“จอน อึ๊งภากรณ์” ปาฐกถาจากหลักประกันสุขภาพ เดินหน้าสู่รัฐสวัสดิการครบวงจร

“จอน อึ๊งภากรณ์” ปาฐกถาพิเศษ “รำลึก 11 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” สนับสนุนปฏิรูปภาษีสร้างระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร ยืนยันสร้างความเท่าเทียมดีกว่า “สงเคราะห์ผู้ยากไร้” พร้อมเสนอ 3 ประเด็น ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประเทศไทย ชงรวมกองทุนสวัสดิการข้าราชการกับบัตรทอง เพื่อสร้างระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว

เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2561 มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) จัดงาน “รำลึก 11 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” ขึ้น ณ โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ คอนเวนชั่นโฮเทล กทม. โดยมีภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพและผู้ที่สนใจเข้าร่วมกว่า 500 ราย

นายจอน อึ๊งภากรณ์ กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ ในฐานะองค์ปาฐกของงาน “รำลึก 11 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” ได้แสดงปาฐกถาสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ปี 2561 หัวข้อ “จากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เดินหน้าสู่รัฐสวัสดิการครบวงจร” ตอนหนึ่งว่า ระบบรัฐสวัสดิการเป็นระบบโครงสร้างทางสังคมที่รัฐทำหน้าที่ดูแลกำกับให้ประชาชนทุกส่วนมีหลักประกันด้านคุณภาพชีวิตในระดับที่พออยู่พอกินอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งมักจะประกอบด้วยหลักประกันถ้วนหน้าด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพ การศึกษา รายได้ และด้านบริการสังคมอื่นๆ ที่มีความจำเป็นสำหรับคุณภาพชีวิต เรียกได้ว่าเป็นระบบสวัสดิการที่ทุกคนมีสิทธิได้รับ จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน

นายจอน กล่าวว่า ในประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็ง เช่น หลายๆ ประเทศในยุโรป ประชาชนจะไม่เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่จำเป็น หรือในการเรียนหนังสือถึงระดับปริญญา นอกจากนี้มีการจัดสรรบ้านเช่า หรืออพาร์ทเม้นท์ที่มีราคาต่ำให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง และประชาชนที่ว่างงานหรือเกษียณอายุหรือมีเหตุทำงานไม่ได้ก็จะได้รับการประกันรายได้ที่พออยู่พอกิน

“รัฐจะนำรายได้จากการเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า รวมถึงรายได้ที่ได้มาจากการมีส่วนร่วมของนายจ้างและลูกจ้างในระบบประกันสังคมมาจัดสวัสดิการถ้วนหน้าต่างๆ ดังนั้นระบบรัฐสวัสดิการจึงเป็นระบบทางสังคมที่ประชาชนมีส่วนร่วมจ่ายตามกำลังความสามารถของตน ซึ่งขึ้นอยู่กับฐานะทางเศรษฐกิจ และในขณะเดียวกันประขาชนทุกภาคส่วนจะได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงสวัสดิการสังคมต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของระบบรัฐสวัสดิการ” นายจอน กล่าว

นายจอน กล่าวอีกว่า ระบบรัฐสวัสดิการมีความแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับระบบการสงเคราะห์ที่เล็งช่วยเหลือเฉพาะคนยากคนจนเท่านั้น เช่น ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่รัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ริเริ่ม ทั้งนี้เพราะระบบรัฐสวัสดิการเป็นเรื่องของสิทธิที่เท่าเทียมกันทุกคนในฐานความเป็นมนุษย์ ไม่ว่ารวยหรือจนก็มีสิทธิเท่ากัน และเป็นเรื่องการยืนยันเรี่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

สำหรับระบบการสงเคราะห์ผู้ยากจนนั้น มีลักษณะเหมือนเป็นการจัดสรรเศษเล็กๆ น้อยๆ ของความมั่งคั่งของประเทศเพื่อช่วยเหลือประทังชีวิตให้คนแก่คนจน โดยผู้ที่ประสงค์จะรับการสงเคราะห์นั้น จะต้องพิสูจน์ความยากจนและความไร้ที่พึ่งของตนจึงจะมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ ลักษณะนี้เป็นลักษณะที่เป็นการบั่นทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

