‘ไทย’ ประเทศแรกร่วมมือองค์การอนามัยโลกใน 6 แผนงาน

WHO หารือ สธ.แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือรัฐบาลไทย-องค์การอนามัยโลก ค.ศ.2017 – 2021 ใน 6 แผนงาน คือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ความปลอดภัยบนท้องถนน การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ สุขภาพของผู้ย้ายถิ่น การสร้างความเข้มแข็งงานสุขภาพโลก การพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ โดยกระทรวงสาธารณสุข จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จ ไทยเป็นประเทศแรกที่ดําเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือดังกล่าว

เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้การต้อนรับ นพ.แดเนียล เคอร์เทสซ์ (Dr. Daniel Kertesz) ผู้แทนองค์การอนามัยโลกประจําประเทศไทย และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะและหารือเกี่ยวกับการดําเนินงานตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก ค.ศ. 2017 – 2021

นพ.สุขุม ให้สัมภาษณ์ว่า ประเทศไทยมีความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ในการพัฒนาบริการ การส่งเสริม และการวิจัยเพื่อพัฒนาด้านการแพทย์และการสาธารณสุข โดยขณะนี้ ได้ดําเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลก (WHO Country Cooperation Strategy : CCS) ค.ศ.2017 – 2021 ประกอบด้วย 6 แผนงาน ได้แก่ โรคไม่ติดต่อ (Non-communicable Diseases) ความปลอดภัยบนท้องถนน (Road Safety) การติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance) สุขภาพของผู้ย้ายถิ่น (Migrant Health) การสร้างความเข้มแข็งของงานสุขภาพโลกเพื่อการพัฒนาสุขภาพในประเทศ (Global Health Diplomacy) การพัฒนาศักยภาพด้านการค้าระหว่างประเทศและสุขภาพ (International Trade and Health)

โดยมีการระดมงบประมาณจากองค์การอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุข สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)

ทั้งนี้ ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ดําเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือดังกล่าว จากเดิมที่เป็นโครงการขนาดเล็ก 200 - 300 โครงการ ใช้งบประมาณขององค์การอนามัยโลก เปลี่ยนมาเป็นการมุ่งเน้นแผนงานหลักที่มีความสําคัญและมีผลกระทบสูงต่อการแก้ไขปัญหาสุขภาพของประเทศ 5-6 แผนงาน มีการระดมทุนทางสังคม ปฏิญญา และงบประมาณ จากองค์การอนามัยโลก กระทรวงสาธารณสุข สํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสํานักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โดยเห็นชอบร่วมกันในการดําเนินการตามหลักการของปฏิญญาปารีส (Paris Declaration on Aid Effectiveness) ซึ่งมีหลักการสําคัญคือ การมีแผนงานเดียวในแต่ละประเด็น ใช้ระบบบริหารและตรวจสอบเป็นระบบเดียว และระบบรายงานและประเมินผลเป็นระบบเดียว โดยกระทรวงสาธารณสุข จะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จต่อไป

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

แค่ออร์แกไนเซอร์ • 2018-11-09, 12:51
“นพ.สำลี เปลี่ยนบางช้าง” อดีต ผอ. WHO เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ........ “แต่ผมรู้สึกว่าคนจำนวนมากยังไม่เข้าใจองค์การอนามัยโลกที่แท้จริง ยังคิดว่ามีผู้เชี่ยวชาญแยะ มีเงินแยะ แต่จริงๆ แล้วมีเงินพอสำหรับให้จัดประชุมหรือประสานงานระหว่างประเทศและสถาบันต่างๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจองค์การอนามัยโลก เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อย่าไปคิดว่าสาธารณสุขของเราต่อไปจะดีขึ้นเพราะองค์การอนามัยโลก ลืมไปได้เลย แต่จะดีขึ้นด้วยพวกเรากันเอง เพียงแต่องค์การอนามัยโลกทำหน้าที่ไม่ต่างจากออร์แกไนเซอร์ที่เรารู้จัก” ............................................................................................................................................................... **บทบาทองค์การอนามัยโลกในปัจจุบันแค่ออร์แกไนเซอร์**.............. หมอสำลีอธิบายบทบาทองค์การอนามัยโลกว่า เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 1948 ในช่วงที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลก ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงมีโอกาสเข้ามาช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศทั่วโลกทางด้านสาธารณสุข ด้านการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาคน ซึ่งถือเป็นการพัฒนาด้านสาธารณสุขที่สำคัญมาก............. แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประเทศที่องค์การอนามัยโลกช่วยเหลืออยู่เริ่มแข็งแรงขึ้น ระบบสาธารณสุขมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผู้เชี่ยวชาญและมีคนของตัวเอง ส่งผลให้ให้ความชำนาญหรือความเชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกสู้ประเทศต่างๆ ไม่ได้ จนในระยะหลังงานหลักขององค์การอนามัยโลกจึงเป็นงานที่เกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐาน กำหนดบรรทัดฐาน ช่วยในการกำหนดนโยบาย ช่วยในการปรับปรุงหรือปฏิรูประบบสุขภาพ โดยไปดึงผู้เชี่ยวชาญจากประเทศต่างๆ มาช่วยทำงาน............. “อย่าไปคิดว่าผู้เชี่ยวชาญทุกวันนี้อยู่ที่องค์การอนามัยโลก เขาไม่อยู่แล้ว เขาอยู่ที่ประเทศต่างๆ นี่เป็นข้อเท็จจริงที่มันเกิดขึ้น ผมพูดอยู่เสมอก่อนเกษียณออกมาว่า WHO เวลานี้ทำงานกับประเทศแบบพาร์ทเนอร์ ต่างคนต่างช่วยกัน ประเทศก็ช่วยในเรื่องผู้เชี่ยวชาญ ส่วนองค์การอนามัยโลกช่วยในเรื่องประสานงาน ความร่วมมือ การกำหนดมาตรฐานต่างๆ ในเรื่องการแพทย์ การสาธารณสุข ซึ่งยังมีความจำเป็น นี่เป็นบทบาทองค์การอนามัยโลกในปัจจุบัน ”................ “แต่ผมรู้สึกว่าคนจำนวนมากยังไม่เข้าใจองค์การอนามัยโลกที่แท้จริง ยังคิดว่ามีผู้เชี่ยวชาญแยะ มีเงินแยะ แต่จริงๆ แล้วมีเงินพอสำหรับให้จัดประชุมหรือประสานงานระหว่างประเทศและสถาบันต่างๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจองค์การอนามัยโลก เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ อย่าไปคิดว่าสาธารณสุขของเราต่อไปจะดีขึ้นเพราะองค์การอนามัยโลก ลืมไปได้เลย แต่จะดีขึ้นด้วยพวกเรากันเอง เพียงแต่องค์การอนามัยโลกทำหน้าที่ไม่ต่างจากออร์แกไนเซอร์ที่เรารู้จัก” หมอสำลีกล่าว. https://thaipublica.org/2018/06/samlee-plianbangchang-11-6-2561/

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน