าน ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 6 เม.ย.2561 โดยในด้านสาธารณสุขตามแผนปฏิรูปจะ ดำเนินการใน 4 ด้าน 10 ประเด็น มีบางส่วน ที่จะขับเคลื่อนภายในระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2561-2565 "กรุงเทพธุรกิจ" จึงเจาะลึกแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ผ่านการสัมภาษณ์พิเศษ นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข........ นพ.เสรี บอกว่า ที่มาของแผนปฏิรูปด้านสาธารณสุข คณะกรรมการฯ ยึดตาม หลักที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 258 เรื่องระบบการแพทย์ปฐมภูมิและระบบประกันสุขภาพ รวมถึงต้องสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 13 โดยดำเนินการต่อจากสิ่งที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เคยทำไว้ นำทั้งหมดมาตกผลึก ออกมาเป็นแผนปฏิรูป 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านระบบบริการจัดการด้านสุขภาพ 2.ด้านระบบบริการสาธารณสุข 3.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และ 4.ด้านความ ยั่งยืนและเพียงพอด้านการเงินการคลังสุขภาพ โดยแตกย่อยครอบคลุมเป็น 10 ประเด็น......... แผนปฏิรูปด้านระบบบริการจัดการด้านสุขภาพ จะดำเนินการให้มีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (National Health Policy Board) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ในการกำหนดทิศทางและจัดทำนโยบายหลักด้านระบบสุขภาพของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคณะกรรมการจะมีตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาสังคม มีกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นฝ่ายเลขานุการ เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ให้บริการหลักเรื่องสาธารณสุขของประเทศถึง 70%........... ไม่เพียงเท่านี้ยังเน้นการกระจาย อำนาจไปสู่ภูมิภาคด้วยการจัดตั้งเขตสุขภาพมีคณะกรรมการเขตสุขภาพเป็นกลไก สำคัญในการตัดสินใจ เพื่อบริหารระบบสุขภาพในเขตให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดและสอดคล้องกับปัญหาสุขภาพ ในแต่ละพื้นที่ ภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด โดยการขับเคลื่อนทั้ง 2 เรื่องนี้ จะต้อง ออกกฎหมายเป็นร่าง พ.ร.บ.โครงสร้างการบริหารระบบสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ...และ ดำเนินการจัดตั้งกองทุนสุขภาพระดับ เขตพื้นที่ เพื่อให้สามารถจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยงานได้อย่างเหมาะสม อีกทั้ง จะปรับบทบาทกระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นการทำหน้าที่เป็นผู้รับผิดชอบด้านสุขภาพของประเทศ (National Health Authority)....... นอกจากนี้ พัฒนาระบบเทคโนโลยีและสารสนเทศสุขภาพ เพื่อให้มีฐานข้อมูลด้านสุขภาพของประเทศ ที่จะสามารถนำมาใช้สนับสนุนการบริหารจัดการเรื่องต่างๆ ด้านสุขภาพได้จริง เช่น การเงินการคลัง การบริการในระบบสุขภาพและสาธารณสุข ให้มีประสิทธิภาพ เป็นต้น คาดว่าในระยะเวลา 5 ปี ใช้วงเงินราว 8,890 ล้านบาท เฉลี่ย 1,178 ล้านบาทต่อปี หรือเท่ากับ 27 บาทต่อคนต่อปี และมีคณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพ ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายกำลังคนสุขภาพของประเทศ.......... ด้านระบบบริการสาธารณสุข เน้นระบบบริการปฐมภูมิ มีการให้บริการและระบบบริการปฐมภูมิ (Primary Care Cluster : PCC) ที่สมบูรณ์เป็นจุดเชื่อมระหว่างบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ โดยขยายคลินิกหมอครอบครัวให้มีจำนวน 2,280 ทีม มีระบบการลงทะเบียนชื่อแพทย์คู่กับประชาชนครอบคลุม ทุกคลินิกหมอครอบครัว สำหรับระยะสั้น 1 ปี จะมีการพัฒนา ชุดสิทธิประโยชน์จำเพาะ (Specific Package) ตามความต้องการจำเพาะและจำเป็นด้านสุขภาพของแต่ละ พื้นที่ โดยมีคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ทำหน้าที่ในการบริหารจัดการ และจัดตั้งกองทุนบริการปฐมภูมิเป็นกองทุนเฉพาะสำหรับระบบ บริการปฐมภูมิและคลินิกหมอครอบครัว ซึ่งจะมีการพิจารณา รายละเอียดต่อไป.......... ด้านการคุ้มครองผู้บริโภคเน้นความรู้เท่าทันด้านสุขภาพ ต้องพัฒนาระบบสื่อสารสุขภาพ ให้มีระบบการคุ้มครองด้านการสื่อสาร โดยมี หน่วยงานกลางคัดกรองข้อมูล ด้านสุขภาพ ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น ถูกต้อง ทันการณ์ และมีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม สุขภาพ ตรวจจับข้อมูลเท็จ ตอบโต้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องทันท่วงที เพื่อ ให้ประชาชนสามารถใช้ข้อมูลเพื่อ ตัดสินใจจัดการสุขภาพได้ด้วยตนเอง โดยมีเป้าหมายให้การเจ็บป่วย ที่ป้องกันได้ลดลง จำเป็นต้องออก เป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการส่งเสริมความรอบรู้ด้านสุขภาพ......... และด้านความยั่งยืนและเพียงพอด้านการเงินการคลังสุขภาพมุ่งเน้นเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ โดยทั้ง 3 กองทุน คือ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ จะจัดทำ 3 ชุด สิทธิประโยชน์ หรือ 3 แพ็คเกจในการรักษา ได้แก่ 1.ชุดสิทธิประโยชน์หลักหรือสิทธิประโยชน์จำเป็น ทุกสิทธิได้รับเหมือนกัน 2.ชุดสิทธิประโยชน์เสริม 1 แต่ละกองทุนพิจารณาจ่ายเพิ่มเติมให้ผู้ใช้สิทธิเอง และ 3.ชุด สิทธิประโยชน์เสริม 2 ส่วนที่ประชาชนจะต้องจ่ายเงินเองหากต้องการใช้บริการที่เพิ่มเติมขึ้น.......... "แนวคิดเรื่องการปฏิรูปจะ คิดตรงข้าม มุ่งที่ประชาชนก่อนว่าจะได้รับประโยชน์อะไร แต่ถ้าหาก คิดจากข้างบนลงมาข้างล่าง การปฏิรูปก็จะไม่เกิด และแผนปฏิรูปด้าน สาธารณสุขที่มีการกำหนดไว้นี้ ไม่ว่า รัฐบาลไหนเข้ามาบริหารประเทศ ก็จะต้องดำเนินการต่อ อาจจะมีการเปลี่ยนตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ แต่ในส่วนของแผนปฏิรูป 4 ด้าน 10 ประเด็นจะต้องยังคงอยู่และเกิดการ ขับเคลื่อนไป" นพ.เสรี กล่าว....... "แผนปฏิรูปด้านสาธารณสุขที่กำหนดไว้นี้ ไม่ว่ารัฐบาลไหน เข้ามาบริหารประเทศ ก็จะต้องดำเนินการต่อ"........ นพ.เสรี ตู้จินดา--จบ-- https://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/ewt_news.php?nid=47955&filename=thainrsa58

Submitted by ลอยตัวไปวัน ๆ on
นโยบายสำคัญทางด้านสาธารณสุขที่รัฐบาลไม่มีทางทำได้สำเร็จ.......(1.) การแก้ไข พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นการแยกเงินเดือนข้าราชการสาธารณสุชและหน่วยบริการสุขภาพภาครัฐออกจากงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 30 บาทรักษาทุกโรค(บัตรทอง) ......(2.) การดำเนินการให้มีคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (National Health Policy Board) มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่ในการกำหนดทิศทางและจัดทำนโยบายหลักด้านระบบสุขภาพของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันและเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคณะกรรมการจะมีตัวแทนจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคประชาสังคม มีกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เป็นฝ่ายเลขานุการ.

Add new comment