มุมมอง NEW GEN พรรคการเมือง ประชันนโยบายเด็กเยาวชน-ปิดเทอมสร้างสรรค์

5 นักการเมืองรุ่นใหม่ ประชันนโยบายเด็กเยาวชน ด้านสภาเด็กฯ ประกาศเจตนารมณ์ต้อง “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” โพลล์ชี้โจ๋ไทย 42% อยากให้รัฐบาลใหม่ เร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กมากที่สุด พร้อมขอช่วยเปิดพื้นที่เรียนรู้ “ปิดเทอมสร้างสรรค์”

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2562 ณ ลานกิจกรรมชั้น LG สยามสแควร์วัน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดเวทีแสดงนโยบายด้านเด็ก และเยาวชน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ “มุมมอง NEW GEN พรรคการเมือง กับเรื่องปิดเทอมสร้างสรรค์” โดยมีผู้แทนกลุ่มคนรุ่นใหม่ของพรรคการเมืองร่วมแสดงวิสัยทัศน์ ประกอบด้วย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย, ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง ผู้สมัคร ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค พรรคอนาคตใหม่, น.ส.เยาวภา บุรพลชัย ผู้สมัคร ส.ส.พรรคชาติพัฒนา

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์

โดย ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ เกิดขึ้นเพราะเชื่อในศักยภาพของเด็กและเยาวชน ที่เป็นพลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติ จึงร่วมกับภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม รวมกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ ให้เด็กเยาวชน เข้าถึง รวมถึงตำแหน่งงานตามความสนใจ ผ่าน www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.Com หรือ Happyschoolbreak.com เพื่อ ให้เด็กเยาวชนใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียน มาเปิดโลกการเรียนรู้ ค้นหาตัวตน สร้างเสริมศักยภาพ เตรียมความพร้อม และพัฒนาทักษะในทุกด้าน

“ผลสำรวจของยูรีพอร์ต ที่สำรวจเด็กและเยาวชน 1,882 คน พบ เกือบครึ่งรู้สึกว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ไม่ปลอดภัย และ 35% เห็นว่าชุมชนที่ตนอาศัยอยู่มีพื้นที่สร้างสรรค์น้อย โดยเยาวชน 12% ไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมในพื้นที่และสื่อสร้างสรรค์ เนื่องจากไม่ทราบช่องทางการเข้าถึง ทั้งนี้ข้อเสนอของเยาวชน 42% อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างพื้นที่ปลอดภัยแก่เด็ก และเยาวชนมากที่สุด จึงเป็นที่มาของการจัดเวทีครั้งนี้ เพื่อส่งต่อข้อมูล สะท้อนความคิดเห็น ขณะเดียวกันได้รับฟังแนวคิดนโยบายของผู้สมัครทั้ง 5 ท่าน ที่จะนำความคิด ความเห็นไปแปลงเปลี่ยนเป็นนโยบาย และทำให้คำว่า “นโยบาย” เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้จริง” ดร.สุปรีดา กล่าว

น.ส.ศิริโชค เทพมณี และนายธีระศักดิ์ เพ็งยิ้ม

ด้าน นายธีระศักดิ์ เพ็งยิ้ม ผู้ช่วยประธานสภาพเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และ น.ส.ศิริโชค เทพมณี สมาชิกสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเครือข่ายเยาวชน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ “แสดงพลังเด็กเยาวชน เพื่อร่วมสร้างสรรค์ประเทศไทย” ว่า สภาเด็กและเยาวชนฯ เป็นศูนย์กลางในการเคลื่อนงานด้านเด็กเยาวชนในทุกพื้นที่ 8,780 แห่งทั่วประเทศ ดังนั้นขอให้พรรคการเมืองที่เข้ามาบริหารและมีอำนาจกำหนดนโยบายในอนาคต ตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชน เปิดรับการแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจ โดยมีผู้ใหญ่เป็นที่ปรึกษา ภายใต้แนวคิด “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน” รวมทั้งทำให้เรื่องของการพัฒนาเด็ก และเยาวชนเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมสนบสนุนให้เกิดกิจกรรมดีๆ ในช่วงปิดภาคเรียน เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตทุกด้าน

น.ส เยาวภา บุรพลชัย

น.ส เยาวภา บุรพลชัย พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวถึงการจัดกิจกรรม ‘ปิดเทอมสร้างสรรค์’ ว่า ต้องผลักดันค่ายเยาวชน เพราะส่วนตัวช่วงเป็นเด็กมีโอกาสไปค่ายกิจกรรมกีฬา ทำให้สร้างแรงบันดาลใจให้และสนใจเรื่องกีฬาให้กับตัวเองอย่างมาก ดังนั้น หากจัดค่ายกิจกรรมที่หลากหลายแล้วให้เด็กมีโอกาสเลือกไปค่ายตามที่สนใจไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี ศิลปะ สิ่งแวดล้อมหรืออื่น ๆ ที่ทำแล้วไม่หนัก แต่มีความรู้ หรือในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็กแว้นก็จัดให้มีสถานที่ในการแข่งและเสริมความรู้เรื่องเครื่องจักรกล เป็นต้น เชื่อว่าจะทำให้เด็กเห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่ว่าต้องเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่แย่อย่างไร ถ้าเขาเห็นคุณค่าตนเองก็จะไม่เข้าไปยุ่ง ที่สำคัญ ต้องให้หน่วยงานรัฐและเอกชนเข้ามาร่วมในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ และดึงพ่อแม่มาร่วมให้ได้ใช้เวลากับลูกด้วย

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ

ทางด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการปิดเทอมอย่างสร้างสรรค์ว่า จะต้องแยกตามความต้องการเด็กแต่ละช่วงวัย เด็กปฐมวัยและอนุบาลต้องมุ่งให้มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เข้าใจเรื่องความสามัคคี ให้มีโอกาสใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น เพิ่มสถานที่สร้างสรรค์ที่ครอบครัวจะใช้เวลาร่วมกัน และเข้าถึงพื้นที่นั้น ๆ ได้ ส่วนระดับประถมศึกษา จะต้องให้ค้นพบสิ่งที่ตัวเองชอบด้วยการเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์ให้เรียนรู้ เปลี่ยนค่านิยมจากเดิมที่คิดว่าการประสบความสำเร็จในชีวิตจะต้องเรียนเก่งให้เป็นการประสบความสำเร็จในชีวิตมีหลากหลายรูปแบบ ขึ้นกับสิ่งที่ชอบและถนัด ในพื้นที่ออนไลน์ควรส่งเสริมให้มีการผลิตสื่อที่เนื้อหาสร้างสรรค์และดึงดูดความสนใจ ส่วนในระดับมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาต้องทำให้เห็นอนาคต เช่น โครงการฝึกทำงานจริง และมีสัญญาว่าจ้างรอ

ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง

"ไม่ใช่แค่ปิดเทอมสร้างสรรค์แต่ต้องเน้นที่เวลาว่างสร้างสรรค์ที่สามารถจัดให้มีได้ทุกวันและทำอย่างต่อเนื่อง ให้เด็กเลือกทำกิจกรรมตามที่ชอบ” ดร.ไกรเสริม โตทับเที่ยง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) บอกเล่าถึงความสำคัญของปิดเทอมสร้างสรรค์ว่า ต้องเปิดโอกาสให้เด็กรับรู้ว่ามีพื้นที่ที่เขาสามารถไปทำกิจกรรมที่สนใจที่ไหนบ้าง ซึ่งพปชร.จะสนับสนุนให้พื้นที่ในกทม.มี 50 สวนสาธารณะที่พร้อมให้เด็กไปทำกิจกรรม และ 50 พื้นที่สร้างสรรค์ ส่วนในกลุ่มเด็กโตขึ้นจัดกิจกรรม เช่น จิตสาธารณะ ฝึกงาน เรียนรู้สตาร์ทอัพต่าง ๆ เป็นต้น

นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส

ขณะที่ นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงช่วงปิดเทอมในต่างประเทศ ที่เมื่อเด็กมีเวลาว่างจะไปพิพิธภัณฑ์ศิลปะต่าง ๆ หรือหากสนใจดนตรีก็จะไปดูคอนเสิร์ต แต่สิ่งเหล่านี้ขาดไปในสังคมไทย จึงต้องการที่จะส่งเสริมให้มีศูนย์การเรียนรู้ที่ตรงกับสิ่งที่ต้องการและไม่มีสอนในร.ร. เช่น การแสดง การเต้น โดยให้ใช้พื้นที่ของร.ร.ในการสอนสิ่งเหล่านี้ในวันเสาร์-อาทิตย์และให้เด็กเลือกเรียนได้ตามที่สนใจ และภาครัฐควรจัดประกวดสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่อสร้างความภาคภูมิใจให้กับเด็กโดยไม่ต้องรอให้ภาคเอกชนดำเนินการ

น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ

น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงช่วงเวลาปิดเทอมว่า ควรมีพื้นที่สร้างสรรค์ที่หลากหลายและเข้าถึงทุกกลุ่มอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดสรรงบประมาณและออกแบบพื้นที่สร้างสรรค์ของตนเอง ให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่และตามช่วงวัย เช่น เด็กเล็กอาจให้มีสนามเด็กเล่น เด็กโตอาจมีห้องสมุดที่เป็นพื้นที่จัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างหลากหลาย ช่วงม.ต้นอาจมีกิจกรรมแนะแนวอาชีพเพื่อให้ค้นพบตัวเอง โดยอาจจะให้เด็กไปเข้าร่วมฝึกฝนอาชีพที่สนใจเป็นเวลา 1 วัน เพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของอาชีพนั้น ๆ

Comments

ตายคาช่องคลอด • 2019-03-11, 17:01
ไม่มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กไทยหรอกครับ แม้แต่ในโรงพยาบาลของรัฐ มีหมอ มีพยาบาล ก็ยังไม่รอด .............................................................................................................................................................................. *****ปัญหาซุกใต้พรม! ปม รพ.ทำคลอดเด็กตาย เหตุร้องเรียนอันดับ 1 ทั่วโลก!***** บีบหัวใจคนเป็นพ่อเป็นแม่! ทีมแพทย์ รพ.ย่านปทุมฯ ทำคลอดลูกเสียชีวิต สภาพศพหูฉีก-คอเขียว! ด้าน รพ.ส่งตัวแทนเยี่ยมใส่ซองให้ 1 หมื่นแลกชีวิตลูก คุณพ่อตั้งข้อสังเกตลูกหนัก 3,800 กรัม ทำไมปล่อยให้คลอดเอง! พร้อมตั้งคำถามย้ายภรรยาจาก รพ.มาอีก รพ.ทั้งที่ลูกยังคาอยู่ที่ปากช่องคลอดเป็นเรื่องปกติหรือ!? ปธ.เครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์แนะคุณพ่อคุณแม่ผู้สูญเสียลูกรีบยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาสูงสุด 4 แสน! ชี้ปม รพ.ทำคลอดเด็กตายเหตุร้องเรียนอันดับ 1 ทั่วโลก! ............ ลูกตาย ใครผิด!? ............ เศร้าเกินบรรยาย! พ่อแม่สูญเสียลูกคนแรกของชีวิต เเละเป็นลูกชายที่เฝ้ารอ ทะนุถนอมมาอย่างดี เพื่อรอวันคลอดลืมตาดูโลก แต่สุดท้าย วันเกิดกลับกลายเป็นวันตายของลูก! ............... บัวขาว ปราณีดุจศรี คุณพ่อของน้องซีวิค ทารกที่เสียชีวิตระหว่างคลอด เล่าเรื่องราวสุดเศร้าพร้อมน้ำตา ตนเองและภรรยาแต่งงานกันและอยากมีลูก กระทั่งภรรยาเกิดตั้งท้องตนเองจึงนำไปภรรยาไปฝากท้องที่ ร.พ.แพทย์รังสิต จนภรรยาตั้งท้องได้ 12 สัปดาห์ จึงให้ภรรยาลาออกจากงานประจำเพื่อมาอยู่บ้านเฉยๆ เพราะกลัวว่าภรรยาต้องทำงานหนักแล้วจะแท้งลูก จนกระทั่งประกันสังคมขาดจึงดำเนินเรื่องทำบัตรทอง 30 บาท โดยมีต้นสังกัดอยู่ที่ รพ.ประชาธิปัตย์ ............. จนวันที่ 6 มีนาคม 2562 เวลาประมาณ 10.00 น.ภรรยาเกิดเจ็บท้องน้ำเดินตนเองจึงนำไปส่งที่ รพ.ลำลูกกา เพราะอยู่ใกล้บ้านแต่เมื่อเดินทางไปถึงแล้วพยาบาลได้ทำการเช็คสิทธิ์ และตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าต้นสังกัดอยู่ที่โรงพยาบาลประชาธิปัตย์ ประกอบกับปากมดลูกเปิดอยู่ที่ 2 เซนติเมตร จึงรีบให้ตนเองพาภรรยาไปที่ รพ.