พบผู้สูงอายุไทยถูกละเมิดสิทธิ ส่วนใหญ่ลูกหลานคนใกล้ชิดหลอกลวง เผชิญความรุนแรงทางจิตใจ

สสส.ดัน “ผู้พิทักษ์” คุ้มครองผู้สูงอายุ เป็นของขวัญวันผู้สูงอายุแห่งชาติ เร่งพัฒนากลไกเฝ้าระวังผู้สูงอายุกลุ่มเสี่ยงถูกละเมิดสิทธิครอบคลุมทุกพื้นที่ หลังวิจัยพบผู้สูงอายุไทยถูกละเมิดสิทธิ์ เผชิญความรุนแรงทางจิตใจมากสุด ถูกทอดทิ้งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อึ้งส่วนใหญ่ลูกหลานคนใกล้ชิดหลอกลวง

นางภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลประกาศให้วันที่ 13 เมษายน ของทุกปี เป็น “วันผู้สูงอายุแห่งชาติ” ภายใต้ธีม “ก้ม กราบ กอด: สังคมผู้สูงอายุไร้ความรุนแรง” แต่กลับพบว่าสถานการณ์ความรุนแรงและละเมิดสิทธิผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจากสํานักงานตํารวจแห่งชาติ คดีอาญาตั้งแต่ปี 2544-2558 พบว่าผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป มีคดีอาญาเรื่องฉ้อโกงทรัพย์สิน ลักทรัพย์และปล้นทรัพย์ เพิ่มขึ้นเป็นลําดับ จากปี 2548 มี จํานวนผู้เสียหาย 73 ราย เพิ่มขึ้นเป็น 243 รายในปี 2549 และเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในปี 2558 มีผู้เสียหายจํานวน 703 ราย สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงในการถูกละเมิดสิทธิมากคือผู้สูงอายุที่อยู่คนเดียว ไม่มีลูกหลาน หรือไม่มีครอบครัว มีความเจ็บป่วย ต้องการพึ่งพาผู้อื่น ช่วยเหลือตัวเองได้ไม่เต็มที่

สสส.ได้สนับสนุนมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการคุ้มครองพิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุใน 6 ประเด็นสำคัญโดยมีข้อค้นพบในการพัฒนากฎหมาย กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครอง พิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุทั้งด้านร่างกาย และการดูแลทรัพย์สินของผู้สูงอายุ ตลอดจนบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะหนุนเสริมการดูแล พิทักษ์สิทธิผู้สูงอายุ รวมทั้งได้ข้อเสนอแนวทางดำเนินการคุ้มครอง พิทักษ์ผู้สูงอายุโดยการพัฒนากลไกเฝ้าระวังผู้สูงอายุที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือกลุ่มเสี่ยงอย่างครอบคลุมทุกพื้นที่ การสร้างเครือข่ายภาคประชาสังคม รวมคนทุกกลุ่มวัย ตลอดจนชมรมผู้สูงอายุ สร้างความเข้มแข็ง พัฒนาศักยภาพ ซึ่งถือเป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับระเบียบวาระแห่งชาติ เรื่อง สังคมผู้สูงอายุ ภายใต้มาตรการการสร้างระบบคุ้มครองและสวัสดิการผู้สูงอายุ ซึ่ง กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ

“สสส.และภาคีเครือข่าย ได้เสนอข้อมูลและข้อเสนอเชิงนโยบายนี้ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณาดำเนินการขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นของขวัญให้ผู้สูงอายุและรองรับสังคมสูงอายุของประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการสื่อสารสร้างความเข้าใจกับสังคมในประเด็นสถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ เพื่อช่วยกันสอดส่อง ดูแล และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหากพบการกระทำความรุนแรง และละเมิดสิทธิผู้สูงอายุให้ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ผู้สูงอายุได้รับการคุ้มครองและพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างและภัย มีศักดิ์ศรี เป็นพลังให้สังคม” นางภรณีกล่าว

รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา

รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา อาจารย์ประจำคณะพยายาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า จากการศึกษาสถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับความรุนแรงและการละเมิดสิทธิต่อผู้สูงอายุในบริบทของสังคมไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2551 - 2559 พบว่า ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิต่อผู้สูงอายุ ที่พบมากที่สุดยังคงเป็นเรื่องการกระทำรุนแรงทางด้านจิตใจ รองลงมาคือ การทอดทิ้งละเลย ไม่ดูแล หรือให้การดูแลไม่เหมาะสม ในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย หรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย ตามด้วยการเอาประโยชน์ด้านทรัพย์สินเงินทอง หลอกลวง ในส่วนการถูกกระทำรุนแรงทางจิตใจ พบบ่อยที่สุดในชุมชน เพราะกระทบกระทั่ง สื่อสารที่ไม่เข้าใจกัน ปัญหาสัมพันธภาพระหว่างผู้สูงอายุและบุตรหลาน หรือบุคคลในครอบครัวทำให้ผู้สูงอายุเสียใจ น้อยใจ โกรธ โมโห เนื่องจากผู้สูงอายุรู้สึกหรือรับรู้ว่าบุตรหลานไม่เชื่อฟัง พูดไม่ดี บ่น เถียง ด่า หรือไม่ได้ดั่งใจ ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกตนเองด้อยค่า เป็นภาระกับลูกหลาน รวมไปถึงการมีปฏิกริยาโต้ตอบ มีปากเสียง ทะเลาะกัน ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาความรุนแรงด้านอื่น เช่น การการทอดทิ้ง การที่ผู้สูงอายุอยู่กับครอบครัวไม่ได้ ไปจนถึงการทำร้ายทางร่างกาย

รศ.ดร.จิราพร กล่าวอีกว่า สำหรับการทอดทิ้งละเลย การดูแลไม่เหมาะสม หรืออยู่ตัวคนเดียวไม่มีผู้ดูแล มีแนวโน้มที่จะรุนแรงและเพิ่มขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ มีภาวะสมองเสื่อม หรือการขาดผู้ดูแลหรือครอบครัวไม่สามารถดูแลผู้สูงอายุได้ ส่วนการกระทำรุนแรงโดยการเอาประโยชน์ด้านทรัพย์สินของผู้สูงอายุ มีตั้งแต่การให้ผู้สูงอายุยกทรัพย์สินให้ เมื่อได้ทรัพย์สมบัติแล้วก็ทอดทิ้งไม่ดูแล จนไปถึงการข่มขู่เอาทรัพย์สินจากผู้สูงอายุ หรือการหลอกลวงให้ผู้สูงอายุทำธุรกรรมการเงิน ให้ค้ำประกันการกู้ยืมเงินและเชิดหนี ทิ้งให้ผู้สูงอายุต้องรับภาระชดใช้หนี้แทน ส่วนใหญ่เป็นการกระทำจากบุคคลใกล้ชิด ได้แก่ บุตรหลาน บุคคลในครอบครัว หรือคนที่คุ้นเคยรู้จักกับผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ยังพบผู้สูงอายุที่ถูกกระทำความรุนแรงทางด้านร่างกาย ได้แก่ การทุบตี ชกต่อย การทำร้ายร่างกายผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เกิดจากบุตรหลานหรือบุคคลในครอบครัวที่ เมาสุรา ติดสารเสพติด หรือมีปัญหาสุขภาพจิต ที่น่าตกใจคือพบผู้สูงอายุหญิงถูกล่วงละเมิดทางเพศหรือคุกคามทางเพศ โดยผู้กระทำความรุนแรงมีทั้งบุคคลในครอบครัวซึ่งส่วนใหญ่ ได้แก่ หลาน รวมทั้งเกิดจากบุคคลนอกครอบครัว ผู้ก่อเหตุแทบทุกรายให้เหตุผลว่า เมาสุราหรือสารเสพติด และเห็นว่าผู้สูงอายุหญิงอยู่ตัวคนเดียวไม่สามารถป้องกันตนเองได้ ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่จะเลือกลงมือกระทำต่อเหยื่อซึ่งอ่อนแอ หรือไม่กล้ามีปากมีเสียง

รศ.ดร.สมพร รุ่งเรืองกลกิจ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.ขอนแก่น กล่าวว่า ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องปกติ หรือเรื่องส่วนตัว ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุยังมีการปกปิดซ่อนเร้นอีกจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหญิงมีความเสี่ยงต่อการได้รับความรุนแรงจากคู่สมรส แต่ไม่เปิดเผยว่าได้รับความรุนแรงหรือคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความรุนแรง เช่น คำพูดที่ทำให้รู้สึกด้อยค่า ถูกบังคับให้มีเพศสัมพันธ์ แต่ไม่เปิดเผยว่าได้รับความรุนแรงจากครอบครัว เพราะอายและไม่ต้องการให้เกิดปัญหากับลูกหลาน ครอบครัว ดังนั้น การแก้ปัญหาโดยเฉพาะด้านสวัสดิการและการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ควรส่งเสริมให้ผู้สูงอายุหญิงสามารถทำงานมีรายได้เป็นของตัวเอง เข้าใจธุรกรรมการเงินที่ตนเองทำ และพิจารณาปัจจัยแวดล้อมเฉพาะราย เช่น ผู้สูงอายุอยู่คนเดียว ผู้สูงอายุยากจนเลี้ยงลูกตามลำพังครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยว

Comments

ทำดีกว่าพูด • 2019-04-12, 11:50
บุญกุศลยิ่งใหญ่!! เปิดแล้ว "บ้านแห่งความสุข" จากเงินส่วนตัว "บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์" ร่วมผู้มีจิตศรัทธา สร้างเพื่อไว้ดูแลคนชราถูกทอดทิ้ง! ............................................................................................................................................................................... เป็นศิลปินนักแสดงคนหนึ่งและคนสำคัญที่อุทิศตนทำเการกุศลอย่างจริงจังและมุ่งมั่นมานานต่อเนื่องกว่า 30 ปีเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน ทั้งในฐานะอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูและจิตอาสาช่วยเหลือผู้ป่วย คนชรา ที่ต้องใช้เงินส่วนตัวรวมกับเงินบริจาคหลายแสนบาทต่อเดือนในการจัดหายารักษาโรคและอาหารดูแลคนเหล่านั้น จนวันหนึ่งก็มีข่าวว่า “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ตัดสินใจควักเงินจากน้ำพักน้ำแรงที่สั่งสมมาตั้งต้นเป็นยอดธารน้ำใจเพื่อจัดสร้างบ้านพักดูแลคนชราที่ถูกทอดทิ้งอย่างเป็นจริงเป็นจัง ก่อนที่จะผู้มีจิตศรัทธาแสดงเจตนาเข้าร่วมบุญอย่างอย่างต่อเนื่อง ................... โดยข้อมูลหนึ่งที่ปรากฏเป็นข่าวก่อนหน้า ก็คือบ้านพักคนชราดังกล่าวจะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “บ้านแห่งความสุข” โดยการรวบรวมเงินทุนส่วนตัวและเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาและน้ำใจจากคนในสังคม มาดำเนินการจัดสร้างบนพื้นที่ 1 ไร่ ใน ต.ไทรใหญ่ อ.ไทรน้อย จ. นนทบุรี โดย “บิณฑ์” แสดงเจตนาจะให้เป็นพื้นที่นี้เป็นสถานพักพิงอย่างมีความสุขในบั้นปลายชีวิตของคนชราและผู้สูงอายุ ประมาณ 20 คน ที่ถูกทอดทิ้งให้ใช้ชีวิตตามลำพัง ไม่มีลูกหลานหรือญาติพี่น้องจะพึ่งพึงได้ และเป็นการดูแลอย่างดีที่มีทั้งห้องพยาบาล เตียงนอน และสิ่งอำนวยความสะดวกตามสมควร รวมถึงผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด ...................... ล่าสุด ในเพจเฟซบุ๊กของ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ได้มีการโพสต์คลิปรายงานความคืบหน้าการดำเนินการ “บ้านแห่งความสุข” โดยเฉพาะการเริ่มต้นนำคนชราเข้ามาพักอาศัยในสถานที่ดังกล่าว ตามข้อมูลการรายงานที่ปรากฏเป็นคลิปจากคำบอกเล่าของพระเอกใจบุญ และความรู้สึกของผู้ชราภาพที่ได้รับโอกาสสำคัญในชีวิต จากน้ำจิตน้ำใจของผู้มีจิตศรัทธาที่จะร่วมกุศลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา https://www.tnews.co.th/contents/435715
ทำ!ดีกว่าพูด • 2019-04-19, 10:22
"หนุ่มศรีสะเกษใจบุญ! อุทิศชีวิตเอาบ้านเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียงไร้ญาติยากไร้ ไม่หวังสิ่งตอบแทน "............................................................................................................................................................................. ศรีสะเกษ- พบหนุ่มศรีสะเกษใจบุญอุทิศชีวิตช่วยเหลือผู้ป่วยติดเตียงไร้ญาติและยากไร้ เอาบ้านตนเองเป็นศูนย์ที่พักดูแลผู้ป่วยร่วม 10 คน โดยไม่มุ่งหวังสิ่งตอบแทน ขณะพัฒนาสังคมฯ จ.ศรีสะเกษเตรียมลงไปตรวจสอบและหาทางช่วยเหลือผู้ป่วย วันนี้ ( 19 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 122 หมู่ที่ 6 ต.ทุ่ม อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ เนื่องจากมีข่าวแพร่กระจายไปทั่ว จ.