เรื่องวุ่นๆ ในระบบสุขภาพไทย แล้วเราจะแก้ปัญหานี้กันอย่างไร ?

"How to fix Thai public health system: Inside-out"

ผมเคยเปรยกับอาจารย์ที่ผมเคารพรักท่านหนึ่งเมื่อสักสองสามปีก่อนว่า ผมคิดจะเขียนบทความหัวข้อนี้ เพราะในช่วงเวลานั้นระบบสาธารณสุขไทยมีความวุ่นวายมาก แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย

หลังจากที่เปรยไปไม่นาน ผมประเมินอีกครั้งและไม่เห็นความจำเป็นต้องไปวิเคราะห์ และแลกเปลี่ยนอะไรในหัวข้อนี้ เนื่องจากไม่เกิดประโยชน์ และไม่มีทางเปลี่ยนธงที่ปักไว้ตั้งแต่ต้น ตัวบทกฎหมาย และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องก็ได้รับการชงแล้วตบ จนสามารถเป็นตัวล็อคคอ ล็อคสายตา และล็อคความคิด ไม่ให้สามารถไปทำอะไรนอกกรอบที่กำหนด

แต่พอมาถึงปัจจุบัน สังคมไทยเริ่มเห็นเหตุการณ์ที่เกิดจากผลกระทบจากนโยบายด้านสุขภาพจากหน่วยงานรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ จนหลายคนสงสัยว่า เฮ้ย นี่กำลังทำอะไรกัน?

จะขอยกให้ดู 2 ตัวอย่างที่กำลังฮอตฮิต

หนึ่ง "นโยบายกัญชา": เริ่มด้วยการประกาศปลดล็อคกัญชาเพื่อใช้ทางการแพทย์ กระบวนการเป็นไปอย่างรีบเร่ง ชงแล้วตบกันอย่างเมามันส์ ตั้งแต่จัดการออกกฎหมายปลดล็อค พร้อมไปกับกระบวนการป่าวประกาศให้สังคมเชื่อว่าสรรพคุณหลากหลาย แถมปลูกขายได้เงิน ประหยัดงบค่ายาต่างชาติ

ว่าด้วยเรื่องสรรพคุณหลากหลายนั้น คุยกันเหมือนคนละภาษากับแพทย์แผนปัจจุบัน หมอๆ ส่วนใหญ่งงเป็นไก่ตาแตก ร่ำเรียนมาว่าเราจะยึดจริยธรรมทางการแพทย์เป็นหลักในการประกอบวิชาชีพ จะแนะนำให้คนไข้รับการรักษาชนิดใด การรักษานั้นต้องได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นขั้นตอน ถ้วนถี่ ทำซ้ำจนแน่ใจ ทั้งในเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิภาพ แต่ปรากฏว่าที่ป่าวประกาศกันไปทั้งโดยชุดขาวและไม่ขาวนั้น กลายเป็นคนละเรื่อง เอางานระดับหลอดทดลอง งานวิจัยในสัตว์ และอื่นๆ ที่ยังไม่ครบถ้วนกระบวนความ ไปป่าวประกาศทุกวี่ทุกวัน ทำให้คนหลงเชื่อ งมงาย มีความหวัง เกิดกิเลสต่างๆ นานา ทั้งๆ ที่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์ที่จำกัดไม่กี่โรค แถมยังไม่สามารถนำมาทดแทนการรักษามาตรฐานได้

แถมหน่วยงานนโยบาย ก็ออกหน้าเอง ด้วยการตีตราสรรพคุณ ภายใต้สโลแกนสรรพคุณของกัญชา ทั้งแบบมีประโยชน์ น่าจะได้ประโยชน์ และอาจจะมีประโยชน์ โดยหารู้ไม่ว่าการประชาสัมพันธ์นั้นส่งผลอย่างมากตั้งแต่สโลแกนประโยคแรก และคนอ่านส่วนใหญ่ก็ไม่สนใจหรอกว่า"น่าจะ"กับ"อาจจะ"นั้นมันหมายความว่าอย่างไร เหมารวมกันไปหมดว่ารักษาได้เยอะแยะไปหมด

