นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : นโยบาย “กัญชา”...ระวังเรื่องโง่ จน และเจ็บ

ใครจะให้ข่าวเพื่อหวังงบไปทำศึกษาวิจัย ใครจะให้ข่าวเพื่อหวังประโยชน์เชิงพาณิชย์ หรือใครจะให้ข่าวเพื่อวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือไม่ประการใด ผมคงไม่อาจล่วงรู้ได้ และไม่สนใจที่จะไปขุดคุ้ยค้นหา

แต่วันนี้จำเป็นต้องมาเล่าข้อเท็จจริงจากความรู้วิชาการเรื่องกัญชาที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับสากล เพราะที่ผมสนใจคือความเคลื่อนไหวของรัฐที่จะผลักดันนโยบายเกี่ยวกับกัญชา ซึ่งจะมีผลกระทบระยะยาวต่อประชาชนในสังคม รวมถึงลูกหลานของผม และของทุกคนในอนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์ที่แพร่มาจากหลายต่อหลายแหล่ง สื่อให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าใจกันว่า กัญชานั้นมีสรรพคุณเลิศเลอนั้น จะเป็นจริงมากน้อยเพียงใด เชื่อได้หรือไม่ หรือดูแค่หน้าตา ตำแหน่งที่อ้าง ก็เชื่อกันไปหมดแล้ว โดยลืมนึกถึงสัจธรรมในโลกนี้ว่า ไม่มีอะไรหรอกที่ดีเว่อร์จนไม่มีผลเสีย หรือเราพูดง่ายๆ ว่า ไม่มีอะไรหรอกที่ดีไปหมด และไม่มีอะไรหรอกที่แย่ไปหมดจนหาจุดดีไม่ได้เลย

อ้างกันเยอะว่าประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะเรื่องการที่นำกัญชามาแก้ “ปวด” แก้ “อ้วก” และแก้ “เกร็ง”

วันนี้จะมาตีแผ่ให้ดูว่า แก้ปวด แก้อ้วก แก้เกร็งนั้น จริงไหม? ประการใด? ข้อควรระวังคืออะไร? และเหตุใดจึงนำมาจั่วหัวบทความว่า ให้ระวังโง่จนเจ็บ หากไม่ดูตาม้าตาเรือ

ขอเกริ่นไว้ก่อนว่า ผมไม่สนใจงานวิจัยที่ทำแค่ในห้องทดลอง ในหลอดทดลอง ในสัตว์ หรือในมนุษย์ โดยไม่เสร็จสิ้นกระบวนการตามมาตรฐานการวิจัยระดับสากล ดังนั้นคำกล่าวจากไหนหรือจากใครก็ตาม ที่มาเรียกร้องให้ผลักดันนโยบายสาธารณะโดยให้ลืมมาตรฐานสากล แล้วเอาเฉพาะงานวิจัยจากประเภทไม่เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าวมาใช้เลยนั้น ผมจะไม่นำมาพิจารณาเด็ดขาด และจะถือว่าเรียกร้องโดยไม่ถูกต้องเหมาะสม เพราะนโยบายสาธารณะนั้นส่งผลกระทบต่อประชาชนคนหมู่มาก ต้องยึดตามหลักฐานวิชาการที่ได้มาตรฐานสากล อันทำให้มั่นใจขึ้นในเรื่องความถูกต้อง และความปลอดภัย ซึ่งเกิดจากขั้นตอนการศึกษาวิจัยที่รัดกุม ขจัดอคติจากปัจจัยต่างๆ และมีการทำซ้ำเพื่อตรวจสอบได้ แม้จะไม่มีงานวิจัยใดเลยที่สมบูรณ์แบบ แต่สุดท้ายคนทั่วโลกก็ยังยอมรับมากกว่าการที่จะอ้างเอาสารเคมี หยูกยา หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการมาตรฐานดังกล่าวมาใช้กับคน ซึ่งมีชีวิตจิตใจ หรือแม้แต่กับสัตว์ซึ่งก็มีกระบวนการวิจัยมาตรฐานกำกับทั้งด้านวิทยาศาสตร์และจริยธรรมเช่นกัน

Allan GM และคณะ ตีพิมพ์ผลการวิจัยทบทวนงานวิชาการทั่วโลกอย่างเป็นระบบ ในวารสาร Canadian Family Physician เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้เอง โดยทำการทบทวนงานวิจัย 1,085 ชิ้น พบว่ามี 31 ชิ้นที่เป็นรูปแบบการทบทวนงานวิจัยอย่างเป็นระบบ ซึ่งถือเป็นระดับความน่าเชื่อถือสูงเมื่อเทียบกับงานวิจัยรูปแบบอื่นๆ ซึ่งแต่ละชิ้นงานนั้นคัดเลือกเฉพาะงานวิจัยที่ทำการทดสอบเปรียบเทียบผลของกัญชาในการแก้อาการต่างๆ ทั้งเรื่องปวด เกร็ง อ้วก และมีการประเมินเรื่องอาการไม่พึงประสงค์/ผลข้างเคียง โดยออกแบบงานวิจัยที่รัดกุม โดยมีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างและมีกลุ่มควบคุม ซึ่งรูปแบบดังกล่าวนั้นคือรูปแบบวิจัยมาตรฐานสากลที่เหมาะสำหรับการดูผลของสิ่งที่ทดสอบ ไม่ว่าจะเป็นยา วัคซีน หรืออื่นๆ แตกต่างจากงานวิจัยประเภทอื่นที่เชื่อถือได้น้อยและไม่ควรฟังเสียงนกเสียงกานำมายึดถือเป็นสรณะ

ว่าด้วยเรื่องแก้ “ปวด”

มีงานวิจัย 23 ชิ้น ทำการศึกษาทั้งในเรื่องปวดเฉียบพลันจากโรคกระดูกและข้อและกล้ามเนื้อ ปวดเรื้อรัง ปวดจากพยาธิสภาพของประสาท และปวดจากโรคมะเร็ง

สรุปให้อ่านกันสั้นๆ ได้ว่า สารออกฤทธิ์จากกัญชานั้นไม่ได้ช่วยเรื่องอาการปวดแบบเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดจากโรคกระดูกและข้อก็ตาม ส่วนผลในการลดอาการปวดในผู้ป่วยโรคมะเร็งนั้นก็ไม่ชัดเจน

สำหรับอาการปวดแบบเรื้อรัง และปวดจากพยาธิสภาพของเส้นประสาทนั้น สารออกฤทธิ์จากกัญชาดูจะช่วยลดอาการปวดได้เฉลี่ย 0.4 ถึง 0.8 หน่วย (จากอาการปวดคะแนนเต็ม 10) เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้กัญชา โดยมีการอภิปรายเปรียบเทียบให้กระจ่างชัดขึ้นด้วยว่า ผลของกัญชาในการลดอาการปวดนี้ เทียบเท่ากับการบริโภคแอลกอฮอล์ จนมีระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 0.08% ซึ่งในต่างประเทศนั้นถือว่าเป็นระดับที่ผิดกฎหมายหากไปขับรถ เพราะจะทำให้ความสามารถในการขับรถด้อยลง เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ ดังนั้นจึงมีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยแซวว่า ถ้าลดปวดได้เท่าแอลกอฮอล์ ก็แทบจะไม่ค่อยมีที่ยืนให้กัญชามาใช้ในสรรพคุณแก้ปวดนี้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น พอไปวิเคราะห์เจาะลึก พบว่า สรรพคุณเรื่องแก้ปวดนั้นมักพบเฉพาะในงานวิจัยที่มีขนาดเล็ก และติดตามผลระยะสั้นกว่า 2 เดือน ในขณะที่งานวิจัยที่ติดตามผลไปนานกว่า 2 เดือนขึ้นไป พบว่ากลุ่มที่ได้สารออกฤทธิ์จากกัญชานั้นมีลักษณะอาการปวดไม่ต่างกับกลุ่มควบคุม ซึ่งอาจแปลความได้ว่า เลยสองเดือนไปก็จะไม่ได้ผลนั่นเอง จึงทำให้มีคำถามตามมาอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องประโยชน์ที่จะได้จริงเวลานำมาใช้ดูแลรักษา รวมถึงความคุ้มค่าในการลงทุนตั้งแต่การศึกษาวิจัยสรรพคุณทางการแพทย์ จนถึงการลงทุนระบบการผลิตเชิงธุรกิจอุตสาหกรรมสำหรับทางการแพทย์

ว่าด้วยเรื่องแก้ “คลื่นไส้อาเจียน”

มีงานวิจัยจำนวน 5 ชิ้น สรุปให้ฟังได้ว่า สารออกฤทธิ์จากกัญชานั้นได้ผลดีในการลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ ที่มีอาการหลังจากได้รับเคมีบำบัด ในขณะที่มีงานวิจัยทบทวนอย่างเป็นระบบเพียง 1 ชิ้นที่ทำให้กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง แล้วพบว่ากัญชาไม่ได้ช่วยลดคลื่นไส้อาเจียนเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

สำหรับการลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ หลังได้รับเคมีบำบัดนั้น ผลของกัญชาดูน่าสนใจทีเดียว แต่จากข้อมูลยังพบว่ามีการศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่มีความหลากหลายมาก และการติดตามผลการลดอาการคลื่นไส้อาเจียนนั้นมีความแตกต่างกันหลายแนวทาง โดยส่วนใหญ่เป็นการประเมินการรับรู้อาการของผู้ป่วยด้วยตนเอง และมักประเมินระยะสั้น เช่น ในระยะเวลา 1 วัน ซึ่งหากจะนำข้อบ่งชี้สรรพคุณนี้ไปผลักดันต่อเพื่อหวังให้เป็นเวชภัณฑ์เพื่อจำหน่ายในอนาคตและให้แข่งขันกับยาตะวันตกที่อยู่ในตลาดได้ ก็จำเป็นต้องวางแผนศึกษาวิจัย ติดตามประเมินผลเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญในการดูแลรักษาให้ครบถ้วน

ว่าด้วยเรื่องแก้ “เกร็ง”

มีงานวิจัยแบบทบทบวนอย่างเป็นระบบอยู่ 3 ชิ้น ที่วิเคราะห์ผลเปรียบเทียบตัวต่อตัวระหว่างยาหลอกกับสารออกฤทธิ์จากกัญชา พบว่า 2 ใน 3 ชิ้นนั้น สรุปว่ากัญชาช่วยลดเกร็งได้มากกว่ายาหลอก 0.31 ถึง 0.76 คะแนน (จากคะแนนเกร็งเต็ม 10) โดยแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แถมมีการวิเคราะห์เพิ่มเติมให้เห็นชัดมากขึ้นได้ว่า หากเทียบกันแล้วกลุ่มที่ได้กัญชานั้น มีอยู่ร้อยละ 35 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมด และกลุ่มที่ได้ยาหลอก จะมีอยู่ร้อยละ 25 ของจำนวนผู้ป่วยทั้งหมดที่สามารถลดคะแนนเกร็งลงได้อย่างน้อยร้อยละ 30 แม้จะต่างกันทางสถิติ แต่ในทางปฏิบัติจริง หากนำมากัญชามาใช้แก้เกร็ง ก็จะต้องใช้ราว 10 คน จึงจะเห็นผลลดการเกร็งเพิ่มได้ 1 รายเมื่อเทียบกับยาหลอก ทั้งนี้งานวิจัยส่วนใหญ่ทำในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรค Multiple sclerosis โดยมีงานวิจัยชิ้นเดียวที่ทำในผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง อย่างไรก็ตามสิ่งที่เราควรรู้เพิ่มเติม ก่อนจะเชียร์หรือไม่เชียร์นโยบายกัญชาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือคือ เคยมีงานวิจัยคาดประมาณว่าโรค Multiple sclerosis นี้แม้จะพบได้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก แต่เชื้อชาตินั้นมีผล โดยสหราชอาณาจักรคาดว่ามีราว 164 คนต่อประชากร 100,000 คน ส่วนแถบเอเชียแปซิฟิกนั้น เจอเพียง 0 ถึง 20 ต่อประชากร 100,000 คน ต่างกันถึงอย่างน้อย 8 เท่า ซึ่งข้อมูลนี้คงจะพอประกอบให้เห็นเรื่องขนาดของปัญหา ควบคู่ไปกับขนาดของผลหรือสรรพคุณที่กล่าวไว้ตอนต้น สำหรับรัฐที่จะต้องพิจารณาเรื่องการลงทุนทรัพยากรของประเทศว่าคุ้มค่าหรือไม่เพียงใด

ว่าด้วยเรื่องการทำให้เกิด “ผลข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์”

หากสังเกตดูในข่าวที่เผยแพร่กันทุกวี่วัน มีน้อยนักที่จะเอ่ยถึงเรื่องนี้ แต่ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง อยากจะตีแผ่ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร อย่างรอบด้าน ไม่ใช้อารมณ์ดราม่าหรือภาษาปลุกเร้าแบบที่เห็นกันบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

มีงานวิจัยทบทวนอย่างเป็นระบบถึง 12 ชิ้นที่รายงานเรื่องนี้อย่างละเอียด โดยสรุปแล้วพบว่า จากการสังเกตการนำกัญชาไปใช้ทางการแพทย์จะเกิดผลข้างเคียง/อาการไม่พึงประสงค์ค่อนข้างบ่อย ทั้งนี้ผลข้างเคียงนั้นมีตั้งแต่รุนแรงน้อยไปจนถึงรุนแรงมาก ยกตัวอย่างเช่น การทำให้เกิดความผิดปกติของการรับรู้ความรู้สึกต่างๆ ในรูปแบบที่เว่อร์เกินจริง อาการง่วง อาการอยากยา ความผิดปกติของสายตา อาการสับสน ปัญหาด้านความจำ อาการซึมเศร้า ความดันโลหิตต่ำ หรือแม้แต่อาการผิดปกติทางจิต เป็นต้น

ทั้งนี้จากรายงานวิชาการที่มีอยู่ พบว่า หลายอาการอาจพบได้บ่อย เช่น ทุกๆ 2 ถึง 4 คนที่ใช้กัญชา จะเจออาการดังกล่าว 1 คน เป็นต้น แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ผู้เชี่ยวชาญจำนวนไม่น้อยชี้ให้เห็นว่า รายงานสถิติที่มีนั้นน่าจะเป็นสถิติที่ต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะกลุ่มผู้ป่วยในรายวิจัยต่างๆ นั้นมักเป็นผู้ที่ใช้กัญชามานาน ทำให้มีความทนต่ออาการต่างๆ ได้มาก หรือเคยชินไปแล้วจึงไม่รายงาน ในขณะที่บางอาการอาจทำให้คนที่มีอาการนั้นเพลิดเพลินกับความรู้สึกที่รับรู้หลังการเสพ ทำให้ไม่รายงาน เป็นต้น

นอกจากนั้น มีงานวิจัยและรายงานวิชาการจากต่างประเทศออกมาในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับผลกระทบต่อสังคมที่เกิดขึ้นจากการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ และการเปิดเสรีให้ใช้กัญชาทั่วไป เช่น สถิติอุบัติเหตุจราจรที่เพิ่มขึ้น อัตราการเสพกัญชาในเด็กและเยาวชนที่สูงขึ้น ตลอดจนอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นและเชื่อมโยงกับการลัดเลาะนำกัญชาไปใช้นอกเหนือจากที่อนุญาตในวงการแพทย์ ทั้งนี้เริ่มเห็นมากขึ้นในบางประเทศ ที่มีการอนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ว่า มีการหลอกว่ามีอาการตามข้อบ่งชี้ เช่น อาการเจ็บปวด เพื่อให้ได้กัญชานำไปเสพ ทั้งที่มิได้มีอาการจริง

ปัจฉิมบท...สำหรับผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย

ที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น หวังอยากให้ท่านเกี่ยวข้องได้อ่าน ใคร่ครวญ และพิจารณาให้จงหนัก ก่อนตัดสินใจสร้างนโยบาย กฎหมาย หรือระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกัญชาในประเทศเรา

ดูให้ดีว่า คนในสังคมเรานั้นมีระเบียบวินัย และความตรงไปตรงมามากน้อยเพียงใด ที่จะปฏิบัติตามกฎระเบียบต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อตัวเรา และลูกหลานในอนาคต

สารออกฤทธิ์ในกัญชานั้น ค่อนข้างชัดเจนว่าแก้เรื่องคลื่นไส้อาเจียนในกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งหลังรับเคมีบำบัดได้ แต่มีอีกหลายประเด็นที่จำเป็นต้องพิจารณาว่า จะเข็นไปสู่การวิจัย และวางแผนการผลิตเชิงพาณิชย์ เพื่อหวังลดค่าใช้จ่ายและหาเงินเข้าประเทศได้จริงหรือ คุ้มเพียงใด โดยควรพิจารณาศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศตามความเป็นจริง หลีกเลี่ยงการสร้างภาพฝันที่แกล้งหลับตามองบางเรื่องจนอาจทำให้ฝันดังกล่าวเป็นไปไม่ได้จริง โดยเฉลี่ยแล้วยาหรือวัคซีนแต่ละตัว กว่าจะคิด และผ่านขั้นตอนการวิจัยตามมาตรฐานสากล จนคลอดออกมาจดทะเบียนเพื่อจำหน่ายจ่ายแจกแก่สาธารณะนั้น สากลโลกเค้าลงทุนราวตัวละ 800-1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ และใช้เวลาราว 12-15 ปี ยังไม่นับว่า ยาหรือวัคซีนตัวนั้นมีสรรพคุณแข่งกับผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดอยู่แล้วได้มากน้อยเพียงใด และสามารถผลักดันเข้าสู่มาตรฐานการดูแลรักษาที่เค้าเชื่อถือในระดับสากลสำหรับโรคหรืออาการนั้นๆ ได้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ต้องทราบ และนำเข้าสู่การพิจารณาสำหรับการทำนโยบายสาธารณะของประเทศ

สรรพคุณอื่นๆ นั้น สำหรับความเห็นผมแล้ว ผมไม่คล้อยตาม และไม่คิดว่าสมควรแก่การนำไปผลักดันระดับนโยบายสาธารณะ

บทเรียนในอดีตจนถึงปัจจุบันนั้น ทั่วโลกมีให้เราเรียนรู้ ตั้งแต่ประชาสัมพันธ์ให้มีการใช้มอร์ฟีน หรือสารใกล้เคียงสำหรับคนที่มีอาการปวดเรื้อรังในอเมริกา จนส่งผลกระทบต่อสังคมวงกว้าง และมีปัญหามาถึงปัจจุบัน เรื่องกัญชาก็เช่นกันที่หลายประเทศที่ได้ทำกระบวนการเรียกร้องก่อนหน้าเรามานาน แบบที่เรากำลังทำอยู่ในปัจจุบัน แต่เขากำลังประสบปัญหา เพราะเพิ่งเริ่มมีรายงานต่างๆ มาให้เห็นหลังผลักดันไปแล้ว

สำคัญที่สุดคือ การเตรียมรับมือกับผลกระทบต่างๆ ที่กล่าวมา เช่น การลักลอบผลิต ลักลอบใช้ การอ้างเรื่องอาการเจ็บป่วย เช่น เรื่องอาการปวดที่ตรวจประเมินได้ลำบากว่าจริงหรือไม่ ตลอดจนการใช้ทั้งโดยมีข้อบ่งชี้และไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ และส่งผลต่อเรื่องวงกว้าง อาทิ อุบัติเหตุจราจร หรือการนำไปใช้เพื่อก่ออาชญากรรมและประทุษร้ายทางเพศ เป็นต้น

ห่วงใยลูกหลานจริง ต้องระวังให้ดี ตราบใดที่ยังไม่แน่ใจในระบบรักษาความปลอดภัยแก่ประชาชน ก็โปรดอย่าเสี่ยงครับ มิฉะนั้นที่เราหลงทำไป ก็จะแสดงถึงความไม่รู้เท่าทัน เสียเงินทองทรัพยากร และจะเจอปัญหาประชาชนบาดเจ็บล้มตายจากผลกระทบที่ไม่พึงประสงค์ได้ครับ

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง

1.Allan GM et al. Systematic review of systematic reviews for medical cannabinoids. Canadian Family Physician. February 2018;64:e78-e94.

2.Cheong WL et al. Multiple sclerosis in Asia Pacific region: A systematic review of a neglected neurological disease. Front Neurol. 2018;9:432.

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

Anonymous • 2018-10-23, 13:23
“ปานเทพ” เผยเบื้องลึกอุปสรรคปลดล็อกกัญชา ทั้งผลประโยชน์บริษัทยา - เงินใต้โต๊ะจากตลาดมืดจ่ายเจ้าหน้าที่"...........“ปานเทพ” เผยเบื้องลึกอุปสรรคปลดล็อกกัญชา บริษัทยาเสียผลประโยชน์มหาศาล รวมถึงเงินใต้โต๊ะที่พ่อค้าผลิตกัญชาในตลาดมืดจ่ายเจ้าหน้าที่ โอด พ.รบ.ยาเสพติดเข้าสภา 3-4 เดือนแล้วยังไม่คืบหน้า อีกทั้งวิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต จะขอจดสิทธิบัตรก็ไม่ได้เพราะยังจัดเป็นยาเสพติด ทั้งที่หลายประเทศทั่วโลกไปไกลกันแล้ว พร้อมเปิดข้อมูลกัญชาทำให้เสพติดน้อยกว่าเหล้า-บุหรี่หลายเท่าตัว ลั่นควรทำให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ............ วันที่ 22 ต.ค. นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีสถาบันแพทย์แผนบูรณาการและเวชศาสตร์ชะลอวัย ม.รังสิต ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คนเคาะข่าว” ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่อง “นิวส์วัน” ภายใต้หัวข้อ “เบื้องลึกอุปสรรคปลดล็อกกัญชา” โดยกล่าวว่า แพทย์แผนไทยรู้จักการใช้กัญชาด้วยการผสมผสานวัตถุดิบอื่นเพื่อให้เกิดสมดุลในการใช้ อย่างกัญชามีสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ บางครั้งกดรับภูมิคุ้มกัน เนื้องอกอาจดีขึ้นลดอาการปวดได้แต่กลับติดเชื้อในกระแสเลือดเสียชีวิต แต่พริกไทยผสมแล้วกลับมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแทนระบบภูมิคุ้มกันและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้ ตำรับพื้นบ้านใช้จนชินรู้ว่าใช้อย่างไรให้ปลอดภัย แต่วงการแพทย์ตะวันตก เขาไม่เชื่อ เขาเชื่อเพียงสารสกัดสำคัญ ใช้เป็นพืชไม่ได้ เพราะถ้าเป็นพืชใครๆ ก็ปลูกรักษาเองได้ บริษัทยาก็จะสูญเสียผลประโยชน์มหาศาล ............ นายปานเทพกล่าวอีกว่า ฝิ่น มอร์ฟีน กัญชา กระท่อม เป็นภูมิปัญญาตะวันออก วันดีคืนดีฝิ่นกลายเป็นสารสำคัญคือมอร์ฟีนใช้ในการแก้ปวด และทำให้เมา เสพติดได้ด้วย เมื่อนำมาใช้ในทางการแพทย์ กลายเป็นว่าประเทศอื่นๆ ห้ามปลูก ปลูกได้ไม่กี่ประเทศที่กำหนดเท่านั้น และผลิตได้โดยบริษัทยายักษ์ใหญ่ข้ามชาติไม่กี่แห่งทั่วโลก เท่ากับเป็นการผูกขาดฝิ่น ให้เหลือแต่มอร์ฟีนเพื่อให้อยู่กับบริษัทยายักษ์ใหญ่ไม่กี่รายกับผลประโยชน์มโหฬาร ฉะนั้นถ้าปลดล็อกกัญชาให้ประชาชนและแพทย์แผนไทยใช้ได้ การลดการนำเข้าจะเกิดขึ้นอย่างมโหฬาร บริษัทยาเสียผลประโยชน์มหาศาล ............. นายปานเทพกล่าวต่ออีกว่า กัญชามีฤทธิ์ช่วยหยุดอาการปวด พอถูกจัดเป็นยาเสพติด ญี่ปุ่นไปจดสิทธิบัตรโดยใช้กัญชาของไทยเลย แต่ไทยจดไม่ได้เพราะเป็นยาเสพติด กัญชาเรามีภูมิปัญญาใช้อยู่ วันดีคืนดีหลายประเทศใช้ในทางการแพทย์แล้ว แต่ไทยยังปลดล็อกไม่ได้ พ.รบ.ยาเสพติดเข้าสภา 3-4 เดือนผ่านไปยังยู่ที่ 3 มาตราแรก พิจารณายังไงก็ไม่คืบหน้า ซึ่งมันไม่ทันการขณะที่ทั่วโลกกำลังจดสิทธิบัตร........... วิทยาลัยเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต ขอยื่นจดอนุสิทธิบัตร วิธีการสกัดกัญชาที่สามารถแยกสารสำคัญได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่จดไม่ได้เพราะเขาบอกมันเป็นยาเสพติดอยู่ ตนฟังแล้วเศร้าเพราะบางประเทศมาจดกับกระทรวงพาณิชย์ แล้วเขาก็รับจดก่อนหน้านี้ ทางวิทยาลัยฯยังได้ขอปลูกเพื่อทดลองพันธุ์ ก็ปลูกไม่ได้ อ้างว่ายังไม่มีระเบียบ ............. นายปานเทพกล่าวต่ออีกว่า หากปลดล็อกกัญชาได้จะกระทบบริษัทผลิตมอร์ฟีน วงการยาเคมีบำบัด เคมีฉายแสง กลุ่มที่มีผลประโยชน์จากการจับกุมกัญชา เจ้าหน้าที่ได้สินบนการนำจับ แล้วยังไม่นับการจ่ายใต้โต๊ะ ซึ่งเรารู้กันดีมีผู้ผลิตกัญชาขายกันเกลื่อนในตลาดมืด โดยขายในราคาแพงและไม่ได้มาตรฐาน การให้อยู่ในตลาดมืดต่อไป จะมีคนไม่กี่รายจับมือกับเจ้าหน้าที่รัฐกอบโกยผลประโยชน์........... ส่วนที่กังวลกันในผลของการเป็นยาเสพติด มีข้อมูลชี้ชัดว่ากัญชาสามารถเสพติดได้ 8.9 เปอร์เซ็นต์ โคเคน 20.9 เปอร์เซ็นต์ แอลกอฮอล์ 22.7 เปอร์เซ็นต์ บุหรี่นี่หนักสุด 67.5 เปอร์เซ็นต์ กัญชาโอกาสเสพติดยากมาก แต่เหล้าบุหรี่ยังขายได้ ถ้าเอากัญชาเป็นยาเสพติด เหล้าบุหรี่ก็ควรอยู่ในบัญชียาเสพติดด้วย ยกเว้นถ้ายังอยากให้เจ้าหน้าที่ได้รับผลประโยชน์ต่อไป............ https://mgronline.com/onlinesection/detail/9610000105773
ฟัง ‘กัญชาชน’ • 2018-10-26, 12:08