ศรีสะเกษ ว่า มีชายหนุ่มใจบุญได้ทุ่มเทชีวิตเปิดบ้านของตนเองจัดทำเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยติดเตียงไร้ญาติยากไร้ เมื่อไปถึงได้พบว่า ลักษณะของบ้านเป็นบ้านปูนชั้นเดียว หลังคามุงสังกะสี ภายในห้องโถงติดเครื่องปรับอากาศ และมีเตียงนอนสำหรับผู้ป่วยเรียงรายอยู่ ประมาณ 10 เตียง ได้พบกับ นายนัฐพงศ์ ประศรีพัฒน์ อายุ 26 ปี ชายหนุ่มใจบุญ กำลังวุ่นอยู่กับการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วยติดเตียง ซึ่งนอนพักรักษาตัวอยู่ภายในบ้าน มีผู้ป่วยอยู่จำนวนทั้งสิ้น 9 คน และได้มีผู้เสียชีวิตไปเมื่อประมาณ 3 วันที่ผ่านมา 1 ราย คงเหลือผู้ป่วยอยู่ขณะนี้ จำนวน 8 คน ซึ่งเป็นผู้ป่วยติดเตียงไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ .............. นายนัฐพงศ์ เล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังด้วยใบหน้าที่มีความสุขว่า ก่อนหน้านี้ตนประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ประเภทตู้เติมเงินโทรศัพท์ ต่อมาได้ไปเรียนวิชาชีพการดูแลผู้สูงอายุและเด็ก จากสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง และต่อมา ได้พบ 2 ตายาย ซึ่งคุณยายเป็นผู้ป่วยติดเตียงมาเป็นระยะเวลานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยมีคุณตาซึ่งแก่ชราคอยดูแลตามลำพัง ไม่มีญาติ จึงได้นำสิ่งของไปมอบให้เพื่อเป็นกำลังใจ ต่อมาคุณตาได้เดินหกล้มทำให้เดินไม่ได้ ซึ่งตนเห็นแล้วเกิดความสงสาร จึงได้มีแนวคิดร่วมกันกับเพื่อนๆ ออกเงินกันเพื่อเช่าบ้านในตัวเมืองศรีสะเกษ แล้วนำตายายทั้งสองคนนี้มาดูแล เพื่อเป็นที่พักพิงของผู้ป่วยติดเตียงยากไร้ ไม่มีบ้าน ไม่มีลูกหลานหรือญาติดูแล และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พร้อมกับตั้งเพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ผู้ป่วยยากไร้ศรีสะเกษ” ขึ้นมาเพื่อเป็นศูนย์กลางในการประสานงานช่วยเหลือผู้ป่วย แต่ปรากฏว่า ได้มีชาวบ้านพากันรวมกลุ่มขับไล่ สุดท้ายตนจึงได้ตัดสินใจใช้บ้านของตัวเองจัดทำเป็นที่พักพิงของผู้ป่วยติดเตียงยากไร้ ............ นายนัฐพงศ์ เล่าต่อว่า ต่อมาได้มีสถานพยาบาลหลายแห่งทราบข่าวนี้ จึงได้ติดต่อขอนำผู้ป่วยมาฝากให้ดูแล เนื่องจากแพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้แต่ไม่มีญาติมารับ ซึ่งได้นอนรอญาติที่โรงพยาบาลมานานหลายเดือนแล้ว โดยผู้ป่วยทุกรายที่ตนรับดูแลเป็นผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์ ไม่เป็นโรคร้ายแรงหรือติดเชื้อใดๆ เป็นเพียงวัยชรา พิการ อัมพฤกษ์ อัมพาต ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เท่านั้น จึงได้คิดจัดตั้งศูนย์ดังกล่าวขึ้น โดยค่าใช้จ่ายทั้งหมดตนและเพื่อนๆ เป็นผู้ดูแลรับผิดชอบเองทั้งหมด พร้อมกับประชาสัมพันธ์ขอรับบริจาคสิ่งของ ข้าวสาร อาหารแห้ง อาหารสด ผ้าอ้อมสำเร็จรูป แผ่นรองซับ ถุงมือ ผ้าปิดจมูก ถุงขยะ สิ่งของดูแลผู้ป่วยติดเตียง เตียงผู้ป่วย เครื่องออกซิเจนและอื่นๆ มีประชาชนทั่วประเทศพากันบริจาคสิ่งของมาจำนวนหนึ่งแต่ว่าไม่ได้มากมายอะไร ......... นายนัฐพงศ์ เล่าอีกว่า การที่ตนกับเพื่อน ๆ ที่มีจิตใจช่วยเหลือผู้ป่วยได้ร่วมกันจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ป่วยขึ้นมา ไม่ได้คาดหวังประโยชน์สิ่งใดจากการที่พวกตนทำอยู่ เพียงแค่ได้ดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ได้มีที่อยู่ มีคนดูแล ไม่ถูกทอดทิ้ง พวกตนก็มีความสุขแล้วที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมโลก เงินทองถ้ามีมากมายตายไปก็เอาไปไม่ได้ ซึ่งตอนนี้ตนกำลังเตรียมที่จะก่อสร้างอาคารที่พักผู้ป่วยหลังใหม่ขึ้นบนเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ เพื่อรองรับผู้ป่วยลักษณะนี้ ซึ่งในอนาคตอาจมีมากขึ้น เพื่อที่ผู้ป่วยเหล่านั้นจะได้มีที่พึ่งมีคนดูแลไม่ถูกทอดทิ้งต่อไป ด้าน น.ส.นภาพร เมฆาผ่องอำไพ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยว่า เบื้องต้นทาง สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดศรีสะเกษ ได้รับทราบข้อมูลแล้ว และได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง และตรวจสอบรายชื่อผู้ป่วยทั้งหมดที่อาศัยอยู่ในศูนย์ผู้ป่วยยากไร้ศรีสะเกษดังกล่าว ว่ามีญาติหรือไม่ หากพบว่ามีญาติจะดำเนินการส่งผู้ป่วยคืนญาติ แต่หากไม่พบว่ามีญาติ หรือญาติไม่รับกลับไปดูแล จะดำเนินการพิจารณาส่งผู้ป่วยไปอยู่ในความดูแลของศูนย์คนไร้ที่พึ่ง ใน สังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ตามขั้นตอนระเบียบข้อกฎหมายต่อไป https://mgronline.com/local/detail/9620000038001

ข่าวล่าสุด

กลับด้านบน