ผนึกภาคีเครือข่ายสร้างสุขที่ปลายทางพลิกโฉมระบบดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายสู่ ‘การตายดี’

คณะทำงานสร้างสุขที่ปลายทางเดินหน้าพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคองตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 ร่วมกับเครือข่ายและจิตอาสา เปลี่ยนทัศนคติสังคม-สานพลัง 4 ประเด็นหลัก ขณะที่แพทย์เตือนประเทศไทยเผชิญหน้าภาวะสึนามิลูกใหญ่ในระบบสุขภาพ เสนอออกกฎหมายเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนการทำงาน

เวที “สร้างสุขที่ปลายทาง ปีที่ 2” ระหว่างวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2561 จัดโดยความร่วมมือขององค์กรด้านสุขภาพ 11 แห่ง ในนามคณะทำงานสร้างสุขที่ปลายทาง ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซนเตอร์ แจ้งวัฒนะ โดยงานวันที่ 2 พ.ย. ยังคงมีผู้สนใจฟังการเสวนา ชมนิทรรศการ และกิจกรรมการสานสัมพันธ์กว่า 400 คน

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ ปาฐกถา “ก้าวต่อไป: สร้างสุขที่ปลายทาง” ว่า ปัจจุบันความตายในสังคมยุค 4.0 มีความซับซ้อนจากเทคโนโลยีทางการแพทย์ และมิติความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วย ครอบครัวและบุคลากรทางการแพทย์ นำมาซึ่งความยากลำบากในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต ดังนั้น การเตรียมรับมือกับสถานการณ์ความตายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ขณะนี้องค์กรภาคีเครือข่ายได้ขับเคลื่อนสิทธิการตายตามธรรมชาติ หรือ ‘การตายดี’ ภายใต้มาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มากขึ้นเรื่อยๆ โดย มุ่งสานพลังสร้างสุขที่ปลายทาง 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การสร้างความรู้ความเข้าใจจนนำไปสู่ทัศนคติที่ดีและการปฏิบัติให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่ม พร้อมร่วมมือกับองค์กรทางศาสนา ทั้งมหาเถรสมาคม สภาคริสจักรในประเทศไทย สำนักจุฬาราชมนตรี ฯลฯ 2.ประสานความร่วมมือกับองค์กรภาคีเครือข่ายที่ทำงานเรื่องตายดีทั้งภาครัฐ สถาบันวิชาการ ตลอดจนจิตอาสาพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและญาติ

3.พัฒนาระบบการดูแลแบบประคับประคองในประเทศไทย ระบบการเข้าถึงยาแก้ปวดกลุ่ม opioids การพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านสุขภาพและระบบสนับสนุน อาทิ ระบบการเงินการคลัง การส่งต่อผู้ป่วย และการดำเนินการตามหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขของผู้ป่วยหรือ Living Will และ 4.การพัฒนาวิชาการและการจัดการความรู้ สำหรับการส่งเสริมการใช้สิทธิการสร้างเสริมสุขภาวะในระยะสุดท้ายของชีวิต รวมถึงจัดทำคำนิยามปฏิบัติการ (Operational definition) การดูแลแบบประคับประคองให้ชัดเจนในทางปฏิบัติต่อไป

รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ 

ด้าน รศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ รองคณบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในการเสวนา “Living Will คือการุณยฆาต จริงหรือ?” ว่า แนวทางการรักษาผู้ป่วยระยะสุดท้ายเพื่อให้เกิดการตายดีไม่ใช่การหยุดรักษา แต่เปลี่ยนวิธีการรักษาที่ยื้อชีวิตมาเป็นการรักษาตามธรรมชาติและดูแลแบบประคับประคอง ให้ผู้ป่วยทรมานน้อยที่สุด ต่างจากการุณยฆาตคือการทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

“ประเด็นปัญหานี้จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคต เนื่องจากสังคมไทยจะเผชิญหน้ากับสึนามิของสังคมสูงวัย การรักษาโดยไม่เกิดประโยชน์จะส่งผลกระทบต่อผู้ที่ยังมีโอกาสรอด ญาติ โรงพยาบาล และทรัพยากรของประเทศชาติโดยรวม ดังนั้น รัฐบาลต้องมีกฎหมายที่เอื้อให้บุคลากรด้านสุขภาพและโรงพยาบาลทำงานให้เกิดการตายดี”

นพ.ชนินทร์ ลิ่มวงศ์

นพ.ชนินทร์ ลิ่มวงศ์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำให้ทุกคนสนใจเรื่องการทำ Living Will หรือ สมุดเบาใจ เอาไว้ล่วงหน้า เพราะถือเป็นการวางแผนการรักษา หรือ Advance care plan อย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการตายดี ไม่มีปัญหาในช่วงสุดท้ายของชีวิต

“สิ่งที่เราพบคือผู้ป่วยจำนวนมากไม่มีแผนการรักษาที่ตนเองต้องการในช่วงวาระท้ายของชีวิต ดังนั้น Advance care plan จึงจำเป็นสำหรับคนไข้ที่จะระบุความต้องการเรื่องการรักษาพยาบาล หรือเรื่องอื่นๆ ที่จำเป็นในช่วงวาระท้ายของชีวิตที่ชัดเจนไว้ หรือบางคนอาจมอบให้ญาติที่ไว้วางใจเป็นผู้ตัดสินใจแทนในช่วงนั้นก็ได้”

ดร.ประมวล เพ็งจันทร์

ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ ปาฐกถา “การเตรียมชีวิตอย่างเป็นสุข” ว่า ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่บนโลกด้วยศรัทธาและมีความหมาย ซึ่งจะทำให้จิตใจไม่ถูกเบียดเบียนจากความกลัวตาย

“การแก่ เจ็บ ตาย ไม่ใช่สิ่งที่มากดทับจนเราสูญเสียความเบิกบาน แช่มชื่นของการมีชีวิตอยู่ ตรงนี้จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่สังคมไทยควรมาเรียนรู้ร่วมกันถึงปรากฎการณ์ในชีวิต และอยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้”

Comments

ควรมีครบทุกอำเภอ • 2018-11-08, 19:34
**สธ.นำร่องดูแลผู้ป่วยเรื้อรังระยะสุดท้าย 16 รพ.** .................. สธ.นำร่องจัดบริการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังระยะสุดท้ายของชีวิต รพ.สังกัดกรมการแพทย์ 16 แห่ง พร้อมขยายทีมดูแลถึงบ้าน ชี้โรคที่ผู้ป่วยเผชิญทุกข์ โดยเฉพาะ โรคมะเร็ง มีคนไทยเสียชีวิตสูงอันดับ 1 ปีละประมาณ 60,000 ราย เฉลี่ยเสียชีวิต 1 คนทุก 8 นาที…...... เมื่อวันที่ 11 ต.ค.57 ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ โรงพยาบาลราชวิถี กรุงเทพมหานคร ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดอบรมแพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักสังคมสงเคราะห์ นักโภชนาการ กว่า 250 คนจากโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ 16 แห่งทั่วประเทศ เพื่อถ่ายทอดความรู้ การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต เช่น โรคมะเร็ง โรคไต เป็นต้น ก่อนเสียชีวิต ซึ่งเป็นบริการใหม่ในระบบสุขภาพประเทศไทย ช่วยคลายทุกข์ญาติและผู้ป่วย ก่อนเสียชีวิต........... ศ.นพ.รัชตะ กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกสนใจการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย โดยที่ประชุมสมัชชาอนามัยโลก (World Health Assembly) ที่กรุงเจนีวา สมาพันธรัฐสวิสครั้งที่ผ่านมา เมื่อวันที่ 19-24 พ.ค.57 ให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายและถือเป็นประเด็นที่ต้องส่งเสริมเพื่อให้มีการบริการอย่างทั่วถึง ในส่วนของประเทศไทย สธ.มีนโยบายเร่งรัดการดำเนินการสร้างเสริมสุขภาวะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในภาวะที่พึ่งพิง รวมทั้งผู้ป่วยที่อยู่ในระยะท้ายของชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม มีผลอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน โดยเน้นการดูแลจากชุมชนและครอบครัว สำหรับบริการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิตนี้ เป็นบริการใหม่ในระบบสุขภาพไทยและมีความจำเป็น เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเรื้อรังเช่นมะเร็ง เบาหวาน โรคไต โรคเอดส์ เป็นต้น จำนวนมากรวมกว่า 4 ล้านราย และพบมากในผู้สูงอายุ โดยโรคที่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของประเทศติดต่อกันมากว่า 10 ปี คือ โรคมะเร็ง เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 60,000 กว่าราย แนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พบทุกหมู่บ้าน ในปี 2555 มีรายงานเสียชีวิต 63,272 ราย เฉลี่ย 1 รายทุก 8 นาที โรคนี้ทำผู้ป่วยมีความทุกข์ทรมานมาก โดยเฉพาะอาการปวดจากอวัยวะภายในที่เซลล์มะเร็งลุกลามไป............ ศ.นพ.รัชตะ กล่าวต่อว่า มอบหมายให้กรมการแพทย์ พัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ให้เหมาะสมกับการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแต่ละกลุ่มโรคและสถานพยาบาลแต่ละระดับ ตามบริบทสังคมไทย ให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่มีมาตรฐาน เพื่อคลายอาการทุกข์จากการป่วยทั้งการจัดการความเจ็บปวด อาการไม่พึงประสงค์ต่างๆ และการดูแลด้านจิตใจ จิตวิญญาณตามหลักศาสนาแก่ผู้ป่วยและญาติ ลดความซึมเศร้าลง................. นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า แนวทางการรักษาผู้ป่วยในระยะสุดท้ายแบบประคับประคองนี้ ขณะนี้กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก ไทยได้เริ่มพัฒนาระบบริการในโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ 7 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลระดับเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ได้แก่ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี โรงพยาบาลเลิดสิน และโรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งส่วนใหญ่จะดูแลผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคที่รักษายาก โรคที่มีความซับซ้อนหรือมีอาการหนัก เช่น โรคมะเร็ง โรคไต เป็นต้น ดำเนินการมา 10 กว่าปี โดยตั้งเป็นหออภิบาลคุณภาพชีวิตโดยเฉพาะ แยกสัดส่วนการรักษาจากผู้ป่วยอื่น ให้เป็นสถานที่พักผ่อนของผู้ป่วยระยะสุดท้าย หากโรงพยาบาลใดมีสถานที่เพียงพอและมีผู้ป่วยจำนวนมาก ก็จะจัดสัดส่วนอย่างชัดเจน เช่น โรงพยาบาลสงฆ์ โรงพยาบาลมหาวชิราลงกรณธัญบุรี จะจัดสถานที่รักษาแบบกึ่งบ้านและแยกเป็นอาคารเพื่อให้ง่ายต่อการดูแลรักษาหรือจัดให้อยู่ห้องแยก และสร้างจิตอาสาข้างเตียงคอยดูแลและให้กำลังใจผู้ป่วยซึ่งมีประมาณ 20 คน เพื่อให้ผู้ป่วยและญาติ พูดคุยและมีกิจกรรมร่วมกันได้มากขึ้น................ ในปี พ.ศ.2555 มีผู้ป่วยโรคมะเร็งใหม่ 3,917 ราย เพิ่มจากปี พ.ศ.2551 ที่มีเพียง 2,949 ราย ในการดูแลจะใช้วิธีการรักษาแบบประคับประคอง (Palliative Care) คือ บำบัดรักษาตามอาการที่ปรากฏ เพื่อทำให้ผู้ป่วยมีความสุขมากที่สุด ไม่เจ็บปวดทรมาน ให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ใช้ดูแลได้ทั้งโรคมะเร็งและโรคอื่นๆ ที่รู้ว่าไม่สามารถรักษาให้หายได้และคุกคามต่อการดำเนินชีวิตของผู้ป่วย ทั้งนี้ ได้เปิดโอกาสให้ครอบครัวมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง หากญาติมีความต้องการให้ผู้ป่วยไปพักผ่อนที่บ้านก็สามารถทำได้ โดยทีมสหวิชาชีพจะแนะนำการดูแลรักษา ทั้งเรื่องอาหารและยา ให้ความรู้อาการของผู้ป่วยทุกขั้นตอนที่จะเกิดขึ้นเป็นลำดับเพื่อญาติเข้าใจและสามารถดูแลผู้ป่วยให้ได้มากที่สุด โดยมีระบบให้ญาติโทรสอบถามแพทย์และพยาบาลผู้ดูแลได้ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกัน หรือจัดส่งหน่วยเยี่ยมบ้านออกไปเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านทุก 1-2 สัปดาห์ เพื่อดูอาการพร้อมให้คำแนะนำกับญาติ โดยตั้งเป้าขยายแนวทางการรักษาแบบประคับประคองผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้สมบูรณ์แบบในโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ที่มี 16 แห่งทั่วประเทศ เพื่อหารูปแบบที่ดีและเหมาะสมกับสังคมไทยต่อไป................. ทั้งนี้ จากผลการสำรวจความพึงพอใจบริการการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ครั้งล่าสุดในปี 2557 พบว่า ญาติผู้ป่วยมีความพึงพอใจสูงถึงร้อยละ 98 โดยพอใจในการบริการและช่วยเหลือของทีมสหวิชาชีพ เช่น การให้คำแนะนำ รับฟังปัญหา การให้กำลังใจและอยู่เป็นเพื่อนคู่คิด. Cr. https://www.thairath.co.th/content/456108

ความคิดเห็นล่าสุด

StevAgepay
6 ชั่วโมง 30 วินาที ago
Rogerdum
11 ชั่วโมง 16 นาที ago
Rogerdum
11 ชั่วโมง 18 นาที ago
Rogerdum
11 ชั่วโมง 23 นาที ago
Rogerdum
11 ชั่วโมง 26 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

StevAgepay
6 ชั่วโมง 30 วินาที ago
Rogerdum
11 ชั่วโมง 16 นาที ago
Rogerdum
11 ชั่วโมง 18 นาที ago
Rogerdum
11 ชั่วโมง 23 นาที ago
Rogerdum
11 ชั่วโมง 26 นาที ago
กลับด้านบน