ปี 60 มูลค่ารายรับการดำเนินกิจการ รพ.เอกชน 234,327.2 ล้านบาท จากผู้ป่วย 61.6 ล้านราย

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุผลสำรวจโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนปี 2560 พบว่า มีผู้ป่วยมารักษาใน รพ.เอกชนทั่วประเทศ 61.6 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ป่วยนอก 58.8 ล้านราย (95.5%) และผู้ป่วยใน 2.8 ล้านราย (4.5%) ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยชาวต่างประเทศ 4.2 ล้านราย แบ่งเป็นผู้ป่วยนอก 4.013 ล้านราย (95.6%) และผู้ป่วยใน 186,741 ราย (4.4%)

และพบว่าการดำเนินกิจการโรงพยาบาลและสถานพยาบาลเอกชนก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจของประเทศถึง 99,427 ล้านบาท ซึ่งมาจากมูลค่ารายรับจากการดำเนินกิจการ 234,327.2 ล้านบาท หักด้วยค่าใช้จ่านขั้นกลางในการดำเนินการ 134,900.2 ล้านบาท 

 

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

HUBคนไทย>90% • 2018-11-27, 11:38
มีผู้ป่วยมารักษาใน รพ.เอกชนทั่วประเทศ 61.6 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยชาวต่างประเทศ 4.2 ล้านราย กว่าร้อยละ 90 เป็นคนไทยล้วน ๆ ............................................................................................................................................................................. "ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ จาก “10 ล้าน” สู่ “แสนล้าน”.............. แม้นายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ แชมป์เศรษฐีหุ้น 4 ปีซ้อน ถือครองหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ถึง 3 แห่ง คือ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) หรือโรงพยาบาลกรุงเทพ บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เจ้าของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส และ บมจ.โรงพยาบาลนนทเวช (NTV) มูลค่าหุ้นรวม 67,244.71 ล้านบาท รวมทั้งยังกระโดดเข้าสู่สมรภูมิใหม่ “ทีวีดิจิตอล” มีช่องพีพีทีวีและช่องวันอยู่ในกำมือ........... แต่หากนับแหล่งรายได้สำคัญของกลุ่มตระกูลปราสาททองโอสถยังมาจากธุรกิจโรงพยาบาลเป็นหลัก เพราะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 63,000 ล้านบาทต่อปี และล่าสุด นพ.ปราเสริฐ หรือ “หมอเสริฐ” ประกาศเป้าหมายจะผลักดันรายได้แตะ 1 แสนล้านบาทภายในปี 2561 โดยกำลังวางยุทธศาสตร์การก้าวกระโดดอย่างเข้มข้น........... เส้นทางการเติบโตของ “กลุ่มกรุงเทพดุสิตเวชการ” จนขยายเครือข่ายกลายเป็นธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ยึดกุมส่วนแบ่งในตลาด 60-70% เริ่มต้นลงหลักปักฐานสร้างโรงพยาบาลกรุงเทพแห่งแรกในซอยศูนย์วิจัย เมื่อ 40 กว่าปีก่อน ด้วยเงินทุนจดทะเบียนก้อนแรกเพียง 10 ล้านบาท!!! ........... ดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลอย่างค่อยเป็นค่อยไปจนกระทั่งนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2534 จดทะเบียนแปรสภาพบริษัทเป็นบริษัทมหาชนจำกัดในปี 2537 สามารถเพิ่มเงินทุนจาก 10 ล้านบาท เป็น 1,700 ล้านบาท............. เมื่อธุรกิจโรงพยาบาลเติบโต จังหวะและโอกาสเปิดทางให้ BDMS รุกขยายอาณาจักร ทั้งลงทุนเปิดโรงพยาบาลสาขา ซื้อหุ้นร่วมทุนกับโรงพยาบาลอื่นๆ และซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ........... ปี 2553 เข้าลงทุนในบริษัท โรงพยาบาลกรุงธน จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาด 150 เตียง โดยซื้อหุ้นจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมและปรับโฉมเปลี่ยนชื่อเป็นโรงพยาบาลสมิติเวช ธนบุรี ในเวลาต่อมา ............... แต่ดีลสำคัญที่ทำให้วงการธุรกิจเห็นความยิ่งใหญ่ของกลุ่ม BDMS เมื่อนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ในฐานะประธานคณะผู้บริหารและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) เจ้าของเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาล BNH ออกมาเปิดเผยว่า บริษัทจะควบรวมกิจการ โดยเข้าซื้อกิจการทั้งหมดของเครือ รพ.