คนไทย 20 ล้านคนมีเชื้อวัณโรคแฝง แนะเร่งติดตามกลุ่มเสี่ยง ยุติปัญหาวัณโรคในไทย

Thu, 2019-08-08 16:06 -- hfocus
Print this pagePrint this page

คนไทย 20 ล้าน มีเชื้อวัณโรคแฝงอยู่ในตัวเอง แต่ยังไม่ถึงขั้น “เป็นโรค” แนะเร่งติดตามในกลุ่มเสี่ยงป้องกันขยายเป็นโรค ขณะที่ 3 กองทุนสุขภาพให้สิทธิประโยชน์รักษาครอบคลุม ผอ.สำนักวัณโรค ระบุ ปัญหาใหญ่ของผู้ป่วยคือไม่รับประทานยาต่อเนื่อง จนทำให้ดื้อยา ส่งผลให้ค่ารักษาแพงกว่าเดิม 50 เท่า

พญ.ผลิน กมลวัทน์

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2562 พญ.ผลิน กมลวัทน์ ผู้อำนวยการสำนักวัณโรค กรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้ประเทศไทยเป็น 1 ใน 14 ประเทศของโลกที่มีภาระวัณโรค หรือประเทศที่ยังมีปัญหาวัณโรคสูงอยู่ โดยทุกวันนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยวัณโรคเฉลี่ยปีละ 1.2 แสนราย และมีผู้ได้รับเชื้อวัณโรคอยู่ในร่างกายแต่ยังไม่ถึงขั้นป่วย (ติดเชื้อในระยะแฝง) อีกราวๆ 20 ล้านคน ซึ่งนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก แต่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องตื่นตระหนกใดๆ

พญ.ผลิน กล่าวว่า หลักสำคัญในการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และภาคีเครือข่ายต่างๆ ก็คือ “ค้นให้พบ-จบให้หาย” ซึ่งหมายถึงการค้นหาตัวผู้ป่วย และขณะนี้หมายถึงผู้ที่ติดเชื้อในระยะแฝงที่มีความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคด้วย โดยนำคนกลุ่มนี้มารักษา รับประทานยาอย่างต่อเนื่อง จนหายจากโรคในท้ายที่สุด

“ปัญหาของผู้ป่วยวัณโรคคือคนไม่กินยา ต้องเข้าใจก่อนว่าวัณโรคทั่วไปต้องกินยาวันละเป็นสิบๆ เม็ด ติดต่อกัน 6 เดือน ผู้ป่วยจึงไม่อยากกิน กินไม่ครบ หรือกินไม่ต่อเนื่อง ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เขาเป็นมากขึ้นคือเป็นวัณโรคดื้อยา ซึ่งมีค่ารักษาแพงกว่าเดิมอีก 50 เท่าตัว และในอดีตต้องกินยาควบคู่ไปกับการฉีดยาด้วย” พญ.ผลิน กล่าว

พญ.ผลิน กล่าวต่อไปว่า ในปัจจุบันมีการคิดค้นยากินแทนยาฉีดให้กับผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาแล้ว และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็ให้สิทธิประโยชน์ยานี้ครอบคลุมกับผู้ที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสะดวกในการรับประทานและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดยาด้วย

ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถ นานา

ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถ นานา นายกกรรมการบริหารสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ในอดีตประเทศไทยมุ่งเน้นการรักษาแก่ผู้ที่ป่วยเป็นโรคแล้ว แต่ไม่ให้ความสำคัญกับผู้ที่ติดเชื้อ ทว่าปัจจุบัน WHO รวมถึงประเทศไทยเองเห็นตรงกันว่า หากไม่ให้ความสำคัญกับคนที่ติดเชื้อในระยะแฝงอีก 20 ล้านคน ก็จะไม่มีทางที่จะปราบวัณโรคให้หมดไปได้อย่างแน่นอน

“แน่นอนว่า 20 ล้านคน เป็นจำนวนที่มากมหาศาล ดังนั้นการทำงานก็คือจะดูตามความเสี่ยง หมายถึงดูว่าผู้ที่มีเชื้อวัณโรคกลุ่มใดที่ภูมิคุ้มกันจะอ่อนแอจนเชื้อนั้นมีโอกาสขยายกลายเป็นโรคได้ ซึ่งจะผู้ที่เป็นเบาหวาน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ตลอดจนผู้ที่อยู่ในบริเวณที่มีผู้ป่วยวัณโรค จากนั้นก็จะค่อยๆ ขยายออกไปเป็นวงกว้างเรื่อยๆ” ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถ กล่าว

ศ.เกียรติคุณ นพ.อรรถ กล่าวว่า วัณโรคหากรักษาเร็วก็จะง่ายและประหยัดค่าใช้จ่ายเป็นอย่างมาก แต่หากผู้ป่วยเกิดภาวะดื้อยาแล้วก็จะรักษายากและค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โดยปัจจุบัน 3 กองทุนประกันสุขภาพ ให้สิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงยารักษาวัณโรคทั่วไปอย่างครอบคลุม แต่ในส่วนของผู้ป่วยวัณโรคดื้อยาซึ่งคิดเป็นสัดส่วน 10% ของผู้ป่วยวัณโรคทั่วไปนั้น ระบบบัตรทอง และสวัสดิการข้าราชการ ให้สิทธิประโยชน์ยารับประทานแทนยาฉีดแล้ว ส่วนประกันสังคมยังใช้วิธีรักษาด้วยการฉีดยาอยู่ ซึ่งสำนักวัณโรคอยู่ระหว่างเจรจากับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อให้เพิ่มสิทธิประโยชน์แก่ผู้ประกันตนเป็นการใช้ยาฉีดด้วย

พญ.อลิศรา ทัตตากร

พญ.อลิศรา ทัตตากร ผู้อำนวยการกองควบคุม โรคเอดส์ วัณโรคและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า กทม.คาดว่าจะมีผู้ป่วยวัณโรค 1.3 หมื่นราย โดย กทม.ค้นหาพบ 1.2 หมื่นราย เหลืออีก 1,000 รายที่ต้องค้นหาต่อไป โดยการรักษาผู้ป่วยนั้น มีผู้ที่รักษาสำเร็จ 77% นั่นหมายความว่า อีก 23% เป็นผู้ที่กินยาไม่ต่อเนื่อง ขาดการรักษา ซึ่งคนเหล่านี้จะแพร่เชื้อให้กับคนอื่นต่อๆ ไปอีก

ทั้งนี้ กทม.ได้เปิดสายด่วนหมายเลข 02-860-8208 ทำหน้าที่ช่วยประสานงานเกี่ยวกับการรักษาวัณโรค การย้ายโรงพยาบาล ให้คำปรึกษาปัญหาที่เกิดจากการรับประทานยา ฯลฯ ซึ่งสามารถติดต่อได้ในเวลาราชการ

อนึ่ง WHO ได้คาดประมาณอุบัติการณ์ผู้ป่วยวัณโรค (รายใหม่และกลับเป็นซ้ำ) ของโลก สูงถึง 10.4 ล้านคน และมีจำนวนผู้ป่วยวัณโรคเสียชีวิตสูงถึง 1.7 ล้านคน ในส่วนของประเทศไทยนั้น ปี 2559 พบว่ามีผู้ป่วยขึ้นทะเบียนรักษาโรควัณโรค 70,114 ราย เป็นผู้ป่วยวัณโรคดื้อยา 955 ราย และดื้อยาขั้นรุนแรง 13 ราย

Add new comment