ต้นสังกัดเพราะยังอยู่ในช่วงที่ปลอดภัย ................... ตนเองจึงเดินทางมาถึงในเวลาประมาณ 11.00 น.โดยเมื่อมาถึงพยาบาลได้นำภรรยาเข้าห้องคลอดไป โดยให้ตนเองเฝ้าหน้าห้องและพยาบาลก็ออกมาบอกตลอดเวลาว่าช่องคลอดเปิดกี่เซนติเมตร และแม่ของเด็กมีน้ำตาลในเลือดสูงเด็กตัวโต “อาจจะคลอดยากหน่อยนะคุณพ่อ” .............. กระทั่งเวลาผ่านไปเนิ่นนานจนเวลา 22.00 น. ภรรยาตนเองปวดท้องหนัก หายใจไม่ออกจึงร้องขอให้พยาบาลเรียกตนเองเข้าไปหา เมื่อตนเองเดินไปพบภรรยาที่นอนอยู่บนเตียงภรรยาจึงบอกให้ทราบว่า อุปกรณ์ที่ให้ออกซิเจนซึ่งปิดจมูกอยู่นั้นอ๊อกซิเจนไม่ออกมาประมาณ 20 นาทีแล้ว ตนเองจึงลองนำมาครอบจมูกตนเองก็พบว่า ไม่มีอ๊อกซิเจนออกมาจึงไปแจ้งพยาบาล จนนำอ๊อกซิเจนมาเปลี่ยนให้ ............. จากนั้นเวลา 23.00 น. พยาบาลได้พาภรรยาตนเองเข้าไปในห้องทำคลอด เพื่อทำคลอดก่อนจะให้ตนเองออกมารอหน้าห้องคลอด กระทั่งเวลา 01.00 น.ของอีกวันหนึ่งพยาบาลออกมาบอกตนเองว่า คุณพ่อทำใจนะลูกไม่ค่อยดีนะ ก่อนที่พยาบาลอีกคนตะโกนให้ รปภ.ไปตามหมอ ไม่ถึง 10 นาทีหมอก็มา ................. “ผมรู้ว่าเกิดความผิดปกติขึ้นเลยรีบวิ่งตามหมอเข้าไปติดๆ หมอและทีมทำคลอดก็ถามว่าผมเป็นใครเข้ามาได้ยังไง ผมบอกว่าผมเป็นพ่อของเด็ก และสิ่งที่ผมเห็นก็คือคนที่ทำคลอดลูกผม ไม่ใช่หมอแต่เป็นพยาบาล พยายามทำคลอดกันเอง หมอเพิ่งเข้ามาทีหลัง และผมเห็นว่าหัวของลูกผมคาอยู่ เค้าบอกว่าให้คุณพ่อทำใจ เพราะเด็กอาการไม่ดีหัวโผล่อย่างเดียว พยาบาลพยายามดึงจนสุดความสามารถแล้ว ผมถามว่าในเมื่อเด็กตัวใหญ่ทำไมถึงไม่ผ่าคลอดเขาบอกว่าที่โรงพยาบาลเครื่องมือและอุปกรณ์มีไม่ครบ” ............ จนเวลาผ่านไป 20 นาที คือเวลา 01.25 น. จึงทำการเคลื่อนย้ายภรรยาตนเองและลูกชายที่คลอดออดกมาเพียงครึ่งตัวขึ้นรถโรงพยาบาลส่งตัวไปที่ รพ.ปทุมธานี ............ คุณพ่อ เผยต่อพร้อมน้ำตาว่า เมื่อไปถึง รพ.ปทุมธานี ทีมแพทย์ได้ให้ความช่วยเหลือด้วยการใช้เครื่องดูดลูกตนเองออก ก่อนที่ทีมแพทย์จะออกมาบอกว่า กำลังช่วยชีวิตน้องอยู่หัวใจน้องไม่เต้น แต่แม่ปลอดภัย สุดท้ายลูกเสียชีวิตในเวลาต่อมา โดยตนเองคิดว่า สาเหตุการเสียชีวิตนั้นมาจากทีมทำคลอดของ รพ.ประชาธิปัตย์ กระทำการผิดพลาดลูกตนเอง ............ พร้อมตั้งคำถามลูกของตนมีน้ำหนักถึง 3,800 กรัม ทำไมไม่ผ่าคลอด เพราะเด็กลำตัวขนาดใหญ่ อีกทั้งยังเป็นลูกคนแรก ลูกตนเองต้องมาเสียชีวิตเพราะไม่สามารถคลอดออกมาได้ และการเคลื่อนย้ายภรรยาตนเองจาก รพ.หนึ่งมาอีก รพ.หนึ่งโดยที่เด็กยังคาอยู่ที่ช่องคลอดนั้นปกติหรือไม่!? .............. อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ รพ.ประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาเยียวยาโดยการมอบเงินให้ 10,000 บาท อีกทั้งไม่ได้เอ่ยปากขอโทษได้แต่แสดงความเสียใจและบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ คุณพ่อสุดอัดอั้นวอนสังคมช่วยเพราะตนเองไม่มีเงินไม่มีทองไม่มีความรู้จะไปเรียกร้องใดๆ ................... รพ.ทำคลอดเด็กตาย ปัญหาคาราคาซัง! ............. ทีมข่าว MGR Live รีบติดต่อขอความช่วยเหลือไปยัง ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ แนะคุณพ่อคุณแม่ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาสูงสุด 4 แสน ชี้กรณีเด็กเสียชีวิตจากการทำคลอดเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของความเสียหายจากการรักษาพยาบาล เป็นเหมือนกันทั่วโลก! ................ “ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจต่อความสูญเสียไปยังกับครอบครัวเพื่อนผู้เสียหายรายนี้ด้วย จากข่าว ข้อมูลที่ได้คือ เป็นหญิงท้องแรก มีโรคแทรกซ้อนคือเบาหวาน ถือว่าเป็นครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง ที่ควรได้รับการทำคลอดโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ .............. กรณีนี้มีหลายโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ต้องนำเวชระเบียนของทุกโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องมาให้แพทย์ที่ปรึกษาของเครือข่ายฯ ช่วยดูให้ว่า เกิดความผิดพลาดตรงจุดไหน อย่างไร .............. ตามข่าว ข้อมูลที่ยังขาดไปคือข้อมูลจากโรงพยาบาลแรกที่ฝากครรภ์ ว่าระหว่างฝากครรภ์ไปพบหมอตามนัดอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ แม่และเด็กเป็นอย่างไร มีโรคอะไรแทรกหรือไม่ แพทย์ได้เตือนให้ระมัดระวังอย่างไร และครรภ์ครอบกำหนดคลอดเมื่อไหร่ นัดทำคลอดเมื่อไหร่ ด้วยวิธีอะไร ที่สำคัญคือเมื่อเปลี่ยนสิทธิเป็นบัตรทอง ได้ไปพบแพทย์ที่ รพ.ประชาธิปัตย์หรือไม่ ............ อย่างไรก็ตาม แม่และเด็กใช้สิทธิ์บัตรทอง มีสิทธิยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นตามมาตรา 41 ของ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งมีเพดานการเยียวยาสูงสุดกรณีเสียชีวิตหรือทุพพลภาพถาวรคือ 4 แสนบาท ทราบผลภายใน 90 วันหลังยื่นคำร้อง ............ จึงอยากให้ทางครอบครัวไปยื่นคำร้องเอาไว้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี หรือทางตรงพยาบาลประชาธิปัตย์จะยื่นให้ก็ได้” ............ ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ กล่าวต่อว่า จากการรับเรื่องร้องเรียนมายาวนาน 17 ปี พบว่าสาเหตุการเสียชีวิตและพิการจากการทำคลอดนั้น เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของความเสียหายจากการรักษาพยาบาล ซึ่งเป็นเหมือนกันทุกประเทศทั่วโลก ............... ทางกระทรวงสาธารณสุขของไทยจึงร่วมกับองค์การอนามัยโลก ประกาศนโยบาย Patient For Patient Safety เมื่อเดือนสิงหาคม 2557 เพื่อนำเหตุไม่พึงประสงค์เหล่านั้นไปพัฒนาระบบป้องกันเหตุการณ์ซ้ำ เพื่อลดจำนวนคนเจ็บคนเสียชีวิตจากเหตุไม่พึงประสงค์ เพื่อรักษาชีวิตคนไข้ไทยให้ปลอดภัย https://mgronline.com/live/detail/9620000024053

ข่าวล่าสุด

กลับด้านบน