นายจอน กล่าวต่อไปว่า หากพิจารณาผิวเผิน ระบบสงเคราะห์อาจมีประสิทธิภาพเหนือกว่าระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้า เพราะเป็นการนำทรัพยากรไปช่วยเหลือประชาชนที่มีความจำเป็นที่จะได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด ซึ่งตรงนี้ยังเป็นข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ระบบสงเคราะห์มีข้อด้อยหลายประการ

ทั้งนี้ ประกอบด้วย 1. ระบบสงเคราะห์เป็นการแบ่งแยกทำให้เกิดพวกเขากับพวกเรา 2. เพื่อเข้าถึงระบบสงเคราะห์ ประชาชนต้องพิสูจน์ความยากจนของตนและครอบครัว เป็นการเสียศักดิ์ศรี ผู้ได้รับการส่งเคราะห์รู้สึกเป็นภาระของสังคม 3. บริการแก่ผู้ยากจนมักเป็นบริการคุณภาพต่ำ ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อย เพราะเป็นบริการให้กับผู้ด้อยโอกาสที่ไม่มีเสียงจะเรียกร้องอะไร

4. ลักษณะการแยกสิทธิระหว่างผู้ที่อยู่เหนือเส้นแบ่งและใต้เส้นแบ่งความยากจน ย่อมสร้างความอยุติธรรม 5. การบริหารระบบการสงเคราะห์เป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ไร้ประสิทธิภาพ เมื่อเทียบกับรัฐสวัสดิการ 6. ผู้ที่ไม่ได้รับประโยชน์จากระบบสงเคราะห์มักจะคัดค้านการถูกเก็บภาษีเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในสวัสดิการที่ตนเองไม่มีสิทธิ์ได้รับประโยชน์ ทำให้มีแรงกดดันตลอดที่จะคุมค่าใช้จ่ายให้ต่ำ 7. ระบบสงเคราะห์เฉพาะคนจน สู้ระบบรัฐสวัสดิการไม่ได้ในด้านของการลดช่องว่างทางเศรษฐกิจระหว่างคนรวยกับคนจน

นายจอน กล่าวว่า ระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าเกิดขึ้นทั้งในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิคมและทุนนิยม โดยนักเศรษฐศาสตร์แนวเสรีนิยมเชื่อว่า ระบบรัฐสวัสดิการเป็นองค์ประกอบสำคัญที่สร้างความรุ่งเรืองของระบบทุนนิยม โดยเฉพาะในแง่ของการพัฒนาคุณภาพของคนในสังคมให้มากที่สุด

“สำหรับในประเทศไทย ยังขาดระบบรัฐสวัสดิการแบบครบวงจร ยังขาดนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญในการผลักดัน ทั้งในแง่ของวิชาการ การออกแบบโครงสร้างและกลไกของระบบ รวมทั้งการออกแบบระบบภาษีให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายระบบสวัสดิการดังกล่าว” นายจอน กล่าว

นายจอน กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีระบบประกันสังคมและระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ ยังมีข้อจำกัดที่จะต้องก้าวข้ามต่อไป สำหรับระบบประกันสังคมนั้นยังขาดโครงสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตน และยังครอบคลุมคนทำงานเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าถูกบั่นทอนโดยงบประมาณสวัสดิการข้าราชการ และโครงสร้างการแพทย์พาณิชย์

“ประเทศของเราเป็นประเทศที่มีฐานะเศรษฐกิจปานกลาง แต่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงสุดในโลกประเทศหนึ่ง ประเทศไทยจึงมีความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและมีความเหมาะสมทางสังคมที่จะสร้างระบบรัฐสวัสดิการครบวงจร เพื่อให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี และลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจให้น้อยลง” นายจอน กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้มีเครือข่ายที่ได้สนับสนุนให้เกิดระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้ปรึกษาหารือกับนักวิชาการรุ่นใหม่ๆ และได้ศึกษาความเป็นไปได้ระบบรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าที่เหมาะสมกับสังคมไทย โดยข้อเสนอคือ “รัฐสวัสดิการถ้วนหน้าจากครรภ์มารดาสู่เชิงตะกอน” ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ 1. การศึกษา 2. สุขภาพ 3. ที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน 4. งาน รายได้ และประกันสังคม 5. ระบบบำนาญ 6. สิทธิเชิงสังคม วัฒนธรรม และบริการ โดยทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยอาศัยการปฏิรูประบบภาษีอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ นายจอน ยังได้กล่าวถึงการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้เข้มแข็ง มีคุณภาพและประสิทธิภาพ 3 ประเด็น ได้แก่ 1. จำเป็นต้องมีการรวมกองทุนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับสวัสดิการข้าราชการเพื่อสร้างระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวที่มีคุณภาพสูง 2. ควรต้องมีมาตรการที่ทั้งเอื้ออำนวยและบังคับให้ คลินิกและโรงพยาบาลเอกชนรับคนไทยและผู้ป่วยส่วนหนึ่งมาให้บริการในระบบหลักประกันสุขภาพ เช่น อย่างน้อย 60% ของผู้รับบริการทั้งหมด 3. ระบบหลักประกันสุขภาพควรต้องมีบริการที่เอื้ออำนวยความสะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น มีคลินิกนอกเวลาราชการ นัดแนะใช้บัตรคิวออนไลน์ เป็นต้น

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

อย่าแกล้งโง่ • 2019-01-12, 20:17
quote: 1. "จำเป็นต้องมีการรวมกองทุนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับสวัสดิการข้าราชการเพื่อสร้างระบบสุขภาพมาตรฐานเดียวที่มีคุณภาพสูง" ประเทศญี่ปุ่น ที่เขามีระบบหลักประกันสุขภาพที่ดีกว่า มานานกว่า ยั่งยืนกว่า และมาตรฐานเดียวมากกว่าประเทศไทย แต่เขามีกองทุนหลักประกันสุขภสาพเป็นร้อยเป็นพันกองทุน โดยไม่จำเป็นต้องมีกฎหมายบัคับให้มีกองทุนเดียวให้บางหน่วยงานเป็นเสือนอนกินหัวคิวโดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย.............. -------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- แลระบบประกันสุขภาพของญี่ปุ่น (2)..............โดย วิชัย โชควิวัฒน........... ญี่ปุ่นมีพระราชบัญญัติประกันสุขภาพ(Health Insurance Act) ตั้งแต่ พ.ศ. 2465 และมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ตั้งแต่ พ.ศ. 2470 และใช้เวลาอีกราว 34 ปี จึงสามารถแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายดังกล่าวให้เป็นพระราชบัญญัติสุขภาพ "แห่งชาติ" ให้ประชาชนทั่วประเทศมีหลักประกันถ้วนหน้าตั้งแต่ พ.ศ. 2504 ซึ่งตรงกับปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศไทย จากนั้นก็มีการ "พัฒนาระบบ" อย่างต่อเนื่องได้แก่การเริ่ม "ระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ"(Elderly Health Care System) เมื่อพ.ศ.2526 โดยผูกระบบดูแลนี้กับระบบบริการสุขภาพ เมื่อพบว่าค่าใช้จ่ายการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุสูงมาก จึงเริ่มสร้าง "ความยั่งยืน" ให้แก่ระบบ โดยการตรากฎหมายให้มี "ระบบประกันการดูแลระยะยาว" (Long-term Care Insurance System) เมื่อปี2543 และพบว่ากลุ่มคนสูงอายุที่อายุมากกว่า 75 ปี เป็นกลุ่มที่ต้องการการดูแลสุขภาพและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงเริ่มมี "ระบบประกันสุขภาพสำหรับผู้มีอายุเกิน 75 ปี" (Health Insurance System for the aged over 75)เมื่อพ.ศ. 2551............. ญี่ปุ่นเพิ่งฉลองครบรอบ 50 ปี ระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า เมื่อปี2554 นี้เอง............... ปัจจุบันญี่ปุ่นมีระบบประกันสุขภาพแก่ประชากรกลุ่มต่างๆ แบ่งเป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆได้แก่................ หนึ่งระบบประกันสุขภาพผู้มีอายุสูงเกิน75 ปี ครอบคลุมประชากร 15 ล้านคน มี"องค์กร" หรือ "กองทุน" ดูแล 47 แห่ง ใน47 จังหวัด............ ญี่ปุ่นเรียก "จังหวัด" ในภาษาอังกฤษว่าPrefecture ไม่เรียกว่า Province อย่างบ้านเรา โดยจังหวัดของญี่ปุ่น เกิดจากเดิมญี่ปุ่นแยกเป็นแคว้นอิสระราว 300 แคว้น เมื่อมีการปฏิรูปสมัยเมจิได้มีการรวมกลุ่มแคว้นเล็กๆ เป็นกลุ่มๆ เข้าเป็นกลุ่มละหนึ่งจังหวัดเพื่อให้มีขนาดพอเหมาะในการปกครองและบริหารจัดการระยะแรกปรับลดเหลือ 75 "จังหวัด" ในปี 2431 และในที่สุดได้ปรับลงอีกจนเหลือ 47 จังหวัด จังหวัดเหล่านี้มีอำนาจอิสระระดับหนึ่ง ไม่ขึ้นตรงทั้งหมดกับส่วนกลางจึงไม่เรียกว่า Province ขณะเดียวกันก็ไม่เป็นอิสระมากเท่ามลรัฐในสหรัฐ จึงไม่เรียก State แต่เรียกว่า Prefecture ปัจจุบันแต่ละจังหวัดจะเลือกผู้ว่าการของตนเอง และมีสภาจังหวัดเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและตรวจสอบถ่วงดุล เมื่อเกือบสี่สิบปีมาแล้วผู้เขียนไปเยือนญี่ปุ่นครั้งแรก มีโอกาสไปพบสมาชิกสภาจังหวัดท่านหนึ่งที่บ้าน ตอนไปเข้าห้องน้ำหลังบ้านพบเจ้าหน้าที่ 2 คน กำลังยุ่งอยู่กับเอกสารกองโตทราบต่อมาว่าทั้งสองคนเป็นเลขานุการกำลังเตรียมข้อมูลให้สมาชิกสภาจังหวัดอภิปรายในสภาวันรุ่งขึ้น............. ญี่ปุ่นมีระบบการปกครองคล้ายคลึงกับประเทศเจริญแล้วอย่างอังกฤษ กล่าวคือ มีแต่การบริหารส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเท่านั้น ไม่มีส่วนภูมิภาคอย่างของเรา ระบบการปกครองส่วนภูมิภาคบ้านเรานั้น แท้จริงแล้วเลียนแบบมาจากระบบที่อังกฤษใช้ปกครองเมืองขึ้น นั่นคือการแต่งตั้ง "ผู้ว่าราชการ" อาณานิคมอย่างอินเดีย สิงคโปร์ ขึ้นต่อกรุงลอนดอนเหมือนที่ปัจจุบันผู้ว่าราชการจังหวัดต้องฟังคำสั่งจากกรุงเทพฯ คือ มหาดไทยเป็นหลัก จึงมักไม่สามารถตอบสนองและแก้ปัญหาของประชาชนในท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง.............. ระบบประกันสุขภาพผู้มีอายุเกิน 75 ปีครอบคลุมประชากรเพียง 15 ล้านคน แต่มีค่าใช้จ่ายถึง 13 ล้านล้านเยน ในปีงบประมาณ2556 ............. สอง"ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ" ทำหน้าที่ดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ผู้รับบำนาญ และผู้ทำงาน "บางเวลา" ครอบคลุมประชากรราว 38 ล้านคน มีกองทุนต่างๆดูแลอยู่ราว 1,800 กองทุน มีค่าใช้จ่ายราว 10 ล้านล้านเยน ............. สาม"สมาคมประกันสุขภาพญี่ปุ่น"(Japan Health Insurance Association)ดูแลพนักงานในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครอบคลุมประชากรราว 35 ล้านคนเป็นกองทุนขนาดใหญ่กองทุนเดียว ค่าใช้จ่ายประมาณ 5 ล้านล้านเยน ............ สี่"สมาคมประกันสุขภาพ" (Health Insurance Societies) ดูแลพนักงานในบริษัทขนาดใหญ่ ครอบคลุมประชากรราว 30 ล้านคน ประกอบด้วยกองทุนราว 1,400 กองทุน .............. ห้า"สมาคมสิทธิประโยชน์" (Benefit Societies) ดูแลข้าราชการและครอบครัวราว9 ล้านคน มี 85 กองทุน ค่าใช้จ่ายในกลุ่มที่สี่และห้ารวมราว 5 ล้านล้านเยน ............... รวม 5 กลุ่ม มีกองทุนขนาดต่างๆ กันรวม 4,033 กองทุน ค่าใช้จ่ายรวมทั้งหมดประมาณ 34 ล้านล้านเยน รวมกับกรณีที่มีการปรับค่าใช้จ่ายของประชากรกลุ่มอายุ 65-75 ปีราว 14 ล้านคน อีกราว 6 ล้านล้านเยน รวมเป็นค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น 40 ล้านล้านเยน ในปี2556 คิดเป็นเงินไทยราว 12.8 ล้านล้านบาท(1 บาท เท่ากับ 3.126 เยน) เท่ากับ 5.7 เท่าของงบประมาณประเทศไทยในปีเดียวกัน เทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศคือ จีดีพี(GDP) เท่ากับ 9.5% ขณะที่ของสหรัฐสูงสุดถึง 17.8% เยอรมนีกับฝรั่งเศสเท่ากันคือ11.6% สหราชอาณาจักรเท่ากับสเปน คือ9.6% ของไทยประมาณ 4% ............. ญี่ปุ่นมีความภาคภูมิใจในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของตนเองมาก ประชาชนทั่วไปก็พอใจ และผู้ให้บริการคือ แพทย์พยาบาล ทันตแพทย์ และเภสัชกร เป็นต้น ก็พึงพอใจ ทั้งนี้เพราะจุดเด่น 4 ประการ คือ1) สามารถครอบคลุมประชากรได้ทั้งประเทศ2) ประชาชนสามารถเลือกไปใช้บริการที่ไหนก็ได้ตามความพึงพอใจ 3) บริการทางการแพทย์มีคุณภาพสูง โดยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายจนถือได้ว่ามีราคา "ไม่แพง" เพราะใช้งบประมาณเพียง 9.5% ของจีดีพี 4) มาตรฐานการบริการถือเป็น "มาตรฐานเดียว" ทั่วประเทศ โดยรัฐมีการใช้งบประมาณจากภาษีอากรสนับสนุน (Subsidy) เพื่อให้สามารถครอบคลุมประชากรได้ถ้วนหน้า ทั้งนี้ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมจ่ายตามกำลังความสามารถ คือจ่าย "เบี้ยประกัน" (Premium)และร่วมจ่ายเมื่อไปใช้บริการ(Copayment)โดยร่วมจ่ายตามสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 10-30 และมีเพดานการร่วมจ่ายแต่ละครั้ง ซึ่งมีรายละเอียดที่จะได้กล่าวถึงต่อไป . .............. ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 10 ธันวาคม 2556 https://www.hfocus.org/content/2013/12/5750
อย่าแกล้งโง่ • 2019-01-12, 20:22
รื่องจริงจากประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ได้รับการพัฒนามาอย่างยาวนามาเกือบ 60 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 และน่าจะเป็นต้นแบบของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดีที่สุดในเอเซีย คือประเทศญี่ปุ่น................... "โรงพยาบาลและคลินิกของญี่ปุ่นราวร้อยละ 80 เป็นของเอกชน โดยส่วนใหญ่เป็นขององค์กรที่ไม่แสวงหากำไร (Non-profit Organization) หรือเป็น ธุรกิจครอบครัว (Family Business) ................. ญี่ปุ่นต่างจากไทยในข้อสำคัญ คือ ไม่ยอมให้โรงพยาบาลเข้าตลาดหุ้นเพื่อป้องกันการ"แสวงหากำไรสูงสุด" ....... .....คนญี่ปุ่นจะไปใช้บริการโรงพยาบาลในอัตรามากกว่าคนไทยกว่า 3 เท่า แต่โรงพยาบาลก็ยังเป็นที่ "สัปปายะ" ไม่แออัด ............... .....อัตราครองเตียงร้อยละ 86 อัตราครองเตียงดังกล่าวแสดงว่า มีการใช้บริการอย่างมีประสิทธิภาพและไม่มีปัญหาเรื่องความแออัดจนคนไข้ล้นมาอยู่ตามระเบียง จนถึงหน้าบันไดหรือทางเชื่อมระหว่างอาคารเหมือนโรงพยาบาลต่างจังหวัดจำนวนมากในบ้านเรา..... และเมื่อมีความจำเป็นฉุกเฉินก็มีบริการขนส่งทางอากาศรองรับอย่างดี." ............ เครดิต ที่มา: https://www.hfocus.org/content/2013/12/5909

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกยังมีอยู่
1 วัน 16 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ทางเลือกยังมีอยู่
1 วัน 16 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน