กรมควบคุมโรคเผยผู้ป่วยไข้เลือดออกพุ่ง! เสียชีวิต 81 ราย

สถานการณ์โรคไข้เลือดออก 8 เดือนพบผู้ป่วย 7.7 หมื่นราย เสียชีวิต 81 ราย กลุ่มอายุพบมากสุด 5-14 ปี พบ 5 จว.อัตราป่วยสูงสุด

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2562 นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า จากการเฝ้าระวังของกรมควบคุมโรค สถานการณ์โรคไข้เลือดออก ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม -27 สิงหาคม 2562 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออก 77,575 ราย เสียชีวิต 81 ราย กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุดคือ 5-14 ปี รองลงมาคือ 15-34 ปี และแรกเกิด -4 ปี ตามลำดับ ส่วนจังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อุบลราชธานี จันทบุรี นครราชสีมา เชียงราย และระยอง ตามลำดับ จำนวนผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกช่วงเดือนมกราคม-สิงหาคม 2562 เพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา และเมื่อเทียบกับค่ามัธยฐาน 5 ปี พบว่ามีจำนวนผู้ป่วยสูงกว่าค่ามัธยฐานตั้งแต่ต้นปี ส่วนอัตราป่วยตายใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

“การพยากรณ์โรคและภัยสุขภาพประจำสัปดาห์ คาดว่าในช่วงนี้จำนวนผู้ป่วยจะเริ่มมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากพบผู้ป่วยสูงสุดในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามช่วงนี้ยังมีฝนตกในหลายพื้นที่ ทำให้มีน้ำท่วมขังตามภาชนะต่างๆ อาจเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ กรมควบคุมโรค จึงขอแนะนำประชาชนให้ดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่อาจมีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิต ได้แก่ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากมีอาการไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยารับประทานเอง หากจำเป็นให้ใช้เฉพาะยาพาราเซตามอล โดยห้ามใช้ยาในกลุ่ม NSAID เช่น ยาแอสไพริน หรือไอบูโพรเฟน เพราะอาจทำให้เลือดออกมากขึ้น หากไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม” นพ.สุวรรณชัย กล่าว

ทั้งนี้ ขอให้ประชาชน ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเน้นมาตรการ “3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค” คือ 1.เก็บบ้าน ไม่ให้มีมุมอับทึบเป็นที่เกาะพักของยุง ล้างคว่ำภาชนะ และเปลี่ยนน้ำในกระถางหรือแจกันทุกสัปดาห์ 2.เก็บขยะ เศษภาชนะไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง และ 3.เก็บน้ำ ปิดฝาภาชนะใส่น้ำให้มิดชิด ป้องกันยุงลายวางไข่ และเน้นการป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยทายากันยุง นอนในมุ้ง โดยจะสามารถป้องกันได้ถึง 3 โรค ได้แก่ โรคไข้เลือดออก โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า และโรคไข้ปวดข้อยุงลาย สอบถามเพิ่มเติมที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร.1422

ข่าวล่าสุด

กลับด้านบน