คุยกับ ‘กัญชาชน’ ประเทศและสังคมจะได้ประโยชน์อะไร หากกัญชาถูกกฎหมาย?.............16 ตุลาคม 2018 สภาพอากาศของเมืองโตรอนโต ประเทศแคนาดาเข้าขั้นย่ำแย่ อากาศหนาวเย็นไต่ระดับลงไปที่อุณหภูมิต่ำกว่า 4 องศาเซลเซียส อีกไม่กี่วินาทีจะเที่ยงคืน Ian Power ยืนตัวสั่นอยู่หน้าร้านขายของแห่งหนึ่ง ทว่าร้านแห่งนั้นไม่ใช่ร้านขายของทั่วไป มันคือร้านขาย ‘กัญชา’ ที่เคยถูกจำกัดความให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศแคนาดามาเกือบ 90 ปี............. ปี 2015 Justin Trudeau นักการเมืองหนุ่มวัย 43 ปี ลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศแคนาดา โดยชูประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือการทำให้ ‘กัญชา’ ในประเทศเป็นสิ่งถูกกฎหมายและใช้ได้ในเชิงนันทนาการ “มันไม่มีคำว่าตลาดมืดสำหรับเบียร์” เขาว่า แล้วสำหรับกัญชาทำไมมันถึงจะเป็นไปไม่ได้............ “ตอนนี้เรามีระบบที่ไม่เวิร์กเอาเสียเลย” Justin Trudeau เจ้าของคำพูดดังกล่าวชนะการเลือกตั้งในปีนั้น แต่เขาก็ต้องใช้ระยะเวลาถึง 3 ปีถึงจะผลักดันนโยบายที่เคยหาเสียงไว้ให้เป็นรูปธรรม............. นาฬิกาขยับ วันที่ 16 ตุลาคมเปลี่ยนเป็นวันที่ 17 หลังรอมานานราวหนึ่งชั่วโมง Ian Power กลายเป็นประชาชนแคนาดาคนแรกที่ได้ซื้อกัญชาแบบถูกกฎหมาย “มันเป็นช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของผม” เขาว่า “ผมหลั่งน้ำตา มันจะไม่มีตรอกมืดๆ อับๆ อีกต่อไป”............. คำถามคือ ทำไมสิ่งที่ถูกมองเป็นตัวแทนของ ‘ความไม่ดี’ มาตลอดถึงต้องถูกกฎหมาย?............. ไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัญชาถูกหยิบยกมาถกเถียงถึงคุณและโทษทั้งในเชิงการแพทย์ เศรษฐกิจ และการใช้ทั่วไปอย่างแพร่หลาย บ้างก็ว่า เราถูกปกคลุมด้วยมายาคติ กัญชานั้นมีประโยชน์มากกว่าโทษเป็นไหนๆ แต่บางส่วนก็ยังส่ายหน้าไม่สนใจ ในประเทศไทยเองก็มีกลุ่มอย่าง ‘กัญชาชน’ หรือ ‘Highland’ ที่ออกมาเคลื่อนไหวและพยายามให้ความรู้ผู้คนถึงประเด็นดังกล่าว โดย ‘ไกด์-รัฐพล แสนรักษ์’ ผู้ก่อตั้งกลุ่มมองว่า แท้จริงแล้ว “มันอาจไม่เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม แต่มันเกี่ยวกับระบบบริหารจัดการของรัฐมากกว่า”........... ในขณะที่อุรุกวัยเป็นประเทศแรกที่ให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมายในเชิงนันทนาการ และมีประเทศที่สองอย่างแคนาดาตามมา เรื่องของกัญชาในประเทศไทยกำลังอยู่จุดไหนกันแน่?.......... กัญชาในแคนาดาเพิ่งกลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายเมื่อเร็วๆ นี้ มองดูเขา แล้วย้อนดูเรา คุณมีความคิดเห็นอย่างไร?........ แคนาดาผลักดันเรื่องนี้มาค่อนข้างนาน และมีการใช้ทางการแพทย์ในระยะเวลาเกือบๆ สิบปีที่ผ่านมามีการผลักดันเป็นนโยบายทางการเมือง จนกระทั่งผ่านมาสองสามปีเขาก็ทำจริงๆ ตามที่สัญญาไว้ นั่นคือภาพของแคนาดาว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร คือมันมีระยะเวลาของมันอยู่ และพอมองย้อนกลับมาที่ไทย เราอาจจะต้องเริ่มจากสเต็ปที่เขาผ่านมาตั้งแต่สิบปีที่แล้ว เพราะสภาพสังคมและความเข้าใจมันอาจจะยังอยู่แค่ในสภาวะการปรับเปลี่ยนเพื่อใช้ทางการแพทย์ เปรียบเทียบกันแล้วมันอาจเป็นเรื่องของไทม์ไลน์ว่า เขาเดินมาถึงจุดไหน และเรากำลังอยู่ตรงไหน........... ตอนนี้หน้าที่หลักๆ ของเพจ ‘กัญชาชน’ คืออะไร?........... มันคือการให้ความรู้ ให้ความเข้าใจว่า กัญชาคืออะไร มีดีอย่างไร มีโทษอย่างไร ใช้อย่างไร ที่อื่นเป็นอย่างไร คนในสังคมนั้นเขามีมุมมองแบบไหนต่อกัญชา เรากำลังเผยแพร่ชุดความรู้ความเป็นจริงที่ผู้คนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า โลกมันเป็นแบบนี้......... กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายในไทยมาค่อนข้างนาน ทำไมอยู่ๆ ถึงอยากให้มันถูกกฎหมาย?........... ผมไม่ได้คิดว่ามันนานน่ะครับ มันแค่ไม่เกินแปดสิบปี แต่มนุษย์เนี่ย เราใช้กัญชามาน่าจะเกือบๆ 8-9 พันปีแล้วจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ เพราะฉะนั้น 80 กับ 8,000 เมื่อเทียบกันแล้วมันเป็นตัวเลขที่น้อยมาก และการเกิดขึ้นของกัญชาผิดกฎหมายมันไม่ได้มาจากความจริงว่า มันเลวร้าย แต่มันมาจากโฆษณาชวนเชื่อ (propaganda) ที่ถูกสร้างขึ้นมา เพราะในช่วงปี 1930 กว่าๆ เนี่ย มันมีการสร้าง propaganda อย่างมโหฬารว่า กัญชาเป็นสิ่งเลวร้าย ด้วยหลายองค์ประกอบ เริ่มจากในยุค 20s ที่แอลกอฮอล์ผิดกฎหมายในสหรัฐฯ หลังจากนั้นอีก 10 ปี AlcoholProhibition เนี่ยมันไม่ได้ผล เขาเลยเลิกเพราะมันเกิดการขาดแคลนงบประมาณของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดของทางฝั่งอเมริกา ช่วงนั้นจะมีแคมเปญของพวกบริษัทยา กระดาษ พลาสติก น้ำมัน ผ้า ที่ร่วมกันสร้างมายาคติว่าพืชชนิดนี้มันเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมต่างๆ มันจึงกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ซึ่งในช่วงนั้นชัดเจนว่า มันมีการสร้างความเชื่อที่แปลกประหลาด โดยการโยนให้กัญชาเป็นตัวร้ายของสังคม ซึ่งความจริงในปัจจุบันมันไม่ได้เป็นแบบนั้น........... มันมาจากเรื่องทางการเมือง?........... มันเป็นเรื่องของการเมือง เรื่องของธุรกิจ เรื่องของอะไรหลายๆ อย่าง เพราะถ้ามองกลับไปจริงๆ มันเป็นพืชที่มีประโยชน์มาก เพราะมันสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง.......... โดยส่วนตัวอะไรเป็นแรงขับให้อยากเคลื่อนไหวในประเด็นนี้?............ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วผมไปอยู่ที่อเมริกา ซึ่งในช่วงนั้นเราป่วยเป็นไมเกรน ก็เลยไปหาหมอ หมอก็เลยแนะนำว่า นอกจากการกินยามันมีทางเลือกอย่างกัญชานะ ผมก็เลยสนใจ ลองดู และมันก็ได้ผลจริงๆ กับโรคที่เราเป็น เลยเริ่มศึกษามากขึ้น จนไปเจอเรื่องมะเร็ง ซึ่งเผอิญครอบครัวผมทั้งพ่อ ปู่ ย่าเนี่ยเสียชีวิตจากมะเร็ง เราเลยคิดว่า เฮ้ย ครอบครัวเราผ่านอะไรพวกนี้มา เราก็สนใจมาก เลยไปศึกษากับคนที่เป็นมะเร็งและใช้จริงๆ ไปเจอกับคนที่เขาปลูก ถึงได้รู้ว่า จริงๆ แล้ว เขาใช้กันมายี่สิบกว่าปีแล้ว โดยที่เราไม่เคยรู้เลย ซึ่งพอไปเจอกับคนป่วยที่ใช้กัญชา เราพบว่าคุณภาพชีวิตของเขาค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับคนในครอบครัวเรา คือกินได้ นอนหลับ ใช้ชีวิตได้ ทำงานได้ บางคนเขาก็จะรู้สึกว่า มะเร็งมันก็เป็นโรคเหมือนเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังอย่างหนึ่ง ผมเลยรู้สึกว่า เฮ้ย มันก็ไม่ได้แย่เหมือนที่โรงเรียนหรือระบบการศึกษาในไทยเคยสอนเรามา.............. หลังจากนั้น แม่ผมป่วยเป็นมะเร็ง ผมเลยต้องกลับมาดูแลแม่ที่ไทย ตอนนั้นเลยคิดว่า อยากเอากัญชามาลองดูเพื่อช่วยแม่ ลองคุยกับแม่ว่ามันได้ผล แต่แม่ก็กลับปฏิเสธว่า ยังไงเขาก็ไม่เอา เพราะเขาเชื่อว่า มันคือยาเสพติด มันมีแต่โทษ ไม่มีทางดีได้ คนรอบข้างก็ไม่เชื่อ ทุกคนปฏิเสธ จนสุดท้ายแม่ก็เสียชีวิตอย่างค่อนข้างเจ็บปวดทรมาน ผมเลยรู้สึกว่า แค่ทัศนคติแย่ๆ กับสิ่งที่เราถูกปลูกฝังมาในอดีต ในระบบการศึกษา มันสามารถทำให้คนเราปฏิเสธสิ่งที่แม้กระทั่งอาจกลายเป็นทางรอดของตัวเองได้เลยด้วยซ้ำ ผมเลยเริ่มมาทำเพจด้วยอยากให้คนไทยรู้ว่า มันมีอีกด้านหนึ่งที่เราไม่เคยมอง........... คำจำกัดความอย่าง ‘ของมึนเมา’ ของกัญชาที่เราถูกปลูกฝังกันมา กลายเป็น ‘ยารักษาโรค’ ได้อย่างไร?.......... ในทางการแพทย์มีการใช้อย่างเป็นทางการในประเทศต่างๆ มาไม่ต่ำกว่ายี่สิบปี ปัจจุบันน่าจะมีเกือบๆ สามสิบโรคที่เขาอนุญาตให้ใช้ในการรักษา มันมีการศึกษาวิจัยที่มารองรับเรื่องนี้ชัดเจนในหลายๆ กลุ่มโรค ซึ่งการค้นพบย้อนหลังไปยี่สิบปี มันเป็นการค้นพบการหลั่งสารในร่างกายของเราเองที่มันคล้ายๆ กับสารในกัญชา ซึ่งระบบการทำงานเหล่านี้เป็นระบบค่อนข้างใหญ่ในร่างกายเรา มันมีความสำคัญ และเป็นกุญแจที่ไขไปสู่การเกิดโรค และการรักษาโรค หรือช่วยบรรเทาการเกิดโรค คือเราใช้กัญชามา 8,000 ปี แต่เราเพิ่งค้นพบความลับเหล่านี้เมื่อไม่กี่สิบปีที่แล้ว นี่คือหนึ่งในเหตุผลว่าทำไมมันถึงเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว............ อย่างเรื่องมะเร็งกัญชาจะช่วยอย่างไร?.......... มะเร็งมันมีการทดลองที่ชัดเจนแล้วในระดับเซลล์ว่า มันทำให้เซลล์มะเร็งเกิดกระบวนการฆ่าตัวตาย ส่วนการทดลองในสัตว์ก็ค่อนข้างชัดเจนว่าได้ผล คือการทำให้เซลล์มะเร็งตาย แต่ไม่ทำให้เซลล์ปกติตายไปด้วย ไม่เหมือนการใช้คีโม ตอนนี้กำลังอยู่ในกระบวนการทดลองเพื่อใช้ในคน แต่ที่ใช้กันหลักๆ อย่างแพร่หลายในยุโรป อเมริกา ก็คือการลดความเจ็บปวด ช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ทำให้กินได้นอนหลับ ซึ่งองค์ประกอบต่างๆ เหล่านี้ที่มีการรับรองทางการแพทย์แล้วเนี่ย มันทำให้คนป่วยใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น........... สุดท้ายถ้ากัญชาในประเทศไทยจะถูกจำกัดไว้ให้ใช้ได้แค่ในเชิงการแพทย์อย่างเดียว ไม่ถูกขยายไปสู่ด้านนันทการจะโอเคไหม?.............. คือมันคงโอเคในมุมมองของผู้ป่วยน่ะครับ แต่จริงๆ แล้วกัญชามันไม่ได้ถูกใช้แค่ด้านนั้นด้านเดียว มันมีทั้งการใช้เพื่อความเพลิดเพลิน เพื่อความผ่อนคลายด้วย แต่ถ้าเรายังจัดการปัญหากับการใช้เพื่อความผ่อนคลาย ด้วยการทำให้มันเป็นโทษทางอาญา มันก็คงไม่ใช่การจัดการปัญหาที่ดีแน่นอน............ จากความพยายามที่ผ่านมา ตอนนี้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกัญชาในสังคมไทยเป็นอย่างไร?............ ขอย้อนกลับไป 5 ปีที่แล้วก่อนว่า ตอนนั้นสิ่งที่เราเห็น ภาพที่สังคมเข้าใจเกี่ยวกับกัญชามันมืดสนิทมาก มองไปทางไหน หนังสือพิมพ์ ทีวี ทุกอย่าง เราจะเห็นมุมมองแค่เพียงด้านเดียว นั่นคือจับคนเสพกัญชา คนเสพกัญชาทำเรื่องราวร้ายๆ ไม่ดี มันไม่มีมุมอื่นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงเลย แต่หลังจาก 5 ปี ตอนนี้เราเห็นว่า สื่อหลักเริ่มหันมาพูดถึงการใช้กัญชาในทางการแพทย์ เริ่มหันมาพูดถึงมุมมองอื่นๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสังคมไทย มีคนจากภาครัฐ ป.ป.ส. องค์การเภสัช ลุกขึ้นมาสนับสนุน ผลักดันให้เรื่องนี้เกิดขึ้น และเรากำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายหลักๆ นั่นคือ จะอนุญาตให้ใช้ในทางการแพทย์ได้ ซึ่งมันค่อนข้างเป็นการเปลี่ยนแปลงในสเต็ปที่ค่อนข้างใหญ่............. อุปสรรคสำคัญที่ทำให้เรายังขยับไปได้ไม่เร็วนักคืออะไร?........... มันคือเรื่องเดียวกับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว นั่นคือเรื่องของมุมมองของสังคม เพราะการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย หรืออะไรก็ตาม มันจะมาจากความรู้สึกของคนในสังคมเป็นหลัก คือถ้าความเข้าใจโดยรวมของสังคมดีขึ้น ผมคิดว่าความเปลี่ยนแปลงมันก็จะง่ายขึ้น ยกตัวอย่างจากเรื่องความเปลี่ยนแปลงในการแพทย์ พอสังคมเข้าใจ จากโพลล์สำรวจต่างๆ เสียงต่อต้านก็แทบจะไม่มี ผมเซอร์ไพรส์มากที่คนสนับสนุนเจ็ดสิบกว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งนี่คือการเปลี่ยนแปลงทางกระบวนการคิดที่ถือว่าใหญ่ แต่อุปสรรคก็คือ นอกเหนือจากเรื่องการแพทย์ เมื่อเราพูดถึงการใช้ในอีกด้านหนึ่ง เราก็อาจต้องทำความเข้าใจกันอีกรอบ............ ปัจจัยอะไรในเชิงรูปธรรมที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการเข้าใจ?............ มันมีหลายปัจจัยมากๆ เลย ทั้งองคาพยพหลักของสังคมเราเลยดีกว่า ทั้งการเปลี่ยนทางด้านกฎหมาย การเมือง สังคม วัฒนธรรม อย่างแรกเราไม่ได้เรียกร้องอะไร แต่เรากำลังพยายามทำความเข้าใจกับสังคมว่า มันน่าจะมีประโยชน์ต่อประเทศในแง่ไหนบ้าง เรื่องอคติมันมีอยู่แล้ว แต่ความจริงมันก็คือความจริง คือเราพูดความจริงว่า เฮ้ย วิทยาศาสตร์มันบอกมาแบบนี้นะ เพราะฉะนั้นเราควรมาพิสูจน์กัน ไม่ใช่มาถกเถียงกันด้วยอารมณ์ ขอบเขตของการที่จะทำให้กัญชาถูกกฎหมายที่คิดไว้คืออะไร?........... การทำให้ถูกกฎหมายมันอยู่ภายใต้ขอบเขตบางอย่างอยู่แล้ว อย่างเหล้า บุหรี่ทุกวันนี้ มันก็คือการวางข้อกำหนด (regulation) บางอย่างเพราะฉะนั้นการทำให้กัญชาถูกกฎหมายมันก็จะเป็นหนึ่งในวิธีการเหล่านั้น อย่างแคนาดาเขาก็มีการจำกัดว่า ต้องอายุเท่าไหร่คุณถึงจะซื้อได้ หรือใช้ได้ที่ไหนบ้าง ปลูกได้กี่ต้น คือมันต้องมีข้อจำกัดบางอย่างเพื่อให้องค์รวมของสังคมสามารถรับได้ เพราะฉะนั้น หลักๆ เลย คือต้องมีกฎเกณฑ์ให้เราอยู่ร่วมกันได้............ ถามตรงๆ ว่าคุณเป็นผู้เสพด้วยหรือเปล่า?............. ถือว่าเป็นผู้ใช้ครับ แต่ผมไม่ใช่ heavy user ไม่ใช่อยู่ดีๆ ผมอยากสูบกัญชาก็สูบ แต่โอเค มันมีบ้างที่บางครั้งเราต้องการการผ่อนคลาย เวลาเราเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักๆ ผมรู้สึกว่า มันก็เป็นทางเลือกในการผ่อนคลายที่โอเค ถ้าเทียบกับการดื่ม เราไม่ได้มองว่ามันเลวร้ายกว่าการดื่มแอลกอฮอล์ คือเราใช้แล้ว ไม่ได้ไปก่อความเดือดร้อนแก่ใครใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งมันไม่ควรเป็นความผิดด้วยซ้ำ............ สิ่งที่กำลังเรียกร้องอยู่ ส่วนหนึ่งก็เพื่อความสะดวกของตัวเองด้วยหรือเปล่า?........... ผมคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องเล็กมากๆ คือถ้าต้องการสูบกัญชา ซื้อหาง่ายๆ ผมไม่จำเป็นต้องมาทำอะไรแบบนี้หรือเปล่า อยู่แบบเดิมมันก็ไม่ต้องเดือดร้อนอยู่แล้ว............ คิดอย่างไรกับชุดคำอย่าง ‘ขี้ยา’ หรืออะไรทำนองนี้?......... ผมมองว่ามันเป็นการเหยียดละกัน มันเป็นการเอาชุดความคิดแบบเหมารวมมาจับ พอเห็นคนสูบกัญชาก็จะตีขลุมว่าต้องเป็นขี้ยา ผอมแห้งแรงน้อย งานการไม่ทำ เหมือนเขาเอาชุดความคิดที่เป็นแพทเทิร์นมาใส่ง่ายๆ เหมือนหลายๆ อย่างที่เกิดขึ้นในอดีต เหมือนคนเป็น HIV หรือเป็น LGBT คือในสังคมเรามีชุดความคิดเหล่านี้อยู่มากมายอยู่แล้ว ที่เรามักเอาไปยัดให้เขา ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นแบบนั้น เขาอาจจะทำงานทำการปกติ ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ใครก็ได้ นี่ก็เป็นหนึ่งในประเด็นเหล่านั้น............. กัญชาทำให้เสพติดได้ใช่ไหม?........... มีโอกาสเสพติด แต่เวลาเราไปเทียบทางวิทยาศาสตร์ เช่น กาแฟ น้ำตาล บุหรี่ แอลกอฮอล์ กัญชามีอัตราการเสพติดได้น้อยกว่าค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นไม่ใช่ว่าสูบกัญชาไปครั้งหนึ่งแล้วเราจะติด และต้องการมันไปตลอด การจะเข้าไปเสพติดอะไรมันต้องอาศัยการใช้เชิงพฤติกรรมวนๆ ซ้ำๆ และเข้าไปอยู่ในวงจรแบบนั้น แต่การจะเกิดวงกรแบบนั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ อย่างที่เราคิด........... สุดท้ายแล้วมันคือของชนิดเดียวกับสิ่งที่ถูกกฎหมายอยู่แล้วอย่างเหล้า หรือบุหรี่?............. ใช่ครับ มันคือเครื่องมือในการผ่อนคลายชนิดหนึ่ง และถ้าพูดถึงเหล้ากับบุหรี่ เราสามารถเทียบได้ว่าอะไรอันตรายกว่ากัน ซึ่งมันมีงานวิจัยทั่วโลกแหละครับที่วิจัยออกมาว่าการจะวัดว่าอะไรอันตรายกว่าอะไร มันวัดจาก 3 ปัจจัย 1.การที่มันทำอันตรายกับตัวผู้ใช้ 2.เป็นอันตรายต่อสังคม 3.อัตราการเสพติด (dependency) ทั้ง 3 ปัจจัยที่กล่าวมา เมื่อเทียบกัญชากับบุหรี่ หรือแอลกอฮอล์ กัญชาจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า............ ครั้งหนึ่งในยุค 60s กัญชาเคยถูกมองจากกลุ่มบุปผาชนว่า มันเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพ ถ้าวันหนึ่งมันถูกกฎหมายขึ้นมาในไทยมันสามารถกลายเป็นหมุดหมายที่บ่งบอกว่าเสรีภาพในบ้านเรากำลังเพิ่มขึ้นได้ไหม?.......... กัญชามันเป็นตัวแทนของเสรีภาพ เพราะมีการต่อสู้มาโดยตลอดตั้งแต่มันถูกทำให้ผิดกฎหมาย เพราะฉะนั้นมันชัดเจนอยู่แล้วครับว่า มันเป็นหมุดหมายที่สำคัญ อย่างแคนาดามันก็เป็นช่วงเวลาที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของเขาเหมือนกัน ดังนั้น ในบ้านเรา มันก็น่าจะแสดงให้เห็นว่า เรากำลังจะมีเสรีภาพที่เพิ่มมากขึ้น........... รวมถึงเรื่องอื่นด้วยไหม เช่น มีการพูดกันว่ากัญชาอาจกลายเป็นพืชเศรษฐกิจได้ ?........... การที่กัญชาจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจในประเทศไทย ผมมองว่าบ้านเรามีข้อได้เปรียบหลายๆ อย่าง เมื่อเทียบประเทศทางแคนาดา หรืออเมริกาที่เขามีสภาพอากาศโหดร้าย คือเอาง่ายๆ แค่ในอุตสาหกรรมยา ตัวเลขมันสูงมาก และความต้องการมันกำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในอีกสิบปีข้างหน้า จากการคาดการณ์ของสำนักต่างๆ ตัวเลขการเติบโตของมันจะอยู่ที่ 400-500 เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นมันเป็นโอกาสที่ดีมากๆ ไม่ว่าของประเทศไหนก็แล้วแต่ที่จะสามารถผลิตพืชชนิดนี้เพื่อป้อนเข้าสู่ตลาดการผลิตยา แต่ถ้าเราพัฒนาก่อน เข้าใจก่อน ทำได้ก่อน มันก็จะมีโอกาสเข้าไปสู่ตลาดได้ก่อน กลับกันถ้าเรามัวรีรอต่อไปเราอาจต้องนำเข้ายาของชาวบ้านมาใช้ก็ได้ ทั้งๆ ที่เราปลูกเองได้ ทำเองได้ ผลิตเองได้ ซึ่งการที่เราทำเองได้ มันหมายถึงต้นทุนที่ลดลง ทำให้โอกาสในการเข้าถึงยาของคนเพิ่มขึ้น ซึ่งเรื่องพวกนี้มันน่าจะไปไกลถึงการแก้ปัญหาในเชิงสาธารณสุขได้ด้วย............. แล้วในส่วนของการใช้เพื่อนันทนาการ?............ อย่างที่เราเห็นไปแล้วว่า อุรุกวัยเปิดไปแล้ว แคนาดาเปิดไปแล้ว อเมริกาหลายๆ รัฐเปิดไปแล้ว ในยุโรปเขาก็ยกเลิกโทษทางอาญา คือการใช้มันค่อนข้างได้รับการยอมรับ และอุตสาหกรรมก็กำลังขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายแล้วมันก็คือ กระแสโลก ที่จะล้มกันไปแบบโดมิโน่ เพราะฉะนั้นในอนาคตประเทศไทยก็คงไม่สามารถต้านกระแสโลกตรงนี้ได้ คำถามคือ เราจะเข้าไปตอนไหนมากกว่า............ ที่คุยกันมาเราพูดถึงแต่ข้อดีของกัญชาราวกับมันเป็นยาวิเศษ จริงๆ แล้วมันมีข้อเสียบ้างไหม?.......... ทุกอย่างไม่ว่าอะไรมันก็มีข้อดีข้อเสียเหมือนกันหมด กัญชามันก็มีข้อเสียหลายๆ อย่าง แต่ต้องบอกว่าข้อเสียมันอาจไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคน สมมุติเงื่อนไขร่างกายของคุณเป็นโรคหัวใจ ซึ่งกัญชาจะไปกระตุ้นอัตราการเต้นของหัวใจ มันอาจจะไม่เหมาะ คุณก็ต้องหลีกเลี่ยง หรือคุณเป็นเยาวชน มันก็จะมีผลต่อการพัฒนาของสมอง.......... ดังนั้นการทำให้มันถูกกฎหมาย คือทางแก้ปัญหาที่เราจะสามารถกำหนดข้อบังคับการใช้งานของกัญชาให้ชัดเจน ผ่าน อย. หรืออะไรทำนองนั้น?............ ถูกต้องครับ ถ้ามันถูกกฎหมาย มันก็ชัดเจนขึ้นมาว่าใครควรใช้ ไม่ควรใช้ มีการให้ความรู้มากขึ้น เหมือนอย่างเหล้า คุณเป็นความดันคุณก็ไม่ควรดื่ม แต่เวลามันอยู่ในโลกใต้ดิน องค์ความรู้เหล่านี้มันไม่มีไง ก็ใช้กันแบบมั่วๆ ผิดๆ แถมยังเป็นของที่ไม่มีคุณภาพด้วย........... สุดท้ายแล้วถ้าสิ่งที่หวังไว้เป็นจริง คือกัญชากลายเป็นสิ่งถูกกฎหมายทั้งทางการแพทย์ และนันทการ มองว่าภาพรวมของประเทศเราจะเป็นอย่างไร?........... มันก็คงเหมือนเดิมแหละครับ คือก่อนหน้าที่มันจะถูกกฎหมายเราจะจินตนาการไปได้ทั้งทางที่ดีและแย่ ในมุมมองด้านลบ คนก็จะจินตนาการว่า เดี๋ยวคนก็จะไปติดกัญชากันทั้งบ้านทั้งเมือง เดี๋ยวเด็กจะต้องมาใช้กันเละเทะ นี่คือข้อกังวลก่อนที่มันจะถูกกฎหมาย ในหลายๆ ที่ด้วย ไม่ใช่แค่ไทย ผมยกตัวอย่าง รัฐโคโลราโด ก่อนหน้านี้เขาก็กังวลกันว่า มันต้องเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ แต่พอผ่านไปสี่ห้าปี ทุกอย่างมันเหมือนเดิมน่ะครับ คนใช้ก็เท่าเดิม เด็กเยาวชนไม่ได้ใช้มากขึ้น ตัวเลขลดลงด้วยซ้ำ เพราะมันไม่ได้ท้าทายอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่ต่างคือ 1.ไม่มีคนไปติดคุก 2.รัฐสามารถจัดการบริหารได้ สินค้ามีคุณภาพมากขึ้น และรัฐได้เงินภาษี นี่คือข้อแตกต่างชัดเจน........ ถ้าขยับไปสู่เรื่องสารเสพติดชนิดอื่น เช่น ยาไอซ์ ยาบ้า ยาอี คุณมองอย่างไร?............ ผมมองว่าทุกอย่างต้องการการบริหารจัดการที่ดีกว่านี้ ผมไม่เคยคิดว่าการบริหารจัดการแบบใต้ดินที่ห้ามทุกอย่างแบบที่ประเทศไทยห้ามมันได้ผล สุดท้ายแล้ว มันมีอันไหนบ้างที่เราห้ามแล้วมันไม่มีล่ะครับ การพนัน ค้าประเวณี ยาเสพติด ทุกอย่างที่ห้าม เรามีหมด เพราะฉะนั้นมันชัดเจนว่าการบริหารจัดการแบบนี้มันล้มเลวอย่างสิ้นเชิง............ รากของปัญหาจริงๆ มันอาจไม่ใช่เรื่อง ‘ความดี-ความชั่ว’ แต่มันคือเรื่องของการบริหารจัดการ?........... ใช่ครับ เรื่องนี้มันไม่เกี่ยวกับเรื่องศีลธรรม ความดี ความเลว แม้แต่นิดเดียว มันเป็นปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการที่ไม่ชัดเจน หรือมันผิดฝาผิดตัว มันเลยเป็นปัญหาที่หมักหมมมาอย่างยาวนานจนถึงทุกวันนี้. https://mgronline.com/marsmag/detail/9610000106684

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกยังมีอยู่
1 วัน 15 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกยังมีอยู่
1 วัน 15 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน