สธ.ตั้งเป้า ‘ไทยเป็นผู้นำส่งออกสมุนไพร’ ในอาเซียนภายในปี 2564

กระทรวงสาธารณสุข เปิดเวทีให้ผู้ประกอบการสมุนไพรและผู้วิจัยทั้งในและต่างประเทศได้พบกันพัฒนา คุณภาพมาตรฐานวัตถุดิบ สารสกัดสมุนไพรไทยครบวงจร ตั้งเป้าให้ประเทศไทยส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของภูมิภาคอาเซียน ภายในปี พ.ศ. 2564

นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 ที่โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กทม. นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมวิชาการสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 2 ภายใต้หัวข้อ “สารสกัดและการควบคุมคุณภาพสมุนไพร : ความท้าทายของอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย” โดยมีผู้บริหารภาครัฐและภาคเอกชน ผู้ประกอบการด้านสมุนไพร นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร คณาจารย์จากมหาวิทยาลัย คณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านสารสกัดสมุนไพรทั้งในและต่างประเทศ จำนวน 400 คนเข้าร่วมประชุม

นพ.ประพนธ์ กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดสมุนไพรในโลกมีมูลค่ารวมกันประมาณ 91,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3 ล้านล้านบาท มีอัตราการขยายตัวของการบริโภคผลิตภัณฑ์สมุนไพรในแต่ละประเภทอยู่ที่ร้อยละ 3-12 ซึ่งกลุ่มสินค้าที่มีศักยภาพมากที่สุดในตลาดสมุนไพร ได้แก่ อาหารเสริม และเวชสำอาง ไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตด้านการบริโภคสมุนไพรสูงเป็นลำดับที่ 8 ของโลก

กระทรวงสาธารณสุขได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นแกนกลางร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พัฒนาพืชสมุนไพรไทยให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับ สร้างรายได้สร้างเศรษฐกิจประเทศ โดยตั้งเป้าส่งออกวัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพและผลิตภัณฑ์สมุนไพรชั้นนำของภูมิภาคอาเซียนภายในปี 2564 และสามารถสร้างมูลค่าของวัตถุดิบสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรภายในประเทศเพิ่มขึ้นจาก 1.8 แสนล้านบาท เป็น 3.6 แสนล้านบาท ซึ่งในปี 2560 ได้คัดเลือกให้กระชายดำ ขมิ้นชัน บัวบก และไพล เป็นสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจต่อยอดผลิตหลายรูปแบบทั้งเวชสำอาง อาหารเสริม เครื่องดื่ม ทำให้ตลาดสมุนไพรของประเทศโตขึ้นกว่าร้อยละ 30 ส่งออกสมุนไพรและสารสกัดปีละกว่า 1,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มการขยายตัวที่ดีในเชิงเศรษฐกิจ

ด้าน นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า การจัดงานประชุมวิชาการสมุนไพรแห่งชาติ ปี 2561 เป็นการเปิดโอกาสให้นักวิจัยได้พบกับผู้ประกอบการด้านสมุนไพร เพื่อพัฒนาขีดความสามารถ แลกเปลี่ยนเรียนรู้การควบคุมคุณภาพและมาตรฐานของวัตถุดิบและสารสกัดจากสมุนไพร พัฒนาวิชาการ การวิจัย และนวัตกรรมด้านสารสกัดสมุนไพรไทย ตลอดจนวางแผนพัฒนาด้านคุณภาพและมาตรฐานของวัตถุดิบและสารสกัดจากสมุนไพรไทย

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 – 27 พฤศจิกายน 2561 เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยคณะเภสัชศาสตร์ มีการบรรยายพิเศษเรื่อง ทิศทางการพัฒนาสมุนไพรเพื่อเศรษฐกิจ การเสวนา เรื่องมาตรฐานสารสกัดสมุนไพร Product Champions : ศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนการนำเสนองานวิจัยการปรับปรุงคุณภาพของสมุนไพรผลิตภัณฑ์ : ประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ ประเทศไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ การพัฒนาตำรายาสมุนไพรจีน เป็นต้น

Comments

ของจริง 300 ล้าน • 2018-11-27, 12:57
**7 ทศวรรษอภัยภูเบศร ผู้พิทักษ์ทรัพย์ในดิน ภูมิปัญญาสมุนไพรไทย**........... ก็เพราะ “สมุนไพรไทย” เป็นอาวุธใหม่ในการสร้างความมั่นคงทางสุขภาพและความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนให้เศรษฐกิจไทย รัฐบาลจึงเดินหน้าทำแผนแม่บทพัฒนาสมุนไพรไทยฉบับแรก โดยคาดหวังว่าจะส่งเสริมการใช้สมุนไพรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสมุนไพรไทย โดยมีโครงการ “Herbal City” เป็นโปรเจกต์นำร่องปลุกปั้น 4 จังหวัดใหญ่คือ เชียงราย, สกลนคร, ปราจีนบุรี และสุราษฎร์ธานี ให้เป็นต้นแบบของเมืองสมุนไพรแห่งอนาคตของภูมิภาคอาเซียน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของไทย........... ในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จังหวัดปราจีนบุรี “นพ.จรัญ บุญฤทธิการ” บอกเล่าถึงภารกิจในการเป็นหัวหอกผลักดันให้สมุนไพรไทยก้าวไกลสู่ตลาดโลกว่า “ในอดีตสมุนไพรเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของสังคมไทย โดยภูมิปัญญาไทยเหล่านี้ได้รับการสั่งสม สืบทอด และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องยาวนาน เนื่องจากประเทศไทยเป็นเขตร้อนชื้น มีพันธุ์พืชมากกว่า 20,000 ชนิด ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นสมุนไพรกว่า 1,800 ชนิด ผมมองว่าถ้าตลาดยามีมูลค่าแสนกว่าล้านบาท เราเอาสมุนไพรเข้าไปเจาะตลาดได้ 2-3 หมื่นล้านบาท ประเทศของเราก็มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืนแล้วล่ะครับ สิ่งที่อภัยภูเบศรทำอยู่คือ การนำสมุนไพรไทยมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจของประเทศชาติ ล่าสุด เราได้ไปจับมือกับสถาบันวิจัยครีมของฝรั่งเศส เพื่อผลิตเครื่องสำอางจากสมุนไพรไทยส่งออกไปขายทั่วโลก เพื่อตอกย้ำว่า เราคือแหล่งสมุนไพรอันดับหนึ่งของโลก”........... อภัยภูเบศรเริ่มบุกเบิกนำสมุนไพรมารักษาโรคได้อย่างไร??? เราเรียกสิ่งนี้ว่า ภูมิปัญญาอภัยภูเบศร มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2526 โดยผู้บุกเบิกพัฒนาสมุน- ไพรอภัยภูเบศร คือ เภสัชกรหญิง “ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร” ซึ่งสนใจการใช้สมุน-ไพรมาก จึงเริ่มต้นเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ออกเดินสำรวจป่าและเก็บรวบรวมข้อมูลที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคนจากหมอยาพื้นบ้าน แล้วนำมาวางแนวทางพัฒนาเป็นโครงการ “จากใบไม้ให้กลายเป็นยา” เพื่อส่งเสริมและพัฒนาการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรสำหรับบริการประชาชน............. สมุนไพรตัวไหนคือการค้นพบวิจัยที่สร้างชื่อเสียงให้อภัยภูเบศร??? จุดเปลี่ยนสำคัญมีขึ้นในปี 2529 เมื่อ “ดร.สุภาภรณ์” ประสบความสำเร็จในการพัฒนายาสมุนไพรรักษาโรคเริมในปากสำหรับเด็ก เพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบัน โดยใช้ “กลีเซอรีนพญายอ” หรือ “เสลดพังพอนตัวเมีย” ซึ่งเป็นสมุนไพรที่หมอยาพื้นบ้านใช้รักษาโรคเริมและงูสวัด ถือเป็นครั้งแรกที่นำพืชสมุนไพรมาผ่านกระบวนการผลิตที่ใช้ในการแพทย์แผนไทยปัจจุบัน เพื่อผลิตเป็นยาแผนโบราณและจุดประกายให้เกิดการทดลองผลิตยาสมุนไพรชนิดอื่นๆตามมาไม่รู้จบ ปัจจุบันเรามีตำรับยาสมุนไพร 150 รายการ และเป็นโรงพยาบาลเดียวที่นำสมุนไพรมาผลิตเป็นยา.......... การพัฒนาและใช้สมุนไพรเริ่มกลับมาเฟื่องฟูในช่วงไหน??? วิกฤติต้มยำกุ้ง เมื่อปี 2540 เป็นปัจจัยเร่งอีกทางให้เกิดการพัฒนาสมุนไพรอย่างก้าวกระโดด เพื่อช่วยให้ประเทศรอดพ้นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ยุคนั้นรัฐบาลกระตุ้นหลายหน่วยงานให้ใช้ศักยภาพในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและกระตุ้นการส่งออก รวมทั้งจัดทำบัญชียาจากสมุนไพรบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อตอบสนองกระแสความนิยมผลิตภัณฑ์ธรรมชาติในตลาดโลก.......... อภัยภูเบศรมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้รอดพ้นจากวิกฤติอย่างไรบ้าง??? โรงพยาบาลของเราริเริ่มก่อตั้งโครงการสาธิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรอย่างครบวงจร เพื่ออบรมให้ชุมชน โดยเน้นการบูรณาการกระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรครบทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก, เก็บเกี่ยว, ควบคุมคุณภาพ, วัตถุดิบ และผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ไปจนถึงการจำหน่าย ซึ่งเป้าหมายสำคัญคือ อยากจะส่งเสริมผลิตภัณฑ์จากพืชเกษตรอินทรีย์ จึงได้จัดตั้งกลุ่มเกษตรกรเป็นเครือข่ายเกษตรอินทรีย์กลุ่มแรก ภายใต้ชื่อ “กลุ่มเกษตรกรบ้านดงบัง” เพื่อเข้าร่วมเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบสมุนไพรให้อภัยภูเบศร ภายหลังการผลิตขยายตัวอย่างรวดเร็ว จึงมีการจัดตั้งมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาและผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรอภัยภูเบศร......... อะไรคือภารกิจหลักของอภัยภูเบศรในยุคแรก??? ตอบสนองความเดือดร้อน และความจำเป็นในการดูแลสุขภาพแก่ประชาชน ขณะเดียวกัน สมุนไพรที่นำมาพัฒนาก็ต้องมีสรรพคุณดี และมีความปลอดภัย เป็นสมุนไพรที่หาง่าย ปลูกง่าย และพึ่งตนเองได้ในระดับชุมชน โดยตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี อภัยภูเบศรได้พัฒนาผลิตภัณฑ์กว่า 150 รายการ เป็นทางเลือกแรกในการดูแลสุขภาพของผู้คนด้วยวิถีและคุณค่าจากธรรมชาติ นอกจากนี้ มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ยังมีส่วนร่วมพัฒนางานบริการด้านการแพทย์ของโรงพยาบาลและการบริการสุขภาพโดยแพทย์แผนไทย โดย 70% ของกำไรจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ นำมาพัฒนางานด้านบริการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการสุขภาพที่ดี ขณะที่กำไร 30% จากการจำหน่ายสินค้า จะนำไปพัฒนางานด้านการวิจัยสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย โดยมุ่งมั่นว่าทุกผลิตภัณฑ์และบริการของอภัยภูเบศรจะช่วยส่งเสริมการพึ่งตนเองของประเทศในด้านยา, ลดดุลการค้าด้านยาจากต่างประเทศ, ช่วยส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น............ แล้วอะไรคือความท้าทายใหม่ที่อภัยภูเบศรต้องเผชิญในยุคเศรษฐกิจซบเซาปัจจุบัน??? เป้าหมายของเราคือ สร้างการแพทย์ผสมผสานที่เป็นเลิศ โดยคิดค้นวิธีที่จะนำการแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนไทยมารักษาร่วมกันให้ได้ผลดีที่สุด ตอนนี้โรงพยาบาลเราเป็นแหล่งศึกษาดูงานของกลุ่มประเทศอาเซียนไปแล้ว อภัยภูเบศรไม่ใช่บริษัทเชิงธุรกิจ เราเป็นโรงพยาบาลตัวอย่างของรัฐบาล ซึ่งทั้งผลิตและจำหน่ายยาสมุนไพรให้ภาครัฐและภาคเอกชน โดยไม่หวังผลกำไร เฉพาะปีที่ผ่านมา ยอดขายของเราอยู่ที่ 300 กว่าล้านบาท แต่รัฐบาลอยากให้เราทำให้มากขึ้น เพื่อหวังผลว่าประชาชนจะได้ประโยชน์จากการที่อภัย-ภูเบศรผลิตสมุนไพรเพื่อมาใช้ทางการแพทย์........... คลุกคลีกับสมุนไพรมานาน การกินสมุนไพรต่อเนื่องเป็นอันตรายไหมคะ??? การใช้สมุนไพรไทยในการรักษา เปรียบเสมือนตัดไฟเสียแต่ต้นลม พวกที่เป็นระยะเริ่มต้น ถ้าสามารถรักษาได้ด้วยสมุนไพรก็จะช่วยประหยัดเงินมหาศาล ขณะเดียวกัน ยาแผนปัจจุบันเราก็ทิ้งไม่ได้ คือต้องทำยังไงให้การรักษาดีขึ้น ประหยัดขึ้น กระนั้นสมุนไพรก็เหมือนยาฝรั่ง ไม่ควรกินต่อเนื่องนานๆ ถ้าไม่เจ็บป่วยก็ไม่ต้องกิน ยกตัวอย่างเช่น เวลาเจ็บคอ ส่วนใหญ่จะเกิดจากเชื้อไวรัส สามารถกิน “ฟ้าทลายโจร” ช่วยแก้ไอและเจ็บคอ แต่ถ้าลุกลามจนติดเชื้อแบคทีเรีย ก็ต้องกินยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อถึงจะหาย คือต้องใช้ยาแผนไทยกับแผนปัจจุบันผสมผสานควบคู่กันไป............ สมุนไพรตัวไหนได้รับความนิยมจากผู้บริโภค??? อันดับหนึ่งคือ “ขมิ้นชัน” เป็นตำรับยารักษาโรคระบบทางเดินอาหารที่สำคัญมาก นำมาใช้อย่างกว้างขวางตามโรงพยาบาลทั่วไป ส่วน “รางจืด” มีฤทธิ์ต้านพิษ นำมาทำเป็นสเปรย์ฉีดแก้แพ้แก้ลมพิษ และป้องกันแดดเผาไหม้ อีกตัวที่ขายดีผลิตปีละเป็นล้านขวดคือ “ยาแก้ไอมะขามป้อม” ขณะที่ “ผักเบี้ย” เพิ่งเปิดตัวไป มีสรรพคุณช่วยเรื่องผิวพรรณกระจ่างใส เรานำมาผลิตเป็นครีมบำรุงทั้งเดย์ครีมและไนท์ครีม............ โรคยากๆอย่างมะเร็งสามารถรักษาด้วยสมุนไพรได้หรือยัง??? โรคมะเร็งจะรักษาตามอาการ ทว่ายังไม่มีสมุนไพรรักษามะเร็งให้หายขาด!! แต่เราอยากเอาชนะโรคเบาหวานด้วยสมุนไพรมากกว่า กำลังทำวิจัยเกี่ยวกับ “มะระขี้นก” เบื้องต้นพบว่ามีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด แต่ต้องทำวิจัยเพิ่มเติมว่ารักษาเบาหวานได้จริงไหม เรายังนำใบบัวบกมาวิจัยเพิ่มเติม เพื่อพัฒนาเป็นตำรับยาป้องกันโรคสมองเสื่อม........... ทำยังไงให้สมุนไพรไทยได้รับการยอมรับไปทั่วโลก??? อย่างแรกคือ ต้องใช้ได้ผลจริง มีคุณภาพและได้มาตรฐาน อภัยภูเบศรให้ความสำคัญมากกับการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ เรามีทีมเภสัชกรอยู่ 10 คน และสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับคณะเภสัชศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ สิ่งที่ผมฝันไว้คือ อยากสร้างอภัยภูเบศรให้เป็นห้องรับรองแขกของประเทศ ปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวมาเยือนโรงพยาบาลเรา ปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน อภัย-ภูเบศรมีครบทุกอย่างทั้งในฐานะแหล่งท่องเที่ยว แหล่งการเรียนรู้สมุนไพร และแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ผมอยากให้ทุกคนหันกลับมามองผืนแผ่นดินไทยว่ามีคุณค่ามากเพียงใด ถ้าคนไทยรักชาติรักแผ่นดินก็ต้องช่วยกันส่งเสริมสมุนไพร เพราะเป็นสินทรัพย์ที่อยู่ในผืนแผ่นดินของเรา เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของบรรพบุรุษไทย. ที่มา: นสพ.ไทยรัฐ https://www.thairath.co.th/content/998675

ความคิดเห็นล่าสุด

...
harry williams
1 วัน 15 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

...
harry williams
1 วัน 15 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน