นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : บทบาทขององค์กรวิชาชีพในเรื่อง "กัญชาทางการแพทย์"

ท่ามกลางกระแสกัญชาในสังคมไทย มีการปั้นแต่งเชิงวิชาการให้คนหลงเชื่อว่า รักษาได้ร้อยแปดพันเก้า เอาเรื่องสารเคมี โมเลกุลโน่นนี่นั่น แล้วเคลมว่ากัญชาช่วยได้หมด ทั้งๆ ที่ในโลกแห่งการแพทย์สากล ไม่สามารถยอมรับแบบนั้นได้ เพราะการรักษาแต่ละอย่างนั้นจำเป็นต้องผ่านการพิสูจน์ตามมาตรฐานอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้แน่ใจเรื่องความปลอดภัย และประสิทธิภาพ เนื่องจากชีวิตคนทุกคนนั้นมีคุณค่า

ปัญหาหนักหน่วงตอนนี้คือ เมืองไทยมาไกลเกินกว่าจะแก้ไขสถานการณ์หรือไม่?

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจของเมืองไทยคือ องค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ไม่ค่อยได้ออกมาแถลงการณ์เรื่องการใช้กัญชากันเท่าใดนัก

คราวนี้มาดูกันว่า ต่างประเทศที่กระแสคลั่งกัญชามากมายจนกู่ไม่กลับ และล่วงหน้าเมืองไทยไปมากแล้ว องค์กรวิชาชีพเค้าทำอะไรกันบ้าง?

ที่จะยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ และตรวจสอบกันได้คือ ประเทศสหรัฐอเมริกาครับ

American Epilepsy Society ซึ่งเป็นสมาคมโรคลมชักแห่งประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ออก position statement เรื่องนี้เมื่อ 19 กุมภาพันธ์ 2019 อย่างชัดเจนว่า "การใช้กัญชาในการรักษาโรคลมชักนั้นยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้ได้"

การอ้างอิงงานวิจัยที่มีส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยแบบ anecdotal reports ทั้งนี้มีงานวิจัยที่เพียงพอแก่การอนุมัติกัญชาเป็นยาเพื่อรักษาโรคลมชักในอเมริกาที่ชื่อ Epidiolex นั้นใช้เพื่อรักษาเฉพาะโรค Lennox-Gastaut syndrome (LGS) และ Dravet syndrome เท่านั้น แต่ระบุไว้ด้วยว่า งานวิจัยที่ใช้ขออนุมัติยานี้นั้นเป็นการเปรียบเทียบกัญชากับยาหลอกเท่านั้น มิได้เปรียบเทียบกับยามาตรฐานอื่นๆ เลย นอกจากนี้ในงานวิจัยนี้ยังพบว่าการใช้กัญชาก่อให้เกิดผลข้างเคียงมากกว่ากลุ่มที่ได้ยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ และมีปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์ระหว่างกัญชากับยาอื่นด้วย

ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้กัญชาในการรักษาโรคลมชักกันแบบส่งๆ และระวังให้ดีเรื่องการซื้อกัญชามาใช้จากตลาด เพราะมีปัญหาการเจือปน ปลอม หรืออื่นๆ มากมาย และจะส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเอง

การจะตัดสินใจเพื่อใช้รักษาโรคลมชักอื่นๆ นั้น จำเป็นจะต้องได้รับการวิจัยพิสูจน์ตามมาตรฐานสากลต่อไป ไม่ใช่คิดจะใช้ก็ใช้เลยแบบที่กำลังปั่นให้เชื่อกันในสังคมไทย

American Academy of Neurology (AAN) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เป็นที่รวมกันของทั้งแพทย์ทางประสาทวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ ใหญ่กว่า American Neurology Association (ANA) ได้มีแถลงการณ์แสดงจุดยืนในปีค.ศ.2018 ว่า จำเป็นต้องมีการวิจัยระดับมาตรฐานสากลที่ได้รับการตรวจสอบจากคณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัยประจำแต่ละสถาบัน และมีการวิจัยประเมินผลจากกัญชาในระยะยาว ทั้งนี้งานวิจัยที่มีอยู่นั้น พบเพียงการใช้กัญชาในการรักษาเฉพาะโรคบางโรค เช่น Dravet syndrome เท่านั้น แต่โรคทางระบบประสาทอื่นๆ นั้นยังไม่ได้รับการพิสูจน์ ดังนั้นจึงไม่สนับสนุนให้มีการนำกัญชาไปใช้ในโรคอื่น ๆ ทั้งสิ้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ทั้งหลายเกี่ยวกับกัญชา ควรจะได้รับการตรวจสอบมาตรฐาน เพื่อให้แน่ใจว่าปลอดภัยและมีประสิทธิภาพตามที่กำหนด

American Medical Association (AMA) ซึ่งเป็นสมาคมแพทย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน หลังได้รับการร้องขอจากสมาชิกให้มีการทบทวนหลักฐานวิชาการเกี่ยวกับกัญชา ได้ข้อสรุปว่า มีโรคไม่กี่โรคเท่านั้นที่ได้รับการวิจัยพิสูจน์แล้วว่าใช้กัญชาช่วยในการรักษาได้ ทั้งนี้การจะนำกัญชาไปรักษาโรคใดๆ จำเป็นจะต้องผ่านกระบวนการวิจัยตามมาตรฐานสากล นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้รัฐควบคุมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าขายผลิตภัณฑ์กัญชาที่มิได้ผลิตโดยหน่วยงานที่ได้มาตรฐาน จำเป็นต้องระบุคำเตือนไว้อย่างชัดเจนในทุกผลิตภัณฑ์ว่า "กัญชามีความเสี่ยงสูงที่จะนำไปใช้ในทางที่ผิด" และควรมีการเก็บภาษีจากกัญชาเข้าสู่กองทุนสาธารณสุขเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการลดหรือแก้ไขผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นจากสังคม เช่น ปัญหาการเสพติด การรณรงค์ให้ความรู้เพื่อป้องกันผลกระทบจากการปลดล็อคกัญชา เป็นต้น ที่สำคัญคือ รัฐจำเป็นต้องทำการวิจัยประเมินผลกระทบต่อการสาธารณสุข การแพทย์ สังคม และเศรษฐกิจอย่างครบถ้วนรอบด้าน อย่าผลีผลามบ้าจี้ไปตามกระแสสังคมที่เรียกร้องให้เปิดเสรีกัญชา ซึ่งมักเป็นขั้นตอนต่อไปของการเคลื่อนไหวเป็นขบวนการเรียกร้องปลดล็อคกัญชา

American Academy of Pediatrics (AAP) ซึ่งเป็นที่รวมของกุมารแพทย์ในประเทศสหรัฐอเมริกา ชัดเจนในจุดยืนตั้งแต่ปีค.ศ.2015 โดยออก technical report ระบุว่า กัญชาส่งผลเสียต่อเด็กและเยาวชนทั้งร่างกาย จิตใจ และความจำ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมองในเด็กทั้งในด้านโครงสร้างของสมองและกระบวนการทำงาน การมีนโยบายปลดล็อคกัญชานั้นจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ ติดตามกำกับอย่างเข้มงวด เพื่อลดโอกาสเกิดผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน

American Psychiatric Association (APA) เป็นสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนตั้งแต่ปีค.ศ.2013 ว่า ไม่มีหลักฐานวิชาการว่ากัญชาจะมีประโยชน์ในการรักษาโรคทางจิตเวชใดๆ แต่การใช้กัญชากลับมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคจิตเวชเสียด้วยซ้ำ การจะทำการวิจัยเรื่องกัญชานั้นควรได้รับการควบคุมดูแลอย่างเข้มงวดโดยรัฐ และคำนึงถึงความเสี่ยงเรื่องการเสพติดกัญชาด้วยเสมอ ทั้งนี้การที่มีนโยบายปลดล็อคเพื่อใช้กัญชาทางการแพทย์นั้นจำเป็นต้องทำตามมาตรฐานสากล มิใช่ให้ลองกันแบบมั่วซั่วหรือเลือกปฏิบัติกันได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ให้รูกันไว้ด้วยว่า "การสูบกัญชา"นั้นไม่ใช่วิธีการรักษาที่เหมาะสม และไม่ได้รับการยอมรับ ดังนั้นหากแพทย์หรือใครก็ตามที่ไปยุยงส่งเสริม หรือให้ผู้ป่วยสูบกัญชาเพื่อรักษานั้น จะต้องรับทราบถึงความเสี่ยงต่อการปฏิบัติที่ไม่เป็นมาตรฐาน ไม่ได้รับการพิสูจน์ทางการแพทย์ และต้องรับผิดชอบผลเสียหรือผลไม่พึงประสงค์ที่นำมาสู่การฟ้องร้องต่อไปได้

ครับ...ที่เล่ามาทั้งหมดนั้นคือตัวอย่างของการแสดงบทบาทขององค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ ที่แสดงออกถึงความห่วงใยผลกระทบจากนโยบายปลดล็อคกัญชาทางการแพทย์ และเสรีกัญชาในประเทศสหรัฐอเมริกา

แทบทุกองค์กร ทั้งหมอผู้ใหญ่ หมอเด็ก จิตแพทย์ สมาคมโรคลมชัก และอีกหลายองค์กรที่ไม่ได้นำมากล่าวถึง ล้วนชี้ไปในทางเดียวกันว่า

หนึ่ง กัญชานั้นได้รับการพิสูจน์ถึงประโยชน์ในโรคไม่กี่โรคเท่านั้น และจำเป็นต้องได้รับการวิจัยอย่างเป็นขั้นตอนมาตรฐานสากลต่อไป ไม่ใช่รักษาได้ร้อยแปดพันเก้า

สอง กัญชามีผลเสีย ต่อเด็ก เยาวชน และประชาชนในสังคม ทั้งในเรื่องผลกระทบต่อร่างกาย จิตใจ สมอง ความจำ และเป็น"สิ่งเสพติด" ซึ่งหมายถึงเสพแล้วติดได้จริง ไม่ต้องไปนั่งเถียงว่าติดน้อยติดมากติดยากติดง่ายกว่าเหล้าหรือบุหรี่

สาม การวิจัยกัญชาต้องได้รับการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด เพื่อให้แน่ใจในเรื่องความปลอดภัย และประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล ไม่ใช่นึกอยากจะเอาไปลองใช้รักษาใครต่อใครก็ได้ตามใจชอบ แล้วเอารูปมาเปรียบเทียบก่อนหลังเหมือนโฆษณาลดความอ้วน

สี่ เค้าชี้ตรงกันว่า กัญชานั้นมีความเสี่ยงที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด และต้องการกลไกควบคุมที่รัดกุม

ประเทศเค้า...องค์กรวิชาชีพช่วยกันส่งเสียงเตือนและทำกันมาหลายปีแล้วนะครับ

รอองค์กรวิชาชีพในประเทศไทยครับ...ถ้ายังไม่ได้แสดงออก ผมคิดว่าควรตัดสินใจได้แล้วครับ ก่อนจะสายเกินไป ที่ผ่านมาเห็นเพียงราชวิทยาลัยจิตแพทย์ฯ เท่านั้นที่แสดงจุดยืนออกมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว 

ด้วยรักและปรารถนาดีต่อทุกคน

ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง

1. American Epilepsy Society. (http://www.aesnet.org)

2. American Academy of Neurology. (http://www.aan.com)

3. American Medical Association. (http://www.ama-assn.org)

4. American Academy of Pediatrics. (http://www.aap.org)

5. American Psychiatric Association. (http://www.psychiatry.org)

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

เหรียญอีกด้าน • 2019-05-20, 20:17
"ความจริงเรื่องกัญชาที่น้อยคนนักจะรู้จากนักวิจัยระดับเจ้าพ่อของโลก" ......................... โดย: ประสาท มีแต้ม ............................ ก่อนอื่นโปรดพิจารณาข้อความในภาพข้างต้นก่อนครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องหมายคำพูดที่ว่า “นักวิจัยที่มีความมุ่งมั่นมากกลุ่มหนึ่งได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ระบบ Endocannabinoid มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับโรคทุกชนิดในมนุษย์” ..................... และหากท่านได้อ่านแล้วโปรดหยุดอ่านเพื่อใช้เวลาครุ่นคิดอีกครั้งครับ .................. ความสำคัญของข้อความดังกล่าวก็คือว่า สาเหตุของโรคทุกชนิดที่มนุษย์เป็นกันนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับระบบการทำงานของร่างกายที่ชื่อว่า “ระบบEndocannabinoid” โดยที่ระบบดังกล่าวต้องใช้สารเคมีชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Cannabinoid ซึ่งสารตัวนี้มีมากในพืชชนิดหนึ่งที่คนไทยเรียกว่า “กัญชา” แต่พวกฝรั่งบางกลุ่มเรียกว่า “Cannabis” (โปรดสังเกตคำว่า Cannabis กับ Cannabinoid) ............... ผู้ที่พูดประโยคดังกล่าวคือ ศาสตราจารย์ Raphael Mechoulam นักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราเอล ทำงานในมหาวิทยาลัยฮีบรูแห่งเยรูซาเลม ปัจจุบันอายุ 89 ปี ท่านเป็นนักเคมีสาขา Natural Products (คือการสังเคราะห์ แยกสารเคมีบริสุทธิ์ที่มีอยู่ในธรรมชาติ) ท่านเลือกสกัดสารเคมีจากต้นกัญชาและค้นพบ Cannabinoid ตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2507 ซึ่งตอนนั้นท่านมีอายุเพียง 34 ปีเท่านั้น ............. อาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งได้เลือกศึกษาเปลือกมังคุดโดยได้รับคำแนะนำจากนักการภารโรงท่านหนึ่งว่าสามารถรักษาโรคผิวหนังได้ ในที่สุดผลงานที่ทุ่มเทมาหลายปีนี้ก็กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งออกจำหน่ายทั่วโลก สร้างรายได้นับพันล้านบาท ................ ทำไมต้องกัญชา? ............. เมื่อผู้ทำสารคดี (คือคุณZack Klainในสารคดีเรื่อง “นักวิทยาศาสตร์ เรากำลังพลาดอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า?”) ได้ตั้งคำถามว่า “ทำไมจึงเลือกกัญชา” ท่านตอบได้อย่างลึกซึ้งมากซึ่งนักวิจัยเมืองไทยควรรับฟังว่า “มีการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคมาหลายพันปีแล้ว .............. ทั้งตะวันออกกลางและอินเดีย แต่ยังไม่ใครสกัดสารบริสุทธิ์ออกมาเลย การทำวิจัยในประเทศเล็กๆ ซึ่งมีงบประมาณอย่างจำกัดมาก ปรัชญาของผมก็คือ เราควรเลือกหัวข้อวิจัยที่ยังไม่มีการทำโดยกลุ่มใหญ่ๆ ทั่วโลก ซึ่งเราไม่สามารถแข่งขันกับเขาได้หรอก” ................. ศาสตราจารย์ Mechoulam ได้เล่าต่อไปว่า ท่านได้เดินไปหาตำรวจระดับสูงท่านหนึ่ง เพื่อขอกัญชาไปทำวิจัย นายตำรวจท่านนี้ได้ยกหูโทรศัพท์ไปถามนายตำรวจระดับสูงกว่า เสียงปลายสายถามประโยคเดียวเท่านั้นว่า “ผู้ขอมีความน่าเชื่อถือไหม”เมื่อได้รับคำตอบว่าน่าเชื่อถือได้ นักวิจัยหนุ่มก็หิ้วกัญชาหนัก 5 กิโลกรัมกลับไปที่ทำงาน ไม่มีอะไรยุ่งยากเหมือนกับในบ้านเรา .................. หลังจากพบสาร Cannabinoid ซึ่งมีชื่อย่อว่าสาร THC และสาร CBD ในต้นกัญชาในปี 2507 แล้ว ในปี 2535 คณะนักวิจัยที่นำโดยศาสตราจารย์ Mechoulam ก็ค้นพบสารที่เรียกว่า Endocannabinoid ในสมองของหนู หมู รวมไปจนถึงสมองของมนุษย์ ............. ตอนแรกที่ค้นพบสาร Endocannabinoids ในร่างกายมนุษย์ คณะนักวิจัยได้ตั้งชื่อว่า Annandamide ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤต ซึ่งแปลว่า ความสุขสำราญอันสุดยอด เมื่อมีผู้ถามว่า ทำไมไม่ตั้งชื่อเป็นภาษาอิสราเอล ท่านตอบอย่างติดตลกว่า “คนอิสราเอลไม่ค่อยมีความสุข” ................ และในปี 2537 ก็มีการค้นพบสาร Endocannabinoids ตัวที่สอง ซึ่งยังไม่มีใครพบมาก่อน นอกจากกลุ่มของศาสตราจารย์ Raphael Mechoulam เท่านั้น ............. เขียนมาถึงตอนนี้ผมอยากจะสรุปตามความเข้าใจของผมเองว่า นักวิจัยพบว่าการเกิดโรคทุกชนิดในร่างกายของมนุษย์นั้น มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับการทำงานของระบบ Endocannabinoids ............ ผมขอเรียนว่าระบบการทำงานของร่างกายเป็นสิ่งที่มีความซับซ้อนมาก ผมจำได้ว่าอาจารย์ที่สอนวิชาเคมีเมื่อตอนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่หนึ่งบอกว่า ต่อให้เอาระบบการทำงานของโรงงานทั้งโลกมารวมกันก็ยังไม่ซับซ้อนเท่ากับระบบการทำงานของร่างกายมนุษย์เพียงคนเดียว .............. เฉพาะระบบประสาทที่ส่งสัญญาณต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ก็มีนับหลายพันล้านเส้นทางแล้ว ................ แต่ระบบทุกอย่างทั้งหมดทั้งมวลในร่างกายมนุษย์ต่างถูกควบคุมและสั่งการโดยระบบ Endocannabinoids ....................... ระบบต่างๆ (ดังภาพขวามือของภาพที่สอง) ไม่ว่าจะเป็นการเจริญอาหาร สุขภาพของกระดูก ระบบการเติบโต ภาวะเจริญพันธุ์ หน้าที่ในการสร้างภูมิคุ้มกัน การอักเสบ อารมณ์ ความจำ ความรู้สึกเจ็บปวด สุขภาพผิวหนัง การนอนหลับ ความรู้สึกเครียด ล้วนแล้วแต่ถูกควบคุมด้วยระบบ Endocannabinoids ทั้งนั้น พูดถึงเรื่องเรื่องกระดูกพรุน ผมมีเรื่องเล่าที่ได้ยินมาด้วยตนเองจากภาพถัดไปครับ ............. ขอสรุปจากงานวิจัยของ ศาสตราจารย์ Raphael Mechoulam (และท่านอื่นๆ ด้วย) อีกครั้งนะครับว่า ร่างกายมนุษย์ตลอดจนสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด ต้องการสารเคมีชนิดหนึ่งเพื่อควบคุมกลไกการทำงานทั้งหมดของร่างกาย รวมทั้งการฆ่าเซลล์มะเร็ง และฟื้นฟูเซลล์ดีให้แข็งแรงยิ่งขึ้น สารเคมีตัวนั้นร่างกายจะสร้างขึ้นมาเอง หากไม่เพียงพอหรือบกพร่องก็สามารถหามาเสริมได้จากกัญชา .................. ท่านผู้อ่านเคยสังเกตไหมครับว่า ในระยะหลังๆ มานี้ เราจะพบว่า สุนัข แมว จำนวนมากเป็นโรคมะเร็ง ซึ่งในช่วง 50 ปีแรกของชีวิตผมไม่เคยได้ยิน ได้เห็นมาก่อน จาก Wikipedia พบว่า ผลงานตีพิมพ์ของ ศาสตราจารย์ Raphael Mechoulam มีมากกว่า 350 ชิ้น บางคนเรียกท่านว่า “เจ้าพ่อนักวิจัยกัญชา” ...................... เมื่อปี 2558 มีคนเสนอชื่อท่านเพื่อรับรางวัลโนเบลสาขาทางการแพทย์ (สรีระวิทยา) แต่ก็พลาดไป มาปีนี้มีคนรณรงค์โดยการเข้าชื่อผ่าน change.org เพื่อเสนอชื่อท่านให้ได้รับรางวัลโนเบลอีกครั้งหนึ่ง ผมแนบภาพมาให้ดูด้วยครับ ............. นี่คือความจริงทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์เกี่ยวกับกัญชาที่คนไทยและคนทั้งโลกถูกปิดกั้นและถูกหลอกลวงมาตลอดครับ ............ การออกกฎหมายเพื่อควบคุมสารสกัดจากกัญชาเพื่อให้ได้มาตรฐานทั้งคุณภาพและราคาเป็นสิ่งจำเป็นที่จะรัฐบาลต้องทำ แต่การห้ามคนปลูกกัญชาในระดับครัวเรือนเพื่อเป็นสมุนไพรและอาหารภายในบ้าน ผมถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ธรรมชาติได้ร่วมกันวิวัฒนาการมานานนับหลายล้านปีอย่างร้ายแรงครับ เพราะมันคือทำให้คนเป็นโรคนานาชนิด เป็นการทำลายชีวิต และเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม .......... การควบคุมจึงต้องมีการจำแนกให้ชัดเจนและรัดกุมดังที่ได้กล่าวมาแล้วครับ ........... ดูภาพประกอบและ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://mgronline.com/daily/detail/9620000047809
โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง • 2019-05-20, 21:22
........ การออกกฎหมายเพื่อควบคุมสารสกัดจากกัญชาเพื่อให้ได้มาตรฐานทั้งคุณภาพและราคาเป็นสิ่งจำเป็นที่จะรัฐบาลต้องทำ ........แต่การห้ามคนปลูกกัญชาในระดับครัวเรือนเพื่อเป็นสมุนไพรและอาหารภายในบ้าน ผมถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่ธรรมชาติได้ร่วมกันวิวัฒนาการมานานนับหลายล้านปีอย่างร้ายแรงครับ เพราะมันคือทำให้คนเป็นโรคนานาชนิด เป็นการทำลายชีวิต และเป็นการสร้างผลประโยชน์ให้กับคนบางกลุ่ม .......... การควบคุมจึงต้องมีการจำแนกให้ชัดเจนและรัดกุมดังที่ได้กล่าวมาแล้วครับ https://mgronline.com/daily/detail/9620000047809

ความคิดเห็นล่าสุด

สิ่งที่ชาวสธ.ต้องรู้
1 ชั่วโมง 55 นาที ago
อย่าเชื่อฝรั่งมากนัก
11 ชั่วโมง 51 นาที ago
ลีลาวดี
17 ชั่วโมง 5 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

สิ่งที่ชาวสธ.ต้องรู้
1 ชั่วโมง 55 นาที ago
อย่าเชื่อฝรั่งมากนัก
11 ชั่วโมง 51 นาที ago
ลีลาวดี
17 ชั่วโมง 5 นาที ago
กลับด้านบน