พญาไท และเครือ รพ.เปาโล เมโมเรียล จากบริษัทเฮลท์ เน็ตเวิร์ค ของวิชัย ทองแตง คิดเป็นมูลค่ารวม 9,825.36 ล้านบาท.............. การควบรวมกิจการครั้งนั้นเมื่อ 6 ปีก่อนทำให้กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ในเอเชีย และเป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองจากออสเตรเลีย วัดจากขนาดสินทรัพย์และมูลค่าตลาดรวม มีสินทรัพย์รวม 45,000 ล้านบาท มีรายได้รวมกัน 33,000 ล้านบาท และมูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นจาก 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 1,900 ล้านเหรียญฯ มีเตียงคนไข้เพิ่มขึ้นทันทีเป็น 4,639 เตียง จากจำนวนเตียงของโรงพยาบาลเอกชนทั้งหมด 35,000-40,000 เตียง ส่วนแบ่งตลาดในธุรกิจการแพทย์ในประเทศ เพิ่มเป็น 15% จาก 10% .......... ในปีเดียวกัน ทันทีที่กลุ่มเทมเส็คประกาศขายหุ้นที่ถืออยู่ในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) หมอเสริฐสั่งการรับซื้อหุ้นทั้ง 11% เพื่อปูทางสร้างฐานขยายเข้าสู่ตลาดโรงพยาบาลซูเปอร์พรีเมียม และยังทยอยซื้อหุ้น BH ต่อเนื่องจนล่าสุดถือหุ้นใหญ่เป็นอันดับ 1 สัดส่วน 24% ............ อีกด้านหนึ่ง บริษัทเริ่มรุกออกสู่ตลาดต่างประเทศ โดยตั้ง Holding Company ในประเทศสิงคโปร์ ในนาม BDMS Inter Pte. Ltd. เพื่อรองรับการลงทุนของกลุ่มในต่างประเทศ ทุนจดทะเบียนจำนวน 40,000 เหรียญสหรัฐและตั้งบริษัท N Health Asia Pte. Ltd. สำหรับการลงทุนในธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ (Lab) ของกลุ่มในต่างประเทศ ทุนจดทะเบียน จำนวน 40,000 เหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ จัดตั้งบริษัทย่อยอีก 4 แห่ง เพื่อลงทุนสร้างโรงพยาบาลเอกชนและลงทุนด้านห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และเครื่องมือแพทย์ในภูมิภาคอาเซียน โดยเป็นการลงทุนผ่านบริษัทย่อยที่เป็น Holding Company ในประเทศสิงคโปร์ ........... จนกระทั่งปี 2559 กลุ่มทุนของหมอเสริฐใช้เงิน 1,395 ล้านบาท ซื้อกิจการทั้งหมดของบริษัท เมโยโพลีคลีนิค จำกัด (เมโย) ซึ่งประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนภายใต้ชื่อ โรงพยาบาลเมโย และจะเปลี่ยนใช้แบรนด์ “เปาโล” เพื่อขยายฐานลูกค้าระดับกลางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เนื่องจากทำเลที่ตั้งของเมโยสะดวกต่อการเดินทางและใกล้เส้นทางการรถไฟฟ้าต่อขยายใหม่อีก 19 กิโลเมตร ซึ่งจะแล้วเสร็จในปี 2562 สามารถครอบคลุมพื้นที่อยู่อาศัยของประชากรใน 6 เขตใหญ่ คือ จตุจักร ลาดพร้าว บางเขน หลักสี่ และดอนเมือง ............ ก่อนส่งท้ายปีที่ผ่านมาด้วยดีลใหญ่ระดับทอล์กออฟเดอะทาวน์ เมื่อบริษัทในเครือ บริษัท บีดีเอ็มเอส เวลเนสคลีนิก จำกัด เข้าซื้อโรงแรมเก่าแก่อายุ 33 ปี สวิส โฮเต็ล ปาร์ค นายเลิศ ด้วยเม็ดเงินสูงถึง 10,800 ล้านบาท จากตระกูล “สมบัติศิริ” และเตรียมงบลงทุนอีกกว่า 2,000 ล้านบาท พัฒนาที่ดิน 15 ไร่ใจกลางกรุง รวมกับสิ่งปลูกสร้าง ทั้งอาคารเพอเมอนาร์ด อาคารสต๊าฟ แคนทีน เนื้อที่มากกว่า 60,000 ตารางเมตร และอาคารโรงแรม เพื่อสร้างอาณาจักรศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร BDMS Wellness Clinic โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2560 .............. ช่วงระยะเวลาเกือบ 5 ทศวรรษ ทั้งลงทุนสร้างโรงพยาบาล ขยายสาขา และซื้อกิจการ จนล่าสุด อาณาจักรธุรกิจของ BDMS มีเครือข่ายโรงพยาบาลทั้งหมด 44 แห่ง ภายใต้แบรนด์โรงพยาบาลหลัก 5 แบรนด์ ประกอบด้วย โรงพยาบาลกรุงเทพ จำนวน 20 แห่ง โรงพยาบาลสมิติเวช 5 แห่ง โรงพยาบาลบีเอ็นเอช 1 แห่ง โรงพยาบาลพญาไท 5 แห่ง และโรงพยาบาลเปาโล 5 แห่ง ........... นอกจากนี้ มีโรงพยาบาลอีก 2 แห่งในประเทศกัมพูชาดำเนินงานภายใต้ชื่อ Royal International Hospital และมีโรงพยาบาลอีก 6 แห่งที่ดำเนินงานภายใต้ตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลท้องถิ่น เช่น โรงพยาบาลสนามจันทร์ โรงพยาบาลเทพากร โรงพยาบาลเมืองเพชร โรงพยาบาลศรีระยอง รวมทั้งมีหุ้นอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่อีก 3 แห่ง คือ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ โรงพยาบาลรามคำแหง และโรงพยาบาลเอกอุดร ................ บริษัทยังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงพยาบาลอีก 3 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลที่จอมเทียน โรงพยาบาลที่สุราษฎร์ธานี และโรงพยาบาลที่เชียงราย โดยวางแผนเปิดให้บริการภายในปี 2560 และอีก 3 แห่ง อยู่ระหว่างศึกษาแผนการลงทุน ทั้งการซื้อโรงพยาบาล หรือการลงทุนเอง .................. สำหรับคนในวงการธุรกิจและบรรดากูรูเชื่อมั่นว่า หมอเสริฐวางยุทธศาสตร์และเดินตามเกมทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกซื้อกิจการโรงพยาบาลที่มีแบรนด์แข็งแรงในแต่ละกลุ่มลูกค้า เน้นกลุ่มลูกค้าระดับบน ทำเลที่ตั้ง และเสริมสร้างความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์ โดยเฉพาะเริ่มลุยนโยบายสร้าง Center of Excellence ในโรงพยาบาลทั้ง 5 แบรนด์หลัก มีศูนย์ใหญ่อยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งอยู่ใกล้สุดกับบิ๊กโปรเจกต์ บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก เพื่อขยายฐานลูกค้าต่างชาติกลุ่มเมดิคอลทัวริซึ่มที่แห่เดินทางเข้ามาใช้บริการทางการแพทย์ในประเทศไทย นับเม็ดเงินมากกว่า 1 แสนล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด............. ทั้งนี้ หากแบ่งสัดส่วนรายได้ของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนไทยยังมาจากกลุ่มลูกค้าคนไทยถึง 75% กลุ่มลูกค้าต่างชาติมีเพียง 25% ซึ่งหมายถึงโอกาสเติบโตอีกหลายเท่าตัว เนื่องจากมีปัจจัยบวกจากเทรนด์ความนิยม การเติบโตด้านการท่องเที่ยว การส่งเสริมของภาครัฐและค่าใช้จ่ายที่ยังถูกกว่าต่างประเทศค่อนข้างมาก ............ ตามแผนเบื้องต้น “เวลเนส คลินิก” ของหมอเสริฐจะชูความโดดเด่นในแง่การเป็นพื้นที่สีเขียวใจกลางเมือง การเดินทางสะดวกสบาย ไม่ห่างจากเส้นทางรถไฟฟ้าและอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลหลักของกลุ่ม BDMS กลุ่มเป้าหมายหลักเน้นคนไทยใส่ใจสุขภาพ กำลังซื้อสูง และชาวต่างชาติที่ต้องการบริการด้านสุขภาพระดับพรีเมียม สัดส่วน 30 : 70 โดยบริการคนไข้นอก (OPD) จะเปิดทั่วไป ส่วนผู้ป่วยในจะให้บริการเฉพาะสมาชิก บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ................. นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายการลงทุนในหลายพื้นที่ ทั้งการร่วมทุนและเจรจาขอซื้อโรงแรมหลายแห่ง ซึ่งเน้นธุรกิจ Wellness Spa และ BDMS ซื้อที่ดินอยู่ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พัฒนาเป็น Wellness Clinic เพื่อสร้างความครบวงจรและความหลากหลาย ลูกค้าสามารถเลือกพักผ่อนในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด ............ ส่วนตลาดคนไทยที่มีค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลมากกว่า 3.4 แสนล้านบาทและเติบโตสูงขึ้นไม่แพ้กัน แม้กำลังซื้ออาจต่ำกว่าชาวต่างชาติ ในแง่วันพักและการจับจ่าย แต่ถือเป็นเค้กก้อนใหญ่ที่กลุ่ม BDMS สามารถยึดกุมได้เกือบทั้งหมด สามารถครอบคลุมทำเลและกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ............. ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลเครือข่ายในต่างจังหวัดที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบี โรงพยาบาลเปาโลจับกลุ่มระดับซีถึงบี โรงพยาบาลพญาไทจับกลุ่มบีถึงบีบวก โรงพยาบาลสมิติเวชและบีเอ็นเอชจับกลุ่มเอ มีโรงพยาบาลกรุงเทพจับกลุ่มเอถึงเอบวก แต่หมอเสริฐส่งมอบนโยบายให้ทุกแห่งยกระดับมาตรฐานเพื่อรองรับลูกค้าพรีเมียมมากขึ้นและกลุ่มลูกค้าต่างชาติ ทั้งตลาดอาเซียน เช่น กัมพูชา ลาว พม่า จีน อินโดนีเซีย ตะวันออกกลาง และภูฏาน ................... นพ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพญาไท 2 ในเครือ BDMS กล่าวว่า ปีนี้ บริษัทใช้งบถึง 200 ล้านบาท เพื่อปรับมาตรฐานสถานที่และ International Ward ห้องพักอย่างหรูหรา ไม่ต่างจากห้องพักระดับพรีเมียมในคอนโดมิเนียม ใช้เทคโนโลยีทันสมัยและสะดวกสบาย เพื่อให้ผู้ป่วยหรือลูกค้ามีความรู้สึกแตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากตั้งเป้าเพิ่มลูกค้ากลุ่มต่างชาติจากปัจจุบันมีสัดส่วน 18-20% จะเพิ่มเป็น 40-50 ภายใน 3 ปี และลูกค้าระดับพรีเมียม รวมถึงทำเลที่ตั้งของพญาไท 2 อยู่ติดกับโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทยักษ์ใหญ่ ซึ่งจะกลายเป็นกลุ่มลูกค้าใหม่ของโรงพยาบาลด้วย ระยะ 1-2 ปีข้างหน้า จึงถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะชี้อนาคตการก้าวกระโดดของกลุ่ม BDMS ........... เป้าหมายรายได้ 1 แสนล้าน แม้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่น่าไกลเกินเอื้อมสำหรับ “หมอเสริฐ” แน่ .......... http://gotomanager.com/content/ปราเสริฐ-ปราสาททองโอสถ-จาก-“10-ล้าน”-สู่-“แสนล้าน”/
Anonymous • 2018-12-03, 14:14
**ฝันร้ายในระบบบริการสุขภาพไทย**........... ผู้เขียน ศ.นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล :ศูนย์แพทยศาสตร์ชุมชน โรงพยาบาลรามาธิบดี.........."วันนี้เงินหมุนเวียนสำหรับซื้อหาบริการสุขภาพทุกๆหนึ่งร้อยบาท รัฐบาลจ่าย 75 บาท มากนะครับจริงมั๊ย .......... เอ้ แล้วในเมื่อรัฐบาลจ่ายมากถึงปานนี้ ทำไมเวลาป่วย คนไทยร้อยละ 30-45 จึงยังเลือกที่จะควักกระเป๋าตัวเองเพื่อไปคลินิกเอกชน หรือรพ.เอกชนสำหรับบริการแบบไม่ต้องนอนรพ. และร้อยละ 5-10 สำหรับบริการคนไข้ใน........... แปลว่า รัฐบาลยังจ่ายน้อยไปรึเปล่า ไม่มั๊ง ในเมื่อคนไข้สิทธิบัตรทองหรือสิทธิข้าราชการทุกวันนี้ใช้บริการฟรีไม่ใช่หรือ อันนี้ก็จริง แต่ไปดูคิวคนไข้ตามรพ.รัฐบาล ซิครับ ยาวแค่ไหน ดูคนไข้ในนอนตามระเบียงหรือน่าลิฟท์ซิครับ ว่ามีความอึดอัดหรือเปล่าว............. ถ้ามีตังค์ ใครๆ ก็คงไม่อยากไปรอคิวหรือนอนหน้าลิฟท์จริงมั๊ย ไปรพ.เอกชนสะดวกสบายกว่า เร็วกว่า เลือกหมอได้ด้วย อยากได้ยาอะไรก็ได้ ตราบเท่าที่มีตังค์จ่าย............. สำหรับชาวบ้าน เรื่องราวคงจบแค่นี้ เพราะยังมีเรื่องอื่นให้คิดอีกมากมาย............. ชาวบ้านคงนึกไม่ถึงดอกว่า ที่คนมีสตางค์ควักกระเป๋าเองเวลาเจ็บป่วยแล้วไปรพ.เอกชน มันเกี่ยวอะไรกับ เรื่องเวลาไปรพ.รัฐบาลโดยเฉพาะในชนบท มักเจอแต่หมอหน้าใหม่หมุนเวียนเรื่อยไป ............ ในวงการแพทย์ เขารู้กันมานานแล้วว่า ค่าตัวหมอรพ.เอกชนแพงกว่าหมอรพ.รัฐบาลหลายเท่า ค่าตัวหมอรพ.เอกชนส่งตรงมาจากเงินในกระเป๋าคนไข้ ค่าตัวหมอรพ.รัฐบาล(ส่วนใหญ่) ส่งตรงมาจากภาษี........... ลองนึกดูว่าการที่รพ.เอกชนสามารถดึงหมอไปจากรพ.รัฐบาล เขาใช้อะไรจูงใจ คำตอบก็ตรงไปตรงมา ค่าตัวไงล่ะ............ สมัยก่อนความนิยมรพ.เอกชนไม่มากเท่าปัจจุบัน ค่าตัวหมอรพ.รัฐบาลกับรพ.เอกชนต่างกันไม่มากเท่าวันนี้ และค่าตัวหมอรพ.รัฐบาลสมัยก่อนก็ไม่มากเท่าทุกวันนี้ ดังนั้น ความนิยมบริการรพ.เอกชน เลยเป็นเหตุดึงหมอออกจากรพ.รัฐบาลโดยเฉพาะจากชนบท รวมทั้งเป็นเหตุเพิ่มค่าตัวหมอในรพ.รัฐบาลเพื่อต้านทานแรงดูดของรพ.เอกชน............ ความจริงที่รู้กันในวงแคบ คือ เฉพาะรพ.กระทรวงสาธารณสุข งบประมาณทุกๆร้อยบาท เป็นค่าแรงเกือบหกสิบบาท เมื่อเป็นอย่างนี้ส่วนที่เหลือไว้เป็นค่ายา ค่าปรับปรุงอาคารสถานที่ ค่าเครื่องมืออุปกรณ์ ก็ย่อมน้อยตามไปด้วย จึงไม่แปลกที่คิวตรวจรพ.รัฐบาลยาวเฟื้อย คนไข้ต้องนอนหน้าลิฟท์............ ลองนึกต่อไปว่า ถ้าวันหน้าคนไทยใช้เงินจากกระเป๋าตัวเองแทนการใช้สิทธิบัตรทองหรือสิทธิข้าราชการ หรือประกันสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ อะไรจะตามมา .............. ประการแรก รพ.รัฐบาลก็จะกลายเป็นที่รองรับคนจนด้วยสัดส่วนมากขึ้นไปอีก กว่าทุกวันนี้ ผลที่จะตามมาคือ การตรวจสอบ กดดัน ให้รัฐบาลปรับปรุงรพ.ก็จะน้อยลง เพราะคนจนโวยไม่เก่ง ไม่มีเส้นสาย อุปมาอุปมัยเหมือนกิจการรถไฟไงล่ะ ล้าหลัง ตกต่ำมานานกว่าร้อยปี เพราะคนรวย คนชั้นกลางหนีไปขับรถบนถนน งบประมาณสร้างถนนเลยถมไม่รู้จบ แต่ละปีนับแสนล้านบาท............ ประการที่สอง เมื่อบริการรพ.รัฐบาลถดถอยเพราะเหตุดังกล่าวในประการแรก คนพอมีสตางค์ก็ยิ่งหนีไปรพ.เอกชนมากขึ้นมากขึ้น กลายเป็นภาวะงูกินหางผลักให้บริการรพ.รัฐบาลถดถอยลงต่อไปอีก ประเทศมาเลเซียเป็นตัวอย่างในข่ายนี้ จึงไม่แปลกเมื่อพบว่า รัฐบาลมาเลเซียจ่ายเพื่อบริการสุขภาพ(8%ของรายจ่ายภาครัฐทั้งหมด)น้อยกว่ารัฐบาลไทยเกือบเท่าตัว (14%)แม้ว่าคนมาเลย์เกือบร้อยทั้งร้อยมีหลักประกันสุขภาพเหมือนคนไทย........... ประการที่สาม ด้วยความเป็นจริง ณ วันนี้ ว่า รัฐบาลแทบจะไม่ได้ควบคุมกำกับกิจการรพ.เอกชนเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา คุณภาพบริการ ความปลอดภัย เมื่อกิจการรพ.เอกชนขยายตัวสวนทางการถดถอยในกิจการรพ.รัฐบาล ประกันสุขภาพเอกชนและการจ่ายจากกระเป๋าคนมีสตางค์จะค่อยๆแทนที่ระบบหลักประกันสุขภาพ ผลที่ตามมาคือ คนไทยจะเสี่ยงต่อภาวะล้มละลาย สิ้นเนื้อประดาตัวมากขึ้นจากการใช้บริการรพ.เอกชน การเข้าถึงบริการสุขภาพอาจจะถดถอยตามมาสำหรับคนไม่มีสตางค์พอจะจ่ายค่าบริการรพ.เอกชน และไม่อยากทนรอคิวรพ.รัฐบาล โปรดสังเกต ว่านับวันโฆษณาขายประกันสุขภาพเอกชนขยายตัวมากขึ้น นี่อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ความเป็นไปที่กล่าวมา............ ประการสุดท้าย ชะตากรรมระบบเศรษฐกิจไทยอาจจะเหมือนของสหรัฐอเมริกา ในความหมายว่า ต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการจะจมไปกับรายจ่ายสุขภาพมากจนอำนาจแข่งขันถดถอย ธุรกิจที่แข็งแรงในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯคือ รพ.เอกชน ประกันสุขภาพเอกชน และบริษัทยา/เครื่องมือแพทย์ แม้ว่าระบบเศรษฐกิจภาพรวมอ่อนแอลง ศูนย์วิจัยยานยนต์ของสหรัฐเคยเผยตัวเลขต้นทุนค่ารักษาพยาบาลพนักงานอันเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนทั้งหมดของรถแต่ละคันที่บริษัทเจนเนอรัลมอเตอร์(จีเอ็ม)ผลิตเท่ากับ 1.525 ดอลล่าร์ คิดเป็น 5 เท่าของตัวเลขเดียวกันสำหรับรถโตโยต้าหนึ่งคัน จึงไม่น่าแปลกที่ส่วนแบ่งตลาดของรถจีเอ็มถดถอยเพราะส่วนหนึ่งเกิดจากราคาแพงกว่ารถโตโยต้า และต่อมาโตโยต้าได้เข้าแทนที่สามยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์ของโลกที่เคยครองแชมป์อันดับหนึ่ง........... ผมหวังว่าฝันร้ายดังกล่าวจะไม่เป็นจริง และหวังว่าคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติภายใต้การกำกับของคสช. จะได้ตระหนักและมองหาหนทางหลีกหนีจากฝันร้ายนี้. https://med.mahidol.ac.th/th/news-clipping/health/newsclip08212014-1525-th
Anonymous • 2018-11-27, 11:52
**ยุติการทำกำไรธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนบนความเจ็บป่วยของประชาชน : บทเรียนจากเบลเยียม** ........... เผยแพร่: 26 ม.ค. 2555 16:49 โดย: นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ.............ชมรมแพทย์ชนบท นักศึกษาปริญญาโทสาธารณสุขศาสตร์ สถาบันเวชศาสตร์เขตร้อน เมืองแอนเวิร์ป ประเทศเบลเยียม ................... "สุขภาพและความเจ็บป่วย ต้องไม่ใช่สินค้าเพื่อแสวงหากำไร หลักการนี้เป็นหลักสากล แต่กำลังเลอะเลือนเพราะระบบทุนนิยมสามานย์ ................. ทิศทางของการพัฒนาสำหรับประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนรวมทั้งประเทศไทยคือ การกระจายอำนาจ การลดขนาดของภาครัฐ การส่งเสริมภาคเอกชน ซึ่งเป็นหลักการใหญ่ในเรื่องความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม ............. แต่สำหรับสุขภาพและความเจ็บป่วย การกระจายอำนาจและการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนต้องมีลักษณะพิเศษ เพราะสุขภาพและความเจ็บป่วยเป็นเรื่องมนุษยธรรม ไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่การค้ากำไรจนเสมือนการทำนาบนหลังคนหรือการทำเงินบนความป่วยไข้ของเพื่อนมนุษย์ ........... บทเรียนจากประเทศเบลเยียมนั้นสะท้อนการจัดการที่น่าสนใจ บนความสมดุลระหว่างการค้าเสรีแบบทุนนิยมและการดูแลสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ .............. ในปัจจุบันนี้ประเทศทุนนิยมเต็มรูปแบบเช่นประเทศเบลเยียมนั้น ดูแลสุขภาพของประชาชนด้วยสองระบบสำคัญคือ ระบบคลินิกแพทย์เอกชน และระบบโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร .............. ระบบคลินิกแพทย์เอกชนก็เหมือนกับคลินิกแพทย์ในประเทศไทยที่แพทย์มักจะมาเปิดคลินิกในช่วงเย็น แต่ที่นี่เขาเป็นแพทย์คลินิกเต็มเวลา ประชาชนที่เจ็บป่วยสามารถโทรศัพท์มานัดและมาหาตามเวลานัดได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ก็จะเลือกไปหาคลินิกใกล้บ้าน ไปหาหมอคนเดิมที่รู้จักผู้ป่วยและครอบครัวเป็นอย่างดี จนกลายเป็นระบบแพทย์ประจำครอบครัวขึ้นมา เป็นระบบบริการด่านหน้าหรือระบบบริการปฐมภูมิ ............. ประชาชนทุกคนที่นี่จะมีหลักประกันสุขภาพอย่างน้อยหนึ่งประเภท ส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม เพราะเกือบทุกคนมีรายได้เป็นเงินเดือน เมื่อไปรับการรักษาที่คลินิกก็จะจ่ายเงินค่าตรวจค่าปรึกษาให้กับแพทย์ในอัตราตามอัตรามาตรฐานของเมืองนั้นๆ ผู้ป่วยจะไม่ได้ยาแต่ได้ใบสั่งยามาจากแพทย์แล้วต้องนำใบสั่งยาไปซื้อยาที่ร้านเภสัช ผู้ป่วยจะนำใบเสร็จทั้ง 2 ใบไปขอรับเงินคืนจากหน่วยงานประกันสุขภาพในภายหลัง ............. หากเจ็บป่วยมากกว่าความสามารถของแพทย์ที่คลินิกจะรักษาได้ ก็จะส่งต่อไปที่โรงพยาบาล หรือผู้ป่วยอาจเลือกไปโรงพยาบาลเองโดยไม่ผ่านระบบส่งต่อก็ได้ ระบบโรงพยาบาลที่นี่ก็ไม่ได้แตกต่างจากประเทศไทย แต่ที่น่าสนใจคือ ในปัจจุบันนี้ ประเทศทุนนิยมเต็มขั้นหลายประเทศในยุโรปรวมทั้งเบลเยียม เขาไม่มีทั้งโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนที่แสวงหากำไร เขามีแต่โรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหากำไรเท่านั้น ............ แต่เดิมนั้นระบบสุขภาพของเบลเยียมมีทั้งโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงหากำไร เมื่อระบบทุนนิยมพัฒนามากขึ้น หน่วยงานบริการของราชการเกือบทั้งหมด ได้รับการแปรรูปเป็นองค์กรเอกชนในกำกับของรัฐ ซึ่งบริหารแบบเป็นอิสระ หรือถ่ายโอนให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชน รวมทั้งโรงพยาบาลของรัฐที่มีประสิทธิภาพต่ำในสายตาของระบบทุนนิยมก็ได้แปรรูปไปเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร ............. นั่นคือโรงพยาบาลยังทำหน้าที่เหมือนเดิม ยังต้องการการบริหารที่มีประสิทธิภาพและมีกำไร ต้องจัดบริการให้ดีเพื่อประชาชนจะได้มาใช้บริการ เพราะการที่มีผู้ป่วยเลือกมาใช้บริการหมายถึงกำไรและความอยู่รอดขององค์กร แต่กำไรนั้นไม่ได้เพื่อเข้ากระเป๋าใคร แต่นำมาบริหารจัดการสร้างคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยและดูแลคนทำงานขององค์กร .............. ส่วนโรงพยาบาลเอกชนที่มีนักธุรกิจด้านสุขภาพเป็นเจ้าของก็ทยอยปิดตัวลงไปจนปัจจุบันนี้ ไม่มีโรงพยาบาลเอกชนแบบที่เข้าตลาดหุ้นหรือมีกลุ่มนักธุรกิจเป็นเจ้าของเพื่อการทำกำไรแม้แต่แห่งเดียว เขาได้ปิดกิจการหรือแปรรูปเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรทั้งหมด ............ สำหรับเบลเยียมเขาวางระบบให้โรงพยาบาลทุกแห่งนั้นต้องเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร นั่นหมายความว่าองค์กรคือโรงพยาบาลเอกชนนั้นมีกำไรได้ แต่กำไรนั้นหมุนเวียนในการระบบ เพื่อพัฒนาบริการเป็นหลัก รวมทั้งการดูแลสวัสดิการเงินเดือนโบนัสเจ้าหน้าที่ในอัตราที่รัฐกำกับเพดานไว้ ไม่มีการนำไปจัดสรรเป็นเงินปันผลผู้ถือหุ้นหรือนำเข้ากระเป๋าส่วนตัว ในปัจจุบันระบบการแพทย์ในเบลเยียมทั้งหมดแทบจะเรียกได้ว่า เป็นระบบเอกชนที่มีจุดมุ่งหมายสาธารณะ (private system for public purpose) ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโรงพยาบาลเอกชนในประเทศอเมริการวมทั้งในประเทศไทยที่นิยมตามก้นอเมริกา ที่ยังมุ่งแสวงหากำไรบนความเจ็บป่วยของผู้คน ............... วิธีการที่รัฐบาลทำให้ไม่มีโรงพยาบาลเอกชนเพื่อทำกำไรแบบที่มีมากมายในประเทศสหรัฐอเมริกาหรือประเทศไทย เขาก็ใช้วิถีทางในระบบทุนนิยม คือไม่ได้ใช้อำนาจแบบประเทศเผด็จการ ที่นี่เขาจะไม่ใช้การจำกัดสิทธิด้วยกฎระเบียบ เพราะขัดต่อหลักเสรีภาพและการค้าเสรี ซึ่งเป็นหลักการใหญ่ของประเทศตะวันตก แต่เขาก็มีวิธีที่ยึดหลักการแต่ใช้การบริหารจัดการวางระบบได้ กล่าวคือ องค์กรประกันสังคมของรัฐ (social security organization) ซึ่งเป็นองค์กรถือเงินที่หักจากผู้ประกันตนและนายจ้าง โดยองค์กรนี้เป็นเสมือนองค์กรซื้อบริการ เขาจะซื้อบริการจากใครหรือไม่ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นกับนโยบายและการตัดสินใจจากคณะกรรมการประกันสังคมและรัฐบาล ............. องค์กรประกันสังคมนี่เองที่ประกาศนโยบายจะซื้อบริการจากโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรเท่านั้น ใครไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแบบหวังผลกำไรก็ไม่ว่ากันแต่ต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเองเต็มจำนวน นักลงทุนคนใดจะมาเปิดโรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงหากำไรซึ่งเป็นสิทธิที่ทำได้ตามระบอบทุนนิยม แต่มั่นใจได้เลยว่า ขาดทุนและต้องปิดตัวเองลงอย่างแน่นอน เพราะเกือบทุกคนในประเทศอยู่ในระบบประกันสังคม แม้ว่าผู้ประกันตนย่อมมีเสรีภาพในการเลือกไปใช้บริการที่ใดก็ได้ แต่เมื่อต้องจ่ายเงินเองส่งผลให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีใครเลือกไปใช้บริการในที่ตนต้องเสียเงินเพื่ออีก ในที่สุดทุกโรงพยาบาลเอกชนแบบหวังผลกำไรก็ทยอยปิดตัว ขายกิจการให้กับโรงพยาบาลของมูลนิธิหรือของชุมชนไปในที่สุด .............. ด้วยระบบประกันสังคมตั้งกติกาในการบริหารเงินประกันสังคมที่มาจากผู้ประกันตน, นายจ้างและภาษีประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการจะจ่ายค่ารักษาแทนผู้ประกันตนให้กับโรงพยาบาลที่ไม่แสวงหากำไรและในระดับคลินิกเอกชนเท่านั้น กลไกการกำกับด้วยมาตรการทางการเงินนี้ เป็นกลไกหลักกลไกเดียวที่มีประสิทธิภาพการจัดการสูงสุดในโลกทุนนิยม................... วิธีคิดของทุนนิยมในยุโรปนั้น ไม่เหมือนวิธีคิดทุนนิยมในอเมริกา ในอเมริกาทุกอย่างขายได้ ทำกำไรได้ แม้แต่สุขภาพและชีวิตมนุษย์ก็ทำกำไรได้ แต่ที่ยุโรปแนวคิดเรื่องสุขภาพและการศึกษานั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับคนทุกคนที่ต้องสามารถเข้าถึงได้ โดยต้องไม่มีอุปสรรคโดยเฉพาะด้านการเงิน คนรวยหรือคนจนต้องสามารถเข้าถึงบริการด้านการรักษาพยาบาลและการศึกษาที่มีคุณภาพโดยเท่าเทียมกัน เพราะนี่คือการธำรงซึ่งศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์และความเท่าเทียมในฐานะความเป็นมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญ ............ โรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงหากำไรเข้ากระเป๋านักลงทุนนั้น เป็นหายนะของระบบสุขภาพที่ดีเพื่อพลโลก เราสามารถมีระบบสุขภาพที่ดีและต้นทุนต่ำได้ (good health at low cost) เมื่อออกแบบระบบให้สุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสวงหากำไรเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้น อยากรวยก็ให้ไปลงทุนในธุรกิจอื่น ........... ธุรกิจโรงพยาบาลในปัจจุบันคือธุรกิจที่อาศัยช่องว่างของการบริการภาครัฐที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำกำไรเพื่อประโยชน์ส่วนตน ยิ่งเข้าตลาดหุ้นก็ยิ่งแพงอย่างไร้มนุษยธรรม ในอุดมคตินั้นโรงพยาบาลเอกชนสามารถเติมเต็มช่องว่างเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีกว่าของประชาชนได้อย่างมาก แต่ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร ............ หากระบบโรงพยาบาลเอกชนเป็นไปเพื่อการไม่แสวงหากำไร เราจะสามารถล้างไตผู้ป่วยเพิ่มได้อีกหลายเท่าตัว จะไม่มีวิธีคิดที่ว่าไม่รับล้างไตในอัตราที่ สปสช.จ่ายเพราะทำให้เสียราคา กำไรเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นบนความตายของผู้ป่วยจะไม่มี เพราะราคาที่กำหนดนั้นเพียงพอต่อการดำเนินการมีกำไรแต่ไม่มากจนเกินไป ........... เราจะไม่ต้องซื้อเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์คนเฉพาะในกรุงเทพฯ มีเครื่องมากกว่าเกาะอังกฤษทั้งประเทศ เพราะเราจะสามารถใช้ร่วมกันได้ ลดการเสียดุลการค้า เพิ่มประสิทธิภาพในระบบสุขภาพอีกมากมาย .......... เราจะไม่ต้องมีปัญหาสมองไหลของอาจารย์แพทย์ที่เก่งจากจุฬาฯ รามาฯ ศิริราช ไปยังโรงพยาบาลเอกชนที่จ่ายค่าตัวซื้อแพทย์คนละหลายล้านเหมือนซื้อตัวนักฟุตบอลไปรักษาแต่คนรวย ............ เราจะไม่มีปัญหารถชนคนหน้าโรงพยาบาล แต่ไม่สามารถพาผู้ป่วยที่สาหัสเข้าไปรักษาได้ ต้องพาไปโรงพยาบาลของรัฐที่ไกลกว่าทั้งที่สาหัส เพียงเพราะเป็นผู้ป่วยที่ไม่ทำกำไร ......... และที่สำคัญ เราจะไม่มีปัญหาสองมาตรฐานทางการแพทย์ในการรักษาชีวิตและความเจ็บป่วยของผู้คน เพราะเมื่อไม่แสวงหากำไร การตัดสินใจก็จะบนพื้นฐานความรู้ทางวิชาการและประโยชน์ของผู้ป่วยตามบริบทแต่ละคน ซึ่งก็คือการเดินไปสู่การมีมาตรฐานเดียวกันนั่นเองที่มีแนวทางวิชาการเป็นแกนกลาง ไม่ใช่ล้มหัวโนก็ส่งเอกซเรย์สมองเพราะหวังกำไรจากความกลัวของผู้ป่วยโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางวิชาการ .......... https://mgronline.com/daily/detail/9550000011903
กำไรเกิน 70% • 2018-11-27, 12:29
(ทุน)ค่าใช้จ่ายขั้นกลางในการดำเนิการ 134,900.2 ล้านบาท เกิดมูลค่าเพิ่มในเศรษกิจของ ?(กำไร) 99,427.0 ล้านบาท คิดเป็นกำไรร้อยละ 73.7
Anonymous • 2018-11-28, 15:53
โดยทั่วแล้วไปหน่วยงานของรัฐจะมีต้นทุนการให้บริการสูงกว่าภาคเอกชนเสมอ เช่น ต้นทุนสำหรับการบินระยะสั้นในประเทศ Cost to ASK – ของการบินไทย กิโลเมตรที่นั่งละ 3.70 บาท – ของ Bangkok Airways 2.90 บาท – ของ Nok Air 2.40 บาท – ของ Thai Air Asia 1.65 บาท....... จะเห็นได้ชัดเจนว่า ต้นทุนในการดำเนินกิจการบริการภาครัฐของการบินไทยจะสูงกว่าภาคเอกชนทุกบริษัท ......................................................................................................................................................................... ในระบบบริการสุขภาพ ต้นทุนเคร่า ๆ ของ โรงพยาบาลเอกชนอยู่ที่ 134,900.2 ล้านบาท หารจำนวนผู้ใช้บริการด้วย 61.64 ล้านครั้ง = 2,188.5 บาท....... แต่ต้นทุนงบประมาณบัตรทอง300 บาท ที่จัดสรรโดย สปสช.ให้แก่โรงพยาบาลต่าง ๆ (รวมเงินเดือน) 181,584 ล้านบาท หารค้วยจำนวนผู้ใช้บริการประมาณ 160 ล้านครั้ง = 1,134.9 บาท...............พี่ตูนคงต้องวิ่งช่วย รพ.รัฐ กันตลอดชีวิต
อ้างอิง • 2018-11-28, 15:55
สำหรับการบินระยะสั้นในประเทศ Cost to ASK – ของการบินไทย กิโลเมตรที่นั่งละ 3.70 บาท – ของ Bangkok Airways 2.90 บาท – ของ Nok Air 2.40 บาท – ของ Thai Air Asia 1.65 บาท https://thaipublica.org/2014/05/thai-airways-4/
Anonymous • 2018-12-07, 07:29
‘หมอเสริฐ’ แชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี’61 ............... สำหรับผลการจัดอันดับเศรษฐีหุ้นไทยใน วารสารการเงินธนาคาร ฉบับเดือนธันวาคม 2561 ปรากฏว่า น.พ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือ หมอเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ เจ้าของกลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้ครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยปี 2561 ซึ่งเป็นการครองแชมป์เศรษฐีหุ้นไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 6 แล้ว โดยปีนี้ หมอเสริฐถือครองหุ้นมูลค่าสูงสุดเป็นอันดับ 1 รวม 77,129.32 ล้านบาท รวยเพิ่มขึ้น 13,602.02 ล้านบาท หรือ 21.41% https://www.prachachat.net/finance/news-261140

Plain text

  • No HTML tags allowed.
CAPTCHA
This question is for testing whether or not you are a human visitor and to prevent automated spam submissions.

ความคิดเห็นล่าสุด

...
kelvin carmichael
13 ชั่วโมง 7 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

...
kelvin carmichael
13 ชั่วโมง 7 นาที ago
กลับด้านบน