ไม่น่าแปลกใจ หากกระแสกัญชาจึงติดและลามไปทั่วประเทศ เป็นโอกาสให้เหล่าสาวกยาเสพติดและกลุ่มธุรกิจมืดได้ยึดหัวหาด ขายของได้อย่างมากมายเกินกว่าที่รัฐจะตามไปควบคุมได้ทัน

เราจึงเห็นข่าวทั้งผู้ป่วย และผู้ที่ไม่ป่วย ถูกหลอกงมงาย ใช้แล้วเกิดปัญหาทางสุขภาพ หามส่งโรงพยาบาลกันเป็นทิวแถว

เรื่องที่สอง "สาธารณสุขแจกฟรี! ยาป้องกันไข้เลือดออก โฮมีโอพาธีย์ ป้องกันได้ 89.9%" เรื่องนี้หากใครตามข่าวจากสื่อมวลชน จะเห็นได้ว่า หน่วยงานนโยบายเป็นคนออกมาให้ข่าวเอง ชวนให้ประชาชนมาอมยา จะยาเม็ดหรือยาน้ำ ที่ทำจากสมุนไพรตามความเชื่อของการแพทย์ทางเลือก โดยอ้างอิงถึงงานวิจัยที่ทำมา ซึ่งโดยแท้จริงแล้วมิใช่รูปแบบที่เหมาะสมหรือมาตรฐานในการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของยา

คำแนะนำดังกล่าวน่าจะเกิดผลกระทบตามมาในวงกว้าง ทั้งในเรื่องสุขภาพของประชาชน และอัตราการดูแลเอาใจใส่ตนเองตามคำแนะนำมาตรฐานเพื่อควบคุมป้องกันไข้เลือดออก

ในเมืองนอก อย่างอเมริกา เพิ่งมีกรณีการฟ้องร้องห้างขายปลีกชื่อดัง เพราะขายผลิตภัณฑ์โฮมีโอพาธีย์ในส่วนเดียวกับยา

เค้าชี้แจงชัดเจนว่า โฮมีโอพาธีย์ไม่ได้รับการพิสูจน์ตามหลักทางการแพทย์มาตรฐานตะวันตกและไม่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยา

แต่เมืองไทยเราพิลึก สาธารณสุขกลับเป็นผู้การันตีสรรพคุณโฮมีโอพาธีย์ว่าสามารถป้องกันไข้เลือดออกได้ถึง 89.9%

ทั้งสองเรื่องที่ยกมาเป็นตัวอย่างนั้น บ่งถึงปัญหาภายในที่มีอยู่ในหน่วยงานระดับนโยบาย ซึ่งควรได้รับการพิจารณาแก้ไขโดยเร็ว ได้แก่

1. ปัญหาสุขภาพทางกาย: โรคอุบัติใหม่ ชื่อว่า "Light ear syndrome" เห็นได้จากใครชงอะไรมา หากใกล้ชิดหรือเป็นกากี่นั้ง ก็เชื่อและนำไปปฏิบัติ ผลักเป็นนโยบาย

2. ปัญหาสุขภาพทางใจ: โรคอุบัติซ้ำ ที่เรารู้จักกันดีว่า "กิเลสครอบงำ" ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกิเลสทางเศรษฐกิจ เขาว่ากันว่าทำไอ้นี่แล้วขายทำเงินได้ก็รีบตะครุบ เขาว่ากันว่าทำไอ้นี่แล้วประหยัดงบยาต่างประเทศก็รีบโผเข้าหา โดยมิได้ประเมินเลยว่าโอกาสสำเร็จนั้นมีมากน้อยเพียงใด หรือเป็นเรื่องกิเลสระดับบุคคล ที่เบื้องบนต้องการ ก็เข้าอีหรอบ ทุกอย่างจินนี่ทำได้เสมอ ขาดคนขาดผู้เชี่ยวชาญ ก็ตีตราปั้ม ผลิตได้ภายในเวลาวันสองวัน

3. ปัญหาสุขภาพทางสังคม: โรคอุบัติซ้ำซาก ที่เห็นกันจนชาชิน เรียกว่า "กากี่นั้ง" ดังนั้นจึงเห็นวงในแทบทุกวง ก็มีแต่กลุ่มคนที่ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ข้อมูลที่ได้รับป้อนเข้าเพื่อพิจารณาจึงเป็นไปตามที่ต้องการ ใครขวางถือว่าเป็นฝั่งตรงข้าม กระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบายจึงขาดความรอบคอบ และเสี่ยงต่อการเกิดผลกระทบต่อสังคมวงกว้างอย่างที่เห็น

4. ปัญหาสุขภาพทางจิตปัญญา: โรคอุบัติใหม่ "Over-degree" เป็นภาวะที่หน่วยงานเต็มไปด้วยดีกรี แต่เกิดปัญหาตามมาจนทำให้เกิดภาวะ "ไม่รู้ว่าตนเองไม่รู้อะไรบ้าง" ประกอบกับความยึดมั่นถือมั่น จึงอาจสุ่มเสี่ยงต่อการตัดสินใจตามที่เห็น งานวิจัยที่ชงมา หรือทำมาได้ผลตามที่เขียนมาแบบใด ก็เอาไปใช้ทันที โดยขาดการประเมินอย่างมีวิจารณญาน หรือทักษะที่เค้าเรียกว่า Critical appraisal ว่าจริงๆ แล้วมันน่าเชื่อถือหรือไม่ เหมาะในการนำไปใช้หรือยัง

สี่เรื่องนี้ แก้ยากหรือง่ายก็คงไม่สามารถตอบแทนหน่วยงานระดับนโยบายนั้นได้

ถ้าไล่ไปเป็นข้อๆ แบบกำปั้นทุบดินก็คงได้คำตอบว่า

ข้อแรกต้องหาตุ้มหูมาใส่ให้เหล่าขุนศึกระดับนโยบาย ข้อสองควรไปเข้าวัดเข้าวาโดยด่วนเพื่อระงับกิเลส ข้อสามควรทบทวนโครงสร้างกากี่นั๊ง เอาคนที่มีประโยชน์แอบแฝงและผิดปกติออกไป ส่วนข้อสุดท้ายนั้นต้องใช้เวลา โดยส่งบุคลากรระดับต่างๆ ในหน่วยงานที่กุมอำนาจเชิงนโยบาย ไปฝึกอบรม ให้รู้อย่างลุ่มลึก และมีความรอบคอบในการพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ

สุดท้ายคงพอจะเดาได้ว่า คงจะยากส์...

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Comments

สาธารณสุขที่ล้มเหลว • 2019-06-23, 12:46
ประเด็นผู้บริหารในส่วนท้องถิ่นภูมิภาคไม่จำเป็นต้องรับผิดรับชอบต่อประชาชนในท้องถิ่น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ใหญ่โตสำหรับระบบสาธารณสุขเช่นกัน ---------- ความที่ผู้บริหารโรงพยาบาลของรัฐในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นระดับโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ไม่ต้องรับผิดรับชอบต่อประชาชน ผู้ป่วยและผู้ยากไร้ในเขตของตน ทำให้เกิดสภาพโรงพยาบาลแออัดทุกเช้า เตียงผู้ป่วยไม่เพียงพอและอยู่ในสภาพโรงฆ่าสัตว์ ไปจนถึงการส่งต่อที่ไร้ประสิทธิภาพด้วยการโยนไปโยนมา ไม่ว่าจะเป็นการโยนผู้ป่วยไปมาระหว่างแผนกในโรงพยาบาลเดียวกันหรือการโยนไปมาระหว่างโรงพยาบาล -------- ประชาชนไม่เคยทำอะไรผู้บริหารโรงพยาบาลได้นอกจากร้องเรียนหรือฟ้องร้องเป็นครั้งๆ แล้วเงียบหายไป ------- ประชาชน ผู้ป่วยและผู้ยากไร้ในจังหวัดหรืออำเภอต่างๆ ควรมีอำนาจในการพิจารณาความดีความชอบ ให้รางวัลหรือถอดถอนผู้บริหารโรงพยาบาลที่ไม่บริหารโรงพยาบาลเพื่อคนในท้องถิ่นให้ดี --------- ปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่อีกข้อหนึ่งคือ ความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างโรงพยาบาลประจำจังหวัดและโรงพยาบาลประจำอำเภอ ไม่มีสำนึกและวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีมเดียวกัน นอกจากไม่มีแล้วยังแตกคอกัน มากกว่านี้คือ การแตกคอกันระหว่างหน่วยงานสาธารณสุขขนาดใหญ่ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) รวมทั้งหน่วยงานส่งเสริมสุขภาพ คือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) --------- ไม่มีอะไรที่เรียกว่าทำงานร่วมกันอย่างแท้จริงหรือจริงใจระหว่างหน่วยงานเหล่านี้ ---------- ผู้ป่วยที่ไม่มีเส้นสายในโรงพยาบาลเป็นบุคคลที่น่าเห็นใจมากที่สุด การเดินเข้าโรงพยาบาลของรัฐเป็นเรื่องทุกข์ทรมานไปจนถึงถูกทรมานทรกรรมได้อย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่เห็นอยู่ว่านายแพทย์และผู้ปฏิบัติงานจำนวนหนึ่งทำงานหูดับตับไหม้ไม่ได้พักผ่อน (แต่อีกจำนวนหนึ่งอยู่ในสภาพว่างงานแอบแฝงมหาศาลแต่ไม่ยอมรับความจริงกัน) -------- หากจะโทษก็ต้องโทษการบริหารที่ล้มเหลว และการบริหารที่ล้มเหลวเกิดจากโครงสร้างที่พิกลพิการของระบบสุขภาพดังที่เล่ามา ผู้บริหารจะเก่งมาจากไหนก็ล้มเหลวซ้ำซากได้เท่าๆ กัน ---------- จิตวิวัฒน์มิได้แปลว่าให้มองโลกในแง่ดีตลอดไป จิตวิวัฒน์เชิญชวนให้เรามองปัญหาเดิมในมุมมองใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่แล้วก้าวข้ามตนเองเป็นสำคัญ --------- มุมมองใหม่หรือกระบวนทัศน์ใหม่ในการดูระบบการศึกษาและระบบสุขภาพเป็นอย่างที่เล่ามา นั่นคือโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ชำรุดอย่างหนัก และหากไม่แก้ไขก็ไม่มีวันพัฒนาโรงเรียนหรือโรงพยาบาลแต่ละแห่งให้เป็นสถานที่ซึ่งยังประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนในท้องถิ่นได้ --------- โรงเรียนและโรงพยาบาลเป็นหน่วยราชการที่ใหญ่ที่สุด มีจำนวนข้าราชการมากที่สุดของแต่ละจังหวัด และรับผิดชอบการพัฒนามนุษย์มากที่สุดด้วย นี่คือสองสถานที่ ที่เราควรเอาจริงเอาจัง -------- ผู้เขียน : นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ กรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสถานบริการสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พ.ศ. 2546-2549 www.thaissf.org, twitter.com/jitwiwat สนับสนุนโดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ---------- ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชน วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2558 “คอลัมน์: จิตวิวัฒน์: การศึกษาและสาธารณสุขที่ล้มเหลว” -------- https://www.hfocus.org/content/2015/02/9247
ยังไม่รู้จะเอายังไง? • 2019-06-23, 13:47
"มติ ครม.อนุมัติซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพชาติแล้ว เตรียมส่ง สนช.พิจารณาต่อ" ------- ครม.มีมติอนุมัติร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติหรือซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพชาติแล้ว ให้ส่งกฤษฎีกาพิจารณา ก่อนส่ง สนช.พิจารณาต่อไป ข้อสังเกตจากบางหน่วยงานระบุ ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อมีกฎหมายนี้แล้วประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากการเสนอกฎหมายนี้อย่างไร ------ เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ครม.มีมติอนุมัติและรับทราบเรื่อง ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ... ดังนี้ --------- 1.อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ... ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นและข้อสังเกตของกระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตื สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ไปประกอบพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ------- 2.รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ ----------- สาระสำคัญของเรื่อง --------- ร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ โดยกำหนดให้คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติเป็นคณะกรรมการระดับชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายสุขภาพแห่งชาติเพื่อกำหนดทิศทางและนโยบายหลักด้านสุขภาพของประเทศและประชาชน ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีเอกภาพและสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ รวมทั้งกำกับดูแลหน่วยงานด้านสุขภาพต่างๆ ที่มีการดำเนินการในระบบสุขภาพ ตลอดจนทำหน้าที่ในการแก้ไขปัญาหาระบบสุขภาพในระดับประเทศ ----------- ทั้งนี้ เพื่อสร้างเอกภาพในทางนโยบายและยุทธศาสตร์การสร้างความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคมตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ซึ่งมุ่งเน้นการกระจายการให้บริการภาครัฐ ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการที่มีคุณภาพให้ครอบคลุมและทั่วถึง ตลอดจนเป้นไปตามแผนการปฏิรูปประเทศด้านการสาธารณสุขซึ่งกำหนดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติเพื่อให้มีการอภิบาลระบบบริการสุขภาพ เพื่อให้ระบบสุขภาพของประเทศมีเอกภาพการดำเนินงานด้านสุขภาพของทุกภาคส่วนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ------------ ทั้งนี้คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติมี 45 คน นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานคนที่ 1 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นรองประธานคนที่ 2 ปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นกรรมการและเลขานุการ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นสำนักงานเลขานุการ กรรมการอื่นแบ่งตามสัดส่วน ดังนี้ ----------- โดยตำแหน่งจากหน่วยงานของรัฐ 12 คน, โดยตำแหน่งจากหน่วยงานที่มีกฎหมายจัดตั้งเฉพาะด้านสุขภาพ 6 คน, จากสภาวิชาชีพ 9 คน, ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 5 คน, ผู้แทนภาคประชาสังคมและเอกชน 5 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 คน --------- มีรายงานว่า ในการรับฟังความเห็นและข้อสังเกตของหน่วยงานต่างๆ พบว่ามีหลายหน่วยงานที่มีความเห็นท้วงติง เช่น กระ ทรวงการคลังและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เห็นว่าองค์ประกอบของคณะกรรมการมีจำนวนมากเกินไปอาจส่งผลต่อการปฏิบัติงานและสร้างภาระเบี้ยประชุม ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า การกำหนดให้คณะกรรมการเสนอแนะต่อ ครม.เพื่อพิจารณากำหนดมาตรการทางการเงินหรือการคลังที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบสุขภาพนั้น อาจกระทบต่อการบริหารจัดการงบประมาณแผ่นดินและเงินกองทุนตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ส่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายฉบับนี้จะมีผลกระทบต่อร่าง พ.ร.บ.แร่, พ.ร.บ.โรงงาน และ พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติหรือไม่ นอกจากนี้ สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรียังเห็นว่า อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติกับคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติมีความคล้ายคลึงกัน ขณะที่สำนักงาน ก.พ.ร.มีความเห็นว่า ยังไม่ชัดเจนว่าเมื่อมีกฎหมายนี้แล้วประชาชนจะมีชีวิตที่ดีขึ้นจากการเสนอกฎหมายนี้อย่างไร https://www.hfocus.org/content/2018/10/16439
กลัวเสือนอนกิน • 2019-06-23, 13:59
ปัญหาต่าง ๆ เรื่องวุ่นๆ ต่าง ๆ ในระบบสุขภาพไทยหากกลุ่มเครือข่ายพวกเสือนอนกินไม่สั่งให้ทำไม่สั่งให้แก้หรือไม่ยอมให้ทำ หรือไม่ยอมให้แก้ เพราะอาจจะไปกระทบกับอำนาจอิทธิพลผลประโยชน์ของเครือข่ายเสือนอนกิน ก็คงไม่มีใครหน้าไหนกล้าแตะกล้าแก้ไขปรับปรุงพัฒนาปฏิรูประบบสุขภาพหรือระบบสาธารณสุขไทยหรอกครับ

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน