"เครื่องสูบไฟฟ้า" คำใหม่ที่ควรใช้แทนบุหรี่ไฟฟ้า

Sun, 2019-09-29 17:04 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ปัจจุบัน บุหรี่ไฟฟ้านั้นถูกใช้เพื่อเสพทั้งสารละลายที่มีนิโคตินและสารสกัดกัญชา ไม่ว่าจะเป็น THC หรือ CBD

ล่าสุดทำให้คนอเมริกันโดนหามส่งโรงพยาบาลแล้ว 530 คน กระจายใน 38 มลรัฐ ครึ่งหนึ่งอายุน้อยกว่า 25 ปี 3 ใน 4 เป็นผู้ชาย ตายไปแล้ว 8 ราย จากภาวะปอดพัง รายที่ 8 นี้เป็นคนที่เสพเพราะมีอาการปวดเรื้อรัง อายุราว 40 ปี

ตอนนี้ประเทศแคนาดารายงานผู้ป่วยแบบอเมริกา รายแรกในสัปดาห์นี้เอง เป็นวัยรุ่นที่ออนตาริโอ หามส่งไอซียู แต่ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว

อดีตที่ปรึกษาอาวุโสขององค์การอาหารและยาของสหรัฐได้ให้สัมภาษณ์กับนิวยอร์คไทม์สว่า ควรแบนการขายสารละลายที่มีสารสกัดกัญชาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐที่เสรีกัญชา

เหตุการณ์ปอดพังจากการสูบนี้ กำลังสร้างความปั่นป่วนและเคลือบแคลงใจในอเมริกาอย่างมาก เพราะมีหลายต่อหลายรัฐได้ปลดล็อคกัญชาไปมากมาย การจะควบคุมจึงยากเป็นทวีคูณ

จริงๆ ไม่ควรใช้คำว่า"บุหรี่ไฟฟ้า" อีกต่อไป แม้จะแปลมาจากภาษาอังกฤษตรงๆ ก็ตาม เพราะจะทำให้คนหลงคิดว่าเป็นบุหรี่ แต่ควรใช้คำอื่นอย่าง "เครื่องสูบไฟฟ้า" เพราะตอนนี้ที่นิยมกันกลับไม่ใช่แค่สารละลายนิโคติน แต่รวมไปถึงพวกสารละลายประเภทสารสกัดกัญชา ปัญหาบ้านเค้าเริ่มปรากฏมากมาย เมืองไทย...ต้องรอติดตาม

ตอนนี้มีอย่างน้อย 2 เหตุการณ์สำคัญในอเมริกา ที่ควรเฝ้าระวังในไทย ได้แก่ ภาวะเลือดออกผิดปกติจากการเสพกัญชาสังเคราะห์ และภาวะปอดพังจากการใช้เครื่องสูบไฟฟ้าครับ ยังไม่นับเรื่องอื่นๆ ที่มีแนวโน้มมาแน่ๆ จะช้าจะเร็ว ได้แก่ โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท ฆ่าตัวตาย ทำร้ายคนอื่น อาชญากรรมอื่น อุบัติเหตุจราจรจนตาย พิการ หรือบาดเจ็บ รวมถึงการออกจากโรงเรียนของเด็กนักเรียนที่เสพ

ส่วนที่มาแล้ว มาเร็วเคลมเร็ว แต่มากขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเห็นเป็นกิจวัตรคือ แอบซื้อแอบใช้จนหามส่งโรงพยาบาลจากภาวะเป็นพิษจากกัญชา อะไรกันเนี่ย?

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง

1. Outbreak of Lung Injury Associated with E-Cigarette Use, or Vaping. US Center for Disease Control and Prevention. 19 September 2019.

2. Christensen J and Gumbrecht J. Eighth death linked to vaping as illnesses surge around the United States. CNN Health. 20 September 2019.

3. Edwards E. More deaths expected from vaping lung illnesses, CDC says. NBC News. 19 September 2019.

ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Comments

Submitted by กระท่อมก้านแดง on
ทำไมคนหยิบมือเดียวจึงทำให้กัญชา-กัญชงเป็นพืชที่ผิดกฎหมายไปทั่วโลก เผยแพร่: 9 มิ.ย. 2562 20:12 โดย: ประสาท มีแต้ม เราได้ทราบกันดีแล้วว่า ขณะนี้ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเราด้วยกำลังมีการเคลื่อนไหวเพื่อให้พืชกัญชาเป็นพืชที่ถูกกฎหมาย เป็นยารักษาโรค ไม่ใช่ยาเสพติดหลายประเทศได้ทำสำเร็จเรียบร้อยไปแล้ว เช่น ประเทศแคนาดาซึ่งเคยทำให้ผิดกฎหมายตั้งแต่ปี พ.ศ. 2466 แต่ได้แก้ไขให้ถูกกฎหมายอย่างสมบูรณ์แบบทั้งทางการแพทย์และเพื่อการผ่อนคลายในปี 2561 ที่ผ่านมา สำหรับประเทศไทยเราเองก็ไม่ได้น้อยหน้าชาวโลก ได้มีพระราชบัญญัติ “กันชา”ในปี 2478 (รัชกาลที่ ๘) โดยอ้างว่า “เพื่อควบคุมกันชาซึ่งให้โทษอย่างร้ายแรงแก่ผู้สูบ” ผมได้นำบางส่วนมาแสดงในภาพด้วยครับ แต่เมื่อถึงคราวที่ชาวโลกเขาเปลี่ยนเพื่อกลับไปสู่สิ่งที่ธรรมชาติได้จัดสรรอย่างสมดุลและยั่งยืน รัฐบาลไทยกลับอืดอาดและพยายามจะบิดเบือนกฎของธรรมชาติด้วยเล่ห์เพทุบายต่างๆ นานาเพียงเพื่อให้กลุ่มทุนได้รับสิทธิผูกขาดยาที่สกัดจากกัญชาพร้อมกับไม่ยอมให้คนไทยเข้าถึงได้โดยง่าย บทความในวันนี้ ผมตั้งใจพยายามจะตอบคำถามว่า ทำไมกัญชา (และกัญชงซึ่งคล้ายกันมากกับกัญชาแต่มีสารและสรรพคุณที่ต่างกัน ทั้งในการรักษาโรคและการใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ) จึงได้กลายเป็นพืชที่ผิดกฎหมายไปทั่วโลกและด้วยวิธีการใด ผมเองได้เคยอ้างถึง “กฎของคนหยิบมือเดียว” (Law of the few โดยMalcolm Gladwell ปี 2543) ซึ่งสรุปว่าในการเปลี่ยนแปลงสังคมไม่จำเป็นต้องใช้คนจำนวนมากเสมอไป แต่หากมีการประสานกันอย่างดีของคนจำนวนน้อย (ที่มีความเป็นวิชาการ มีผู้สื่อสารที่กินใจผู้รับสาร และมีผู้ประสานงานที่ดี) ก็อาจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โตได้ ทั้งที่เป็นเรื่องดีและเรื่องเลวๆ ด้วย เรื่องที่ทำให้กัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปทั่วทั้งโลกเมื่อประมาณร้อยปีที่แล้ว ก็อยู่ภายใต้กฎของคนหยิบมือเดียวครับ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ผมขอเรียนให้เห็นความสำคัญของกัญชงอย่างสั้นๆ ครับ เพราะผมเชื่อว่าหลายท่านยังไม่ทราบกัน อดีตประธานาธิบดี ทอมัส เจฟเฟอร์สัน (2286-2368) ของสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวไว้ว่า “กัญชง (hemp) คือความจำเป็นอันดับแรกเพื่อความมั่งคั่งและการปกป้องประเทศสหรัฐอเมริกา” ทั้งนี้เพราะว่าพืชกัญชงมีประโยชน์ที่หลากหลายมาก ทั้งระดับครัวเรือนจนถึงระดับกองทัพเพื่อป้องกันประเทศ เม็ดใช้ทำอาหารทั้งคนและสัตว์ น้ำมันปรุงอาหาร เส้นใยใช้ทำเชือกเพื่อใช้ในสงคราม ทำเสื้อเกราะ (ดูภาพประกอบ) สำหรับเรื่องประโยชน์ของกัญชา ผมเชื่อว่าสังคมไทยได้รับรู้ความจริงอย่างรวดเร็วมาก หลังจากที่ได้ถูกหลอกมานานร่วมร้อยปี แต่กฎหมายที่เพิ่งผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติไปเมื่อไม่นานมานี้ก็ยังหมกเม็ดและบิดประเด็นสำคัญ ส่งผลให้ภาคประชาสังคม 11 องค์กรต้องออกมาเดินรณรงค์ในเวลานี้ ขอเรียนอีกครั้งว่า ยาที่ใช้ในการรักษาโรคต่างๆ มีอยู่ทั้งในกัญชาและกัญชง แต่คนไทยเรามักจะเข้าใจว่ามีเฉพาะในกัญชาเท่านั้น คราวนี้มาถึงประเด็นว่า คนหยิบมือเดียวสามารถทำให้กัญชาและกัญชงเป็นสิ่งผิดกฎหมายไปทั่วทั้งโลกได้อย่างไร ขอเริ่มต้นที่วัตถุประสงค์และแนวความคิดในการกระทำดังกล่าวครับ วัตถุประสงค์ก็คือการกีดกันทางการค้าของผู้ที่ค้นพบยาแอสไพรินในปี 2442 โดยบริษัท Bayer (บริษัทเยอรมนี) และการสังเคราะห์ไนลอน (Nylon) ของบริษัท DuPont (บริษัทอเมริกัน) ในปี 2481 ยาแอสไพรินเป็นยาแก้ปวด ปัจจุบันใช้ป้องกันโรคเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือด แต่ก็มีผลข้างเคียงหลายอย่างตามมามีการประมาณว่าในแต่ละปีชาวโลกใช้ยาแอสไพรินประมาณ 50,000 ถึง 120,000 ล้านเม็ด มีมูลค่ามหาศาล (https://en.wikipedia.org/wiki/Aspirin) รัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกาได้เคยประกาศให้กัญชาและกัญชงเป็นพืชผิดกฎหมาย (ปี 2480) แต่เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลต้องการใช้เชือกจำนวนมากในกองทัพเรือ จึงได้ประกาศยกเลิกการห้ามปลูกชั่วคราว เพราะต้นกัญชงสามารถใช้เส้นใยเพื่อทำเชือกได้นอกจากการใช้ทำเชือกแล้ว ยังสามารถทำกระดาษคุณภาพดี รวมทั้งเสื้อผ้าด้วย บริษัท DuPont เริ่มทำวิจัยเกี่ยวกับไนลอน (ซึ่งเป็นสารที่เรียกว่าโพลีเมอร์ ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี) ในปี 2470 จนสำเร็จและออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีต่อมา ทั้งกัญชาและกัญชงจึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญของทั้งอุตสาหกรรมยา และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท DuPont กับกระบวนการทำให้กัญชาและกัญชงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ไม่มีอะไรซับซ้อนมากนัก เป็นการเริ่มต้นด้