แนวโน้มสถานการณ์สาธารณสุขปี 2019 จะเป็นอย่างไร ทำนายทายทักโดย Fortune

นับถอยหลังอีกไม่กี่วันก็จะเข้าสู่ปี 2019 แล้ว แน่นอนว่า Hfocus ไม่พลาดที่จะหยิบยกแนวโน้มสถานการณ์ในแวดวงสาธารณสุขปีหน้าเป็นอย่างไร ซึ่งวิเคราะห์โดยนิตยสาร Fortune มาให้ผู้อ่านได้ลองคิดและเช็คลิสต์ไปพร้อมกันว่าแต่ละข้อต่อไปนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

1. ผู้เล่นในตลาด Medicare และ Medicaid เพิ่มขึ้น

มีความเป็นไปไปได้ว่าอัตราการเติบโตของ Medicaid (โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้การร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลางและมลรัฐในสหรัฐอเมริกาเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้ต่ำ) และ Medicare (โครงการหลักประกันสุขภาพที่สนับสนุนโดยรัฐบาลกลางสหรัฐฯ สำหรับผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป) จะเพิ่มสูงขึ้น สืบเนื่องจากหลายรัฐมีแนวโน้มว่าจะขยายระบบหลักประกันสุขภาพดังกล่าว ส่งผลให้มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดการการควบรวมและการซื้อกิจการของเอกชนภายใต้ระบบ Mediacare Adventage เพื่อที่จะได้เข้าถึงผลกำไรโดยตรงจากทั้ง 2 ฝั่งให้มากขึ้น

2. สถานพยาบาลของแพทย์จะมีความน่าเชื่อถือเพิ่มขึ้น

จากกฎระเบียบ 2.0 ของ Medicare’s Accountable Care Organizations กล่าวคือ การรวมกลุ่มกันของหลายๆ สถานพยาบาลประเภท Medicare ซึ่งมักมีกฏระเบียบในลักษณะสนับสนุนและเอื้ออำนวยให้กับสถานพยาบาลของแพทย์มากกว่าสถานพยาบาลอย่างโรงพยาบาล เช่น การเข้าถึงเงินทุนหรือค่าตรวจสอบที่ถูกกว่า เป็นต้น จึงเป็นไปได้ว่าสถานพยาบาลของแพทย์จะได้รับขอบเขตของผลประโยชน์ที่เป็นอิสระมากกว่าสถานพยาบาลอย่างโรงพยาบาล ทั้งยังมีแนวโน้มว่าช่องว่างดังกล่าวจะขยายกว้างกว่าเดิม

3. แพทย์ปวดหัวน้อยลงกับเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์

หลายต่อหลายครั้งที่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ต้องประสบปัญหาจากเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Health Record) เนื่องด้วยข้อมูลที่มากล้น ส่งผลให้บางครั้งเกิดข้อผิดพลาดอย่างไม่ได้ตั้งใจตามมา อย่างไรก็ดี ในปี 2019 ดูเหมือนว่าความปวดหัวของแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์จะน้อยลง เมื่อกูเกิ้ลทีมและสตาร์ทอัพจำนวนมากเริ่มดำเนินการนำเทคโนโลยีสั่งการด้วยเสียงมาใช้เพื่อลดการพิมพ์หรือการคลิกหลายต่อหลายครั้ง เพื่อให้ง่ายต่อการหาข้อมูลต่างๆ

4. ระบบส่งข้อมูลที่ถ่ายโอนข้อมูลร่วมกัน

5 ปีที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จที่จะนำมาสู่การบุกทะลวงสู่ยุคใหม่ เมื่อบริษัทบันทึกข้อมูลทางการแพทย์ผ่านอิเล็กทรอนิกส์สามารถรวมพื้นฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูล HL7 FHIR ได้ นอกจากนั้น หลายๆ รัฐยังได้มีการผลักดันการเชื่อมต่อระหว่างข้อมูลเอกสารและอิเล็กทรอนิกส์เพื่อจัดการข้อมูลต่างๆ เช่น ผู้เสพยาเกินขนาดหรือข้อมูลทางภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเข้าถึงข้อมูล

5. การรวมบริษัทด้าน Digital Health

จากการเติบโตของตลาด Digital Health มีความเป็นไปได้ว่าบริษัทเล็กๆ ที่อยู่ในแพลทฟอร์มดังกล่าวอาจจะต้องถูกควบรวมร่วมกับบริษัทนายทุนที่ใหญ่กว่า เมื่อไม่อาจลงแข่งขันในตลาดนี้ได้อีกต่อไป โดยมีหลายแห่งถูกควบรวมไปแล้วตลอด 5 ปีที่ผ่านมา

6. ธุรกิจ Insuretech ถึงจุดพีค

Fortune คาดการณ์ว่าใกล้จะถึงจุดสูงสุดของธุรกิจ Insuretech (การทำธุรกรรมซื้อขายผลิตภัณฑ์ประกันภัยผ่านเทคโนโลยี) และนั่นหมายความว่า ในเร็วๆ นี้ ธุรกิจดังกล่าวจะเริ่มส่อเค้ารางเกิดปัญหาตามมา โดยมีความเป็นไปได้ว่าเรื่อง Upcoding อาจเป็นหนึ่งในความเสี่ยงเมื่อการเรียกเก็บเงินทางการแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมหรือการเรียกคืนที่ไม่จำเป็นหรือไม่ถูกต้องเป็นหนึ่งในตัวสร้างเม็ดเงินให้กับระบบ Medicare Adventage

7. ระบบการฟอกเลือดรูปแบบใหม่

หลังจากสวีเดนได้มีการนำระบบ self-serve dialysis มาให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องรับการฟอกเลือดเป็นประจำใช้ ผลปรากฏว่า วิธีการฟอกเลือดแบบดังกล่าวนั้นปลอดภัยกว่าและมีราคาถูกกว่าการใช้บริการศูนย์ฟอกเลือด แสดงให้เห็นว่าในไม่ช้านี้ หลายๆ ที่อาจนำระบบดังกล่าวมาใช้เพิ่มมากขึ้น

8. การใช้บริการ Telemedicine เพิ่มสูงขึ้น

หลังจากเริ่มมีการใช้บริการ Telemedicine อย่างแพร่หลาย กล่าวคือเทคโนโลยีที่บุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยสามารถสื่อสารกันได้อย่าง real-time เช่น video call เป็นต้น โดยที่คนไข้ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปพบที่สถานพยาบาลอีกต่อไป Fortune มองว่าในปี 2019 แพลทฟอร์มดังกล่าวจะเติบโตเพิ่มสูงขึ้น เนื่องด้วยประชาชนจำนวนมากต่างเห็นพ้องต้องกันว่าสะดวกสบายกว่าและมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่า

9. การพูดคุยเกี่ยวกับการจัดการสิทธิประโยชน์ด้านเภสัชกรรม (Pharmacy Benefit Management)

จากคำกล่าวอ้างของทรัมป์เกี่ยวกับราคายาที่ถูกลง ก่อให้เกิดผลในทิศทางตรงกันข้ามคือ บริษัทเภสัชกรรมต่างๆ เพิ่มราคายาให้สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือเกิดอัตราเงินเฟ้อในตลาดยา คนไข้จำนวนมากต้องจ่ายมากกว่าเดิมเพื่อซื้อยา Fortune คาดหวังว่าปี 2019 ผู้จำหน่ายเภสัชกรรมจะลดราคาให้ตรงตามความเป็นจริง

10. ความคืบหน้าของการหาลำดับเบสของดีเอ็นเอ (DNA sequencing)

Fortune เชื่อว่าในปี 2019 ที่จะถึงนี้จะต้องมีความคืบหน้าเกี่ยวกับแพลทฟอร์มใหม่ของการหาลำดับเบสของดีเอ็นเอ (DNA sequencing) ไม่ว่าจะในสัดส่วนใดก็ตาม

ที่มา: 10 Health Care Predictions for 2019 From a Pair of Venture Gurus (www.fortune.com)

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

THAILAND 2019 • 2018-12-27, 04:56
“พาณิชย์” ชงขึ้นบัญชีควบคุม “ยา-ค่าบริการ” แก้ปัญหา รพ.คิดราคาแพงเวอร์ โดย: ผู้จัดการออนไลน์ เผยแพร่: 26 ธ.ค. 2561 14:15 ปรับปรุง: 26 ธ.ค. 2561 14:32 ........ “สนธิรัตน์” แก้เกมโรงพยาบาลเอกชนโขกค่ายา ค่ารักษาแพง ดัน “ยาและเวชภัณฑ์และค่าบริการ” เป็นสินค้าและบริการควบคุม เตรียมชง กกร.อนุมัติ 9 ม.ค. 62 เผยหลังควบคุมแล้วจะทำให้มีมาตรการดูแลได้ดีขึ้น พร้อมเข้าไปดูเรื่องค่ารักษากรณีฉุกเฉิน หลังพ้น 72 ชั่วโมง หลังได้รับร้องเรียนไม่แพ้กัน ......... นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลเอกชน มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบริษัทประกันภัย เพื่อหาแนวทางกำกับดูแลค่ารักษาพยาบาลว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปที่จะนำยาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการของโรงพยาบาล เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม เพื่อให้สามารถใช้มาตรการทางกฎหมายในการดูแลประชาชน หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับการร้องเรียนเกี่ยวกับค่ายา ค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนมีราคาแพง และยังได้ให้ดูไปถึงการดูแลค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉินที่จะต้องคิดในราคาที่เป็นธรรมด้วย ......... นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า จะมีการนำเสนอยาและเวชภัณฑ์ และค่าบริการของโรงพยาบาล เช่น ค่าห้องพักฟื้น ค่าอาหาร ค่าเอกซเรย์ ค่าดูแลผู้ป่วย เป็นต้น เข้ามาอยู่ในบัญชีสินค้าและบริการควบคุม โดยจะนำเสนอที่ประชุม กกร.ที่มี รมว.พาณิชย์ เป็นประธานในวันที่ 9 ม.ค. 2562 ส่วนมาตรการที่จะนำมาใช้ เช่น การให้แจ้งต้นทุน การกำหนดส่วนต่างค่ายาและเวชภัณฑ์ รวมถึงค่าบริการซึ่งจะต้องมีการหารือกันอีกครั้งภายใต้คณะอนุกรรมการ ที่จะมีการเสนอให้จัดตั้งขึ้นในการประชุม กกร.ด้วย .......... “การเสนอให้เป็นสินค้าและบริการควบคุมจะทำให้มีมาตรการดูแลได้ดีขึ้น เพราะเดิมยาก็เป็นสินค้าควบคุมอยู่แล้ว แต่ไม่รวมเวชภัณฑ์ และค่าบริการ จึงเสนอควบคุมให้ครอบคลุม และเมื่อเป็นสินค้าและบริการควบคุมแล้ว ก็จะใช้มาตรการดูแลได้ อย่างยาควรจะมีเพดานกำไรได้กี่เปอร์เซ็นต์ ค่าบริการก็เช่นเดียวกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ คณะอนุกรรมการฯ จะเข้ามาร่วมกันกำหนดอีกครั้ง” ........... ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้ข้อสรุปที่จะเข้าไปดูแลค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉิน ที่ปัจจุบันแม้ผู้ป่วยจะได้รับสิทธิพิเศษภายใน 72 ชั่วโมง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่หลังจากผ่าน 72 ชั่วโมง หรือหลังจาก 3 วันไปแล้ว โรงพยาบาลจะมีการคิดค่าบริการ จึงต้องมีการกำหนดอัตราการคิดค่ารักษาพยาบาลที่เหมาะสมว่าจะดูแลอย่างไรไม่ให้เป็นภาระกับประชาชนเพิ่มขึ้น ............ ส่วนค่าบริการทางการแพทย์ หรือที่เรียกว่าค่าหมอ ต้องไปดูว่ากฎหมายสภาวิชาชีพกำหนดเอาไว้ว่ายังไง ถ้ามีการกำหนดระเบียบเอาไว้ ก็ให้เป็นหน้าที่ของสภาวิชาชีพที่จะเข้ามาดูแล แต่ถ้าไม่มีกำหนดไว้ ก็ต้องนำมาพิจารณาให้เหมาะสม ............. น.ส.สารี อ๋องสมหวัง เลขานุการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า มาตรการกำหนดราคาเพดานกำไรที่จะใช้บวกจากต้นทุนราคายาและเวชภัณฑ์ ทางมูลนิธิฯ เห็นด้วย เพราะทำให้ดูแลค่ายาและเวชภัณฑ์ได้ดีขึ้น แต่ควรจะขยายไปยังเวชภัณฑ์รายการอื่นๆ ที่คนใช้มากด้วย เช่น ข้อเข่าเทียม สายสวนหัวใจ เป็นต้น และในเรื่องค่ารักษาพยาบาลเจ็บป่วยฉุกเฉิน หลังผ่านพ้น 72 ชั่งโมงไปแล้ว ต้องการให้ทางโรงพยาบาลเอกชนกำหนดเป็นราคาเดียว ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินเคสสีเขียว สีเหลือง หรือสีแดง จนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล เพื่อไม่สร้างภาระเพิ่มให้กับผู้ป่วย..... https://mgronline.com/business/detail/9610000128131
THAILAND 2019 • 2018-12-27, 05:06
อย.เร่งออก กม.ลูกรองรับ “กัญชา” รักษาโรค ไม่ห่วงต่างชาติขึ้นทะเบียน เหตุไทยเลือกไม่ซื้อได้ โดย: ผู้จัดการออนไลน์ เผยแพร่: 26 ธ.ค. 2561 17:12 ปรับปรุง: 26 ธ.ค. 2561 18:17 ......... อย.เตรียมออกกฎหมายลูกรองรับ กม.คลายล็อก “กัญชา” ใช้รักษาโรค เผยเบื้องต้นมี 8 ฉบับ ตั้งเป้าแล้วเสร็จก่อน มี.ค. 62 เผยกำหนดทั้งการปลูก ผลิต วิจัย การใช้กับโรค ทั้งกลุ่มรัฐ เอกชนร่วมกับรัฐ วิสาหกิจชุมชน แพทย์แผนไทย การนำเข้า ส่งออก ยันไม่ห่วงต่างชาติขิขึ้นะทเบียน เหตุอำนาจการซื้ออยู่ที่ไทย ......... วันนี้ (26 ธ.ค.) นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการออาหารและยา (อย.) กล่าวว่า หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ... ให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ได้ ก็ต้องรอประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งกำหนดว่าจะต้องออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกภายใน 60 วัน ซึ่ง อย.อยุ่ระหว่างการจัดทำกฎหมายลูกเหล่านี้ เบื้องต้นมีทั้งหมด 8 ฉบับ ทั้งกฎกระทรวงและประกาศกระทรวง ซึ่งจะต้องเสนอคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษเห็นชอบ และเสนอต่อ รมว.สาธารณสุข พิจารณาลงนามประกาศใช้ ซึ่งคาดว่า ทั้งหมดจะเสร็จภายใน มี.ค. 2562 .......... นพ.สุรโชคกล่าวว่า สำหรับกฎหมายลูกเบื้องต้นจะมีเรื่องของการปลูกกัญชา ต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ หากเป็นเอกชนก็ต้องทำร่วมกับรัฐ รวมถึงวิสาหกิจชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ โดยการปลูกจะต้องได้มาตรฐานการปลูกสมุนไพรจีซีพี (GCP) แต่กัญชาต้องมีการเพิ่มมาตรฐานขึ้นอีก เพราะอย่างที่ทราบว่ากัญชาเป็นพืชที่ดูดซับสารพิษ โดยเฉพาะกลุ่มโลหะหนัก ทั้งนี้ การปลูกในพื้นที่ใดก็ต้องไปขออนุญาตจากนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนพิจารณาอนุญาต นอกจากนี้ จะมีเรื่องการใช้กัญชาทางการแพทย์ ซึ่งใครจะใช้ได้บาง ใช้โรคอะไร รวมถึงการใช้ในส่วนของการแพทย์แผนไทย ภูมิปัญญาพื้นบ้าน ซึ่งใช้ได้ทุกส่วนของกัญชาตามสูตรของการรักษาแพทย์แผนไทย โดยทางกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกต้องไปออกหลักเกณฑ์มาให้ชัดเจนว่า ใครใช้ได้บ้าง รวมถึงมีการอบรมการใช้ เพราะถึงแม้ว่าจะมีอยู่ในภูมิปัญญา แต่ก็ต้องทบทวน ........... นพ.สุรโชคกล่าวว่า ส่วนเรื่องการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์จากกัญชาต้องมีการควบคุม เนื่องจากยังถือเป็นยาเสพติดประเภท 5 ไม่ได้เปิดเสรี ต้องมีการควบคุมเหมือนมอร์ฟีน การนำผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาเข้ามาในประเทศต้องได้รับอนุญาต เช่น ผู้ป่วยต้องมีใบรับรองแพทย์ และนำเข้ามาในปริมาณที่เพียงพอต่อการใช้รักษาโรคตามระยะเวลาหนึ่ง หากหิ้วมาโดยไม่ขออนุญาต อาทิ เป็นน้ำอัดลม อาหารเสริมที่มีส่วนประกอบของกัญชาจะถือว่าผิดกฎหมายทั้งสิ้น มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท แต่ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล แต่ถ้าใครที่ครอบครองเพื่อจำหน่ายจะถือว่าผิดเต็มๆ มีโทษจำคุก 2-15 ปี ........... เมื่อถามว่า เนื่องจากมีการคลายล็อดให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ ตอนนี้สามารถพูดหรือโฆษณาเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กัญชาได้ หรือไม่ นพ.สุรโชคกล่าวว่า ตามกฎหมาย อย.ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณายา ยกเว้นว่าเป็นการอธิบายเกี่ยวกับวิธีการใช้ยาให้กับแพทย์ผู้ใช้ได้ สำหรับกรณีข้อกังวลว่าเมื่อกฎหมายเปิดช่องแล้วแต่การพัฒนากัญชาของไทยยังไม่แล้วเสร็จ จะกระทบต่อการเข้าถึงผลิตภัณฑ์กัญชาจากต่างชาติที่มีราคาแพงหรือไม่นั้น เรียนว่ากัญชาก็เหมือนมอร์ฟีน บริษัทต่างประเทศสามารถมาขอขึ้นทะเบียนการขายในประเทศไทยได้ แต่การตัดสินใจซื้อเป็นของไทย จะซื้อก็ได้ ไม่ซื้อก็ได้ เพราะไทยเองก็มีการทำน้ำมันกัญชากันอยู่ คาดว่าน่าจะเพียงพอต่อการใช้ อย่างมอร์ฟีนที่ขึ้นทะเบียนขายในไทยได้ เราเองก็แค่ซื้อสารตั้งต้นมาแล้วให้องค์การเภสัชกรรมและบริษัทเอกชนของไทยบางแห่งเป็นผู้ผลิตใช้ในประเทศ https://mgronline.com/qol/detail/9610000128236

ความคิดเห็นล่าสุด

Anonymous
1 ชั่วโมง 14 นาที ago
...
owow2000
4 ชั่วโมง 57 นาที ago
กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน
6 วัน 11 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Anonymous
1 ชั่วโมง 14 นาที ago
...
owow2000
4 ชั่วโมง 57 นาที ago
กฎหมายบัญญัติไว้ชัดเจน
6 วัน 11 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน