รมว.สธ.เผยที่ประชุมเมดิคับฮับไฟเขียว “สหรัฐ-ญี่ปุ่น” รักษาพยาบาลที่ไทยไม่ต้องวีซ่า

Thu, 2019-09-26 22:45 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

ที่การประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (นโยบาย Medical Hub) ให้สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น เข้าประเทศไทยเพื่อรับการรักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าระยะเวลา 90 วัน สำหรับผู้ป่วยและผู้ติดตามรวมไม่เกิน 4 ราย

เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2562 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (นโยบาย Medical Hub) ครั้งที่ 2/2562 

นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับส่งเสริมนวัตกรรมและศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ เพิ่มรายได้ให้ประเทศ ซึ่งปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 3.42 ล้านครั้ง สร้างรายได้เข้าประเทศ 28,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.02 อีกทั้งมีสถานบริการสุขภาพผ่านมาตรฐาน JCI 68 แห่ง ซึ่งมากที่สุดในอาเซียน ได้กำหนดให้ปี ค.ศ. 2020 ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางสุขภาพของโลก (Medical Hub) ติดอันดับ 1 ใน 10 การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยจะร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ขับเคลื่อนการดำเนินงานเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านบริการรักษาพยาบาล บริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพและส่งเสริมการท่องเที่ยวในชุมชน โดยยกระดับ home stay ที่ได้มาตรฐานให้เป็น Healthy home stay เน้นความสะอาด ปลอดภัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพสูงไปวางจำหน่ายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา จีน ยุโรป รวมทั้งเตรียมการรองรับการประกาศผลการพิจารณารับรองบริการนวดไทยเป็นมรดกโลกจาก UNESCO ที่จะมีผลพิจารณาในเดือนธันวาคม 2562  

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ในวันนี้ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในหลักการให้เพิ่มเติมประเทศสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ให้เข้าประเทศไทยเพื่อรับการรักษาพยาบาลได้โดยไม่ต้องมีวีซ่าระยะเวลา 90 วัน สำหรับผู้ป่วยและผู้ติดตามรวมไม่เกิน 4 ราย รวมเป็น 13 ประเทศจากเดิมที่มี 11 ประเทศ คือ กลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ 6 ประเทศ กลุ่มประเทศ CLMV และสาธารณรัฐประชาชนจีน รวมทั้งเห็นชอบให้เพิ่มเติมอีก 4 ประเทศได้แก่ เกาหลี เบลเยียม สาธารณรัฐออสเตรีย และนิวซีแลนด์ เป็น 18 ประเทศที่สามารถขอวีซ่าแบบพำนักระยะยาว 10 ปี (Long stay visa) จากเดิมที่มี 14 ประเทศ คือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย  เดนมาร์ก  ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร แคนาดา สหรัฐอเมริกา ตลอดจนมีการเพิ่มประเภทขอวีซ่าแบบใหม่เป็นประเภทรักษาพยาบาล (Medical Visa) Non - MT ชนิดใช้ได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง (Multiple Entry) คราวละไม่เกิน 1 ปี เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยที่เข้ามารักษาพยาบาลในไทย โดยมอบหมายให้ฝ่ายเลขานุการฯ นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติในหลักการต่อไป

สำหรับการส่งเสริมอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub) ให้จัดทำฐานข้อมูลสถานพยาบาลในแต่ละบริการรักษาพยาบาลและบริการ Wellness ที่มีศักยภาพสูงและดึงดูดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย (Magnet) ได้แก่ เวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ สปาทางการแพทย์ การแพทย์ทางเลือก โรคหัวใจ กระดูกและกล้ามเนื้อ ทันตกรรม การรักษาผู้มีบุตรยาก โรคมะเร็ง ศัลยกรรม/ศัลยกรรมเสริมสวย/ผ่าตัดแปลงเพศ โรคตาต้อกระจก การแพทย์แม่นยำ รวมทั้งยกระดับผลิตภัณฑ์สุขภาพจากสมุนไพรไทยที่มีศักยภาพให้ไปวางจำหน่ายในต่างประเทศ กำหนดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่มีศักยภาพสูง และประชาสัมพันธ์ข้อมูลผ่านช่องทางหลักไปยังกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งพิจารณาประเด็นการจัดตั้งทูตสาธารณสุข (Medical Attaché) เพื่อทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ เป็นตัวแทนประเทศไทยในการชี้แจงข้อมูลด้านสุขภาพรองรับนโยบาย Medical Hub ในประเทศเป้าหมาย 5 ประเทศ ได้มอบให้ฝ่ายเลขาฯ หารือกับกระทรวงการต่างประเทศและสำนักงาน กพ. และนำเสนอในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงการท่องเที่ยว ฯ จะผลัดเปลี่ยนกันจัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการ ฯ ทุกไตรมาส เพื่อขับเคลื่อนมาตรการสำคัญที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศไทย  

Comments

Submitted by Anonymous on
"พบผู้ป่วยโรคเมอร์สรายที่ 2 ในไทย เป็นชาวโอมาน" Sun, 2016-01-24 11:14 -- hfocus กระทรวงสาธารณสุข พบผู้ป่วยยืนยันโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลางหรือโรคเมอร์ส รายที่ 2 ของประเทศไทย เป็นชายชาวโอมาน ขณะนี้รักษาตัวในห้องแยกโรคที่สถาบันบำราศนราดูร มีผู้สัมผัสผู้ป่วยรายนี้ทั้งหมด 252 คน เสี่ยงสูง 37 คน ทั้งหมดยังไม่ใช่ผู้ป่วย ยังไม่แพร่โรค ขณะนี้ทราบชื่อและที่อยู่ และดำเนินการติดตามทั้งหมด ประชาชนอย่าตื่นตระหนก ยึดมาตรการ กินร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ หากกลับจากพื้นที่เสี่ยงโรคระบาด มีไข้ ไอ รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง สงสัยโทร สายด่วน 1422 นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสวิทยา นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ผู้แทนโรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ แถลงข่าว การดำเนินการเฝ้าระวัง คัดกรองผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือโรคเมอร์ส ว่า กระทรวงสาธารณสุข ได้ดำเนินการเฝ้าระวังคัดกรองอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง โดยในวันนี้ได้พบผู้ป่วยยืนยันโรครายที่ 2 ของประเทศไทย ผู้ป่วยเป็นชาย อายุ 71 ปี ชาวโอมาน เดินทางเข้าประเทศไทย วันที่ 22 มกราคม 2559 เนื่องจากรักษาที่โรงพยาบาลที่โอมาน ด้วยอาการไข้ ไอ มาประมาณ 1 สัปดาห์ อาการไม่ดีขึ้น จึงเดินทางมาประเทศไทย โรงพยาบาลได้รับตัวในห้องแยกโรค พร้อมส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการหาเชื้อเมอร์ส ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ และโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้ผลบวก ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม 2559 เวลา 18.20 น. ได้ส่งต่อมารักษาที่สถาบันบำราศนราดูร พร้อมส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการหาเชื้อเมอร์ส ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ผลบวกเช่นกัน อาการผู้ป่วยในเช้าวันนี้ ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี มีอาการเหนื่อย ได้รับออกซิเจนและยาบรรเทาอาการ เนื่องจากมีอาการอักเสบที่ปอด รับประทานอาหารได้ ยังนอนพักรักษาตัวที่ห้องแยกโรค สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขต้องดำเนินการต่อคือ การติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยรายนี้ ประกอบด้วย ญาติที่เดินทางมาพร้อม 1 คน (เสี่ยงสูง) ลูกเรือและผู้โดยสารบนเครื่องบน 218 คนที่ยังอยู่ในประเทศไทย (จากทั้งหมด 239 คน เป็นผู้สัมผัสเสี่ยงสูง 23 คน เสี่ยงต่ำ 195 คน) คนขับรถแท็กซี่ 1 คน (เสี่ยงสูง) พนักงานโรงแรม 1 คน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 30 คน (เสี่ยงสูง 11 คน) โดยผู้สัมผัสทั้งหมดนี้ จะนำเข้าระบบเฝ้าระวังติดตามอาการจนครบ 14 วัน จนพ้นระยะฟักตัวของโรค ในจำนวนมีผู้สัมผัสเสี่ยงสูงจำนวน 37 คน ประกอบด้วยญาติ 1คน ผู้โดยสารบนเครื่องบิน 23 คน คนขับรถแท็กซี่ 1 คน พนักงานโรงแรม 1 คน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 11 คน จะรับไว้ในสถานที่ที่เตรียมไว้ เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด ที่เหลือเป็นผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ ซึ่งจะแนะนำให้แยกตัวเอง ลดการสังคมกับผู้อื่น มีระบบติดตามจากเจ้าหน้าที่ ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ป่วยรายนี้ เป็นรายที่ 2 ของประเทศไทย เรามีประสบการณ์ในการทำงาน ทำให้ผู้สัมผัสใกล้ชิดเสี่ยงสูงน้อยลง ระบบตรวจจับได้เร็วขึ้นใช้เวลาเพียง10 ชั่วโมงเท่านั้น มีระบบการประสานงานที่ดีทั้งโรงพยาบาลรัฐ เอกชน ด่านควบคุมโรค ตรวจคนเข้าเมือง ทำให้ทราบชื่อ ที่อยู่ผู้สัมผัสและติดตามผู้สัมผัสผู้ป่วยได้ทั้งหมด พร้อมให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้ผู้ป่วยอยู่ในโรงพยาบาลที่มีระบบควบคุมป้องกัน เชื้อโรคไม่สามารถออกมานอกโรงพยาบาลได้ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก ขอให้ประชาชนใช้มาตรการ กินร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือ หากเดินทางไปประเทศการระบาดของโรคเมอร์ส กลับมาภายใน 14 วัน หากมีไข้ ไอ ขอให้รีบพบแพทย์ทันที พร้อมแจ้งประวัติการเดินทาง มีข้อสงสัย โทรปรึกษา สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 https://www.hfocus.org/content/2016/01/11584

Submitted by Anonymous on
โลกผวาไวรัสเมอร์ส หวั่นแรงกว่า “ซาร์ส” Sun, 2014-05-04 22:06 -- hfocus ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค แจ้งว่าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหภาพยุโรป (European Centre for Disease Prevention and Control : ECDC) มีการเผยแพร่ข้อมูล ณ วันที่ 30 เมษายน 2557 ว่า ทั่วโลกมีรายงานผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า สายพันธุ์ใหม่ 2012 แล้ว 424 ราย เสียชีวิต 131 ราย มีทั้งที่ติดเชื้อในตะวันออกกลาง หรือมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับผู้ที่ติดเชื้อในตะวันออกกลาง อัตราป่วยตาย ร้อยละ 30.90 โดยพบรายงานผู้ป่วยทั้งหมดจาก 15 ประเทศ ดังนี้ ซาอุดิอาระเบียสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ จอร์แดน โอมาน คูเวต อียิปต์ อังกฤษ เยอรมันนี ฝรั่งเศส อิตาลี กรีซ ตูนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยองค์การอนามัยโลก แนะนำให้ให้ประเทศสมาชิกทุกประเทศดำเนินการเฝ้าระวังโรคในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการทางเดินหายใจรุนแรงเฉียบพลัน และติดตามรูปแบบความผิดปกติต่างๆ อย่างใกล้ชิด และยังไม่แนะนำให้มีการจำกัดการเดินทางไปยังประเทศใด และไม่แนะนำให้ตั้งจุดตรวจคัดกรองพิเศษบริเวณทางเข้า-ออกประเทศ ทั้งนี้ ชาวซาอุดีอาระเบียกำลังหวาดกลัวการระบาดของเชื้อไวรัสเมอร์สอย่างมาก เพราะมีผู้เสียชีวิตแล้วเกือบ 100 ราย โดยภายในเดือน เม.ย. เพียงเดือนเดียว มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสเมอร์สในซาอุดีอาระเบียแล้วถึง 31 ราย หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของจำนวนผู้เสียชีวิตในประเทศทั้งหมด หลังจากมีการพบเชื้อตัวนี้ครั้งแรกเมื่อเดือน เม.ย. 2555 นอกจากนั้น ด้านบรรดาผู้เชี่ยวชาญยังประสบปัญหาในการทำความเข้าใจไวรัสเมอร์ส ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกัน โดยมันถูกพิจารณาว่าเป็นไวรัสที่มีอัตราทำให้เสียชีวิตสูงกว่าไวรัส 'ซาร์ส' ซึ่งอยู่ในกลุ่มโคโรนาไวรัสเช่นเดียวกัน เพียงแต่มีอัตราการติดต่อของเชื้อต่ำกว่า ไวรัส โคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2012 หรือ เมิร์สคอฟ (Middle East Respiratory Syndrome Coronavirus : MERS-CoV) เป็นไวรัสสายพันธุ์หนึ่งในกลุ่ม โคโรน่าไวรัส เรียกว่า novel coronavirus : nCoV เพิ่งค้นพบในปี พ.ศ.2555 แม้ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยในประเทศไทย แต่พบผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องใน 13 ประเทศ ได้แก่ จอร์แดน ซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ อังกฤษ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฝรั่งเศส ตูนีเซีย เยอรมนี อิตาลี โอมาน คูเวต มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ โดยพบผู้ป่วยมากที่สุดในซาอุดีอาระเบีย โดยผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าไวรัสสายพันธุ์ดังกล่าวเกิดมาจากสัตว์ เช่น อูฐ, ค้างคาว การรักษาในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาเฉพาะ เช่น ยาต้านไวรัส เนื่องจากโรค MERS-CoV เป็นโรคอุบัติใหม่ ข้อมูลการใช้ยาต้านไวรัสมีค่อนข้างจำกัด เช่นเดียวกับวัคซีนป้องกันโรคยังไม่สามารถผลิตได้ ณ ปัจจุบัน ดังนั้นการรักษาส่วนใหญ่จึงให้การรักษาตามอาการเป็นหลัก รวมทั้งรักษาประคับประคองโดยเฉพาะด้านระบบหายใจ ให้การช่วยเหลือภาวะขาดออกซิเจน และติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด สำหรับประเทศไทย วันที่ 4 พ.ค.นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย มีระบบการเฝ้าระวังโรคที่เข้มแข็ง และดำเนินการสอบสวน ป้องกัน ควบคุมโรคในผู้ป่วยเข้าข่ายการเฝ้าระวังโรคใน 3 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผู้ป่วยปอดบวมที่มีประวัติสัมผัสเชื้อโรคนี้ 14 วันก่อนมีอาการป่วย เช่น เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาดของโรค บุคคลากรทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยเข้าข่าย 2. ผู้ป่วยปอดอักเสบรุนแรง หรือภาวะระบบทางเดินลมหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน 3. ผู้ป่วยติดเชื้อระบบทางเดินลมหายใจส่วนบน เช่น มีอาการไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยเข้าข่าย ภายในช่วงเวลา 14 วันก่อนหรือหลังวันเริ่มป่วย ขณะนี้มีผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ 2012 จำนวนทั้งหมด 2 ราย สัปดาห์นี้มีผู้ป่วยเข้าข่ายเฝ้าระวังเพิ่ม 1 ราย ผู้ป่วยเพศหญิง อายุ 63 ปี สัญชาติอินโดนีเชีย มีโรคประจำตัว คือ โรคหัวใจ เริ่มป่วยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2557 ซึ่งระหว่างส่งต่อไปรักษาที่สถาบันบำราศนราดูร ปรากฎว่า ผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้น ได้ทำการปั๊มหัวใจ กระทั่งหัวใจกลับมาเต้นอีกครั้งจึงส่งต่อไปรพ.เอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ต่อมาผู้ป่วยหัวใจหยุดเต้นอีก และเสียชีวิต "จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่พบเชื้อไวรัสเมอร์ส โควี โดยกรมควบคุมโรค มีมาตรการ อาทิ แนะนำให้บุคลากรทางการแพทย์และผู้สัมผัสใกล้ชิดเฝ้าระวังอาการ โดยหากมีอาการไข้ ไอ หายใจหอบเหนื่อยให้รีบแจ้งกับสำนักระบาดวิทยาทันที สำหรับเจ้าหน้าที่ประจำด่านควบคุมโรคที่สนามบินสุวรรณภูมิ ได้ปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติงานเฝ้าระวังโรคติดเชื้อโคโรน่าไวรัส สายพันธุ์ใหม่ 2012 อย่างเข้มข้น โดยการประสานหน่วยงานทั้งหน่วยรักษาพยาบาล และหน่วยสอบสวนโรค เพื่อการดูแลผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและการควบคุมโรคอย่างเหมาะสมต่อไป" นพ.โสภณ กล่าว https://www.hfocus.org/content/2014/05/7102

Submitted by Anonymous on
เมอร์สเข้าไทยรอบ 2 หรือเมดิคัลฮับจะได้ไม่คุ้มเสีย Mon, 2016-01-25 17:16 -- hfocus นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ข้อเขียนจาก นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ซึ่งเขียนในประเด็นนี้เป็นครั้งที่ 2 กับเหตุการณ์พบผู้ป่วยชาวต่างชาติที่มารักษาในไทย แต่เป็นผู้ป่วยโรคเมอร์ส ซึ่งข้อเสนอของ นพ.ธีระคือ เมื่อรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้านโยบายเมดิคัลฮับ หรือเมดิโคทัวริสซึ่ม โดยให้เหตุผลว่าเพื่อหารายได้เข้าประเทศ แต่ยอมแลกกับปัญหาสมองไหล ผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประชาชน ตลอดจนความลักลั่นและสั่นคลอนมาตรการรักษาพยาบาล ก็ต้องให้ผู้ประกอบธุรกิจ รพ.เอกชนรับผิดชอบความเสี่ยงให้กับสังคมมากขึ้นด้วย นพ.ธีระ วรธนารัตน์ เมอร์สเคสแรกในประเทศเมื่อปีที่แล้ว ได้ทราบมาว่าใช้งบประมาณไปราว 100 ล้านบาทเพื่อจัดการควบคุม และเฝ้าระวังโรค (อ่านจากโพสต์ Facebook นพ.สุรเชษฐ์ อดีตรักษาการปลัด สธ.) จากนั้นรัฐก็ทำทุกอย่างให้เงียบเหมือนไฟไหม้ฟาง แม้จะมีหลายคนพยายามเตือนให้รัฐทบทวนนโยบายการส่งเสริมให้หารายได้จากการรักษาชาวต่างชาติ งานวิจัยมากชิ้นขึ้นเรื่อยๆ ในรอบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ที่เริ่มชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของนโยบายแบบเมดิคัลฮับ และ/หรือเมดิโคทัวริสซึ่ม ไม่ได้มีแต่ข้อดีเรื่องเงินที่ไหลเข้าประเทศตามที่คาดหวัง แต่มีผลกระทบด้านลบทั้งเรื่องสมองไหลจากรัฐไปเอกชนมากขึ้น จนเกิดผลกระทบต่อระบบสุขภาพสำหรับประชาชนในประเทศ ความลักลั่นและสั่นคลอนมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาล การฟ้องร้อง ฯลฯ ในขณะที่เมืองไทยนั้น เราเห็นชัดเจนจากกรณีของเมอร์ส ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของประชาชนในประเทศ และการถลุงงบประมาณสาธารณะเพื่อจัดการปัญหา ทั้งๆ ที่เม็ดเงินส่วนใหญ่ที่ได้นั้นตกอยู่แต่ในภาคส่วนเอกชน ในขณะที่รัฐได้ภาษีนิติบุคคลจากสถานประกอบการเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ประเทศต้องทุ่มเพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหา บัดนี้เคสที่สองได้กลับมาเยือนอีกครั้ง พร้อมทวนซ้ำกระบวนการเดิม ที่ตกเป็นภาระของสถานพยาบาลภาครัฐ และหน่วยงานสาธารณสุขที่ต้องมาช่วยกันจัดการปัญหาเดิมๆ ภายใต้งบที่มีจำกัด ถึงเวลาที่ควรจะเรียกร้องให้เกิดการเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชนและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศแล้วครับ เพื่อนำมาใช้ลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบส่งเสริมสุขภาพ และควบคุมป้องกันโรค เหล้ากับบุหรี่นั้นร้ายกาจจนเราต้องใช้มาตรการภาษีบาปมาจับ แต่เรื่องนี้นั้นรุนแรงยิ่งกว่า เพราะเห็นผลกระทบต่อคนหมู่มากในระยะเวลาอันรวดเร็ว เหตุใดฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารจึงทำตัววางเฉย? ฤ จะรอให้ระบาด และก่อผลกระทบต่อตัวท่านและคนใกล้ชิด ได้ไม่คุ้มเสียหรอกครับ นโยบายหาเงินแบบนี้ การดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บไม่ใช่สินค้าหรือบริการแบบซื้อมาขายไป ยามใดที่สังคมคิดจะ "ซื้อขายชีวิต" ตามกลไกธุรกิจทุนนิยมแบบเป็นล่ำเป็นสัน ยามนั้นสังคมอาจต้องตระหนักและเตรียมใจรับกับผลกระทบต่อชีวิตคนในสังคม ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อคนในสังคม ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ และช่วยจัดการความเสี่ยงในสังคมด้วยครับ ผู้เขียน ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ สำนักงานวิจัยและพัฒนาเพื่อการแปรงานวิจัยสุขภาพสู่การปฏิบัติ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หมายเหตุ ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่พบผู้ป่วยโรคเมอร์สคนแรกในไทย ซึ่งเป็นชาวโอมานเช่นกัน นพ.ธีระ เคยแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวภายใต้ข้อเขียนนี้ เมอร์สเข้าไทย เมื่อหยุดเมดิคอลฮับไม่ได้ ต้องเก็บเงินความมั่นคงสุขภาพจากเอกชน ซึ่งเผยแพร่ใน hfocus เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.58 https://www.hfocus.org/content/2016/01/11595

Submitted by Anonymous on
นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : เมอร์สเข้าไทย เมื่อหยุดเมดิคอลฮับไม่ได้ ต้องเก็บเงินความมั่นคงสุขภาพจากเอกชน Sat, 2015-06-27 15:24 -- hfocus นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ข้อเขียนจาก ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ที่ยกตัวอย่างการพบผู้ป่วยโรคเมอร์ส จากคนไข้ชาวต่างชาติที่เข้ามารักษาใน รพ.เอกชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายเมดิคอลฮับ โดยระบุว่า เงินที่ได้จากธุรกิจนี้จะดูเล็กน้อยไปถนัดตา หากเกิดการระบาดของโรครุนแรง และในเมื่อไม่สามารถยับยังเมดิคอลฮับได้ ดังนั้นถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐจะกฎหมายที่เรียกเก็บ "ค่ารักษาความมั่นคงทางสุขภาพของสาธารณะ" จากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ เพื่อมาเป็นทุนสำรองภาครัฐสำหรับช่วยจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านการควบคุมป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่เกิดจากนโยบายและการประกอบธุรกิจเหล่านั้นในสังคม ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ "รัฐ" ควรออกกฎหมายเพื่อเรียกเก็บ "เงิน" จากระบบการประกอบธุรกิจที่มีโอกาสส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพ/ความปลอดภัยของประชาชน และความมั่นคงทางสุขภาพของประเทศ การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการประกอบธุรกิจนั้นๆ ประจำปี...ไม่ถือว่าเพียงพอ เพราะคนทั้งประเทศที่ประกอบ กิจการทั่วไปก็กระทำเช่นเดียวกัน โดยไม่ได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสวัสดิภาพ/ความปลอดภัยของประชาชนในสังคม ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือ การมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้ระบบสุขภาพไทยโกยเงินเข้าประเทศผ่านการรักษาคนที่มาจากต่างประเทศ หรือที่เรารู้จักกันดีในนาม "เมดิคอลฮับ (Medical hub)" MERS CoV เข้ามาในประเทศได้เมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้เราเห็นกันชัดเจนว่า ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกระดับประเทศ และต้องมีการระดมสรรพกำลังทุกที่ทุกทาง พร้อมกับการที่รัฐต้องระดมทรัพยาการมากมายมหาศาลในการมาควบคุมป้องกัน และแก้ไขปัญหานี้ ผู้ดูแลอำนาจ "รัฐ" ต้องแสดงความโปร่งใส และจริงจังในการรักษาผลประโยชน์ของชาติเสียที เงินที่ได้จากภาษีธุรกิจขายบริการสุขภาพ และจากตลาดหุ้นของธุรกิจสุขภาพนี้ จะดูเล็กน้อยไปถนัดตา หากเกิดการระบาดของโรครุนแรงในอนาคตจนสร้างผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป หาก "รัฐ" ไม่สามารถยับยั้งเรื่อง "ตลาดหุ้น" และ "นโยบายเมดิคอลฮับ" ได้ ก็จำเป็นต้องทบทวนสาระนโยบาย และออกกฎหมายที่เรียกเก็บ "ค่ารักษาความมั่นคงทางสุขภาพของสาธารณะ" จากกลุ่มธุรกิจเหล่านี้ เพื่อมาเป็นทุนสำรองภาครัฐสำหรับช่วยจัดการโครงสร้างพื้นฐานด้านการควบคุมป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่เกิดจากนโยบายและการประกอบธุรกิจเหล่านั้นในสังคม การเก็บเงินดังกล่าวข้างต้นสามารถทำได้ทั้งที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบกิจการที่ได้รายได้จากคนไข้ต่างชาติ เพราะผู้ประกอบกิจการมีสิทธิเลือกที่จะให้บริการหรือไม่ก็ได้ โดยเก็บตามจำนวนที่บริการ หรือจะเป็นแบบรวบยอดรวมเป็น % ของกำไรสุทธิทั้งปี หากสัดส่วนการบริการคนต่างชาติเกินกว่าการดูแลคนที่พำนักภายในประเทศ นอกจากนี้ "รัฐ" ยังสามารถที่จะเลือกออกกฎหมายเก็บจากตัวคนไข้ต่างชาติโดยตรงเช่นกัน ในรูปแบบของภาษีการใช้บริการสุขภาพในลักษณะ consumption tax ด้วยเหตุผลข้างต้นคือ ความเจ็บป่วยที่นำมารักษาในประเทศนั้นอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชากรในประเทศ ตามคำฝรั่งที่เรียกว่า negative externalities (1) เฉกเช่นเดียวกัน นักลงทุนในตลาดหุ้นที่เป็นกลุ่มที่เลือกจะประกอบกิจการในนโยบายดังกล่าว ย่อมควรที่จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการตัดทอนเงินปันผลประจำปี เพื่อการเดียวกัน เพราะการลงทุนในหุ้นตัวนั้นๆ เป็นการสนับสนุนทางอ้อมที่อาจทำให้เกิดความเสี่ยงในสังคมได้ มองไปมองมาคงคล้ายคลึงกับที่ภาษีเหล้าและบุหรี่ แต่ต่างกันตรงที่นี่เป็นการจัดการความเสี่ยงระดับสาธารณะที่ชัดเจนในระยะยาว สุดท้ายแล้ว แนวทางนโยบายตลาดการค้าเสรีคงยากที่จะมีกลไกใดมาห้ามได้ในยามนี้ แต่สามารถปรับกลไกกฎหมาย และระเบียบสังคม ให้ชัดเจน เพื่อให้ทั้งนักลงทุน และธุรกิจที่จะดำเนินกิจการ ได้เลือกว่า จะดำเนินชีวิตในแนวทางใด หากจะทำ ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในเรื่องผลกระทบที่มีโอกาสเกิดแก่ประชาชนวงกว้าง แม้ไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ตาม ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานวิจัยและพัฒนาการแปรงานวิจัยสุขภาพสู่การปฏิบัติ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกสารอ้างอิง 1. http://mobile.nytimes.com/2010/06/06/business/06view.html?referrer=&_r=0 https://www.hfocus.org/content/2015/06/10269

Submitted by Anonymous on
"....จากสถิติรายปีของเอเชียและแปซิฟิก พ.ศ. 2557 (Statistical Yearbook for Asia and the Pacific 2014) โดยคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (Economic and Social Commission for Asia and the Pacific) แสดงให้เห็นว่าการติดเชื้อเอชไอวีของผู้มีอายุระหว่าง 15 - 49 ปี ในหลายประเทศมีอัตราสูง โดยเฉพาะประเทศไทยซึ่งมีอัตราผู้ติดเชื้อสูงสุดในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก คือร้อยละ 1.1 ตามมาด้วยกัมพูชา ร้อยละ 0.8 และเมียนมา ร้อยละ 0.6 ตามลำดับ ซึ่งการติดเชื้อดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มผู้ขายบริการทางเพศ (sex worker) รักร่วมเพศชาย (men who have sex with men) และผู้ใช้ยาเสพติด (people who inject drugs) เมื่อศึกษาข้อมูลรายประเทศเฉพาะในกลุ่มอาเซียนพบว่า อัตราการติดเชื้อเอชไอวีในประเทศต่าง ๆ ในกลุ่มผู้มีอายุระหว่าง 15 - 49 ปี เป็นดังตาราง จากข้อมูลการติดเชื้อเอชไอวีของประเทศอาเซียน 8 ประเทศ ตามตารางจะเห็นว่าเมื่อเปรียบเทียบอัตราการติดเชื้อระหว่าง พ.ศ. 2533 ถึง พ.ศ. 2555 หรือในช่วงประมาณ 20 กว่าปีที่ผ่านมา สถานการณ์ การติดเชื้อของทุกประเทศไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในประเทศไทยซึ่งมีอัตราการติดเชื้อสูงสุดในอาเซียน และประเทศกัมพูชาที่มีอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าประเทศอื่น ๆ ..." http://www.aseanthai.net/ewt_news.php?nid=3906&filename=index

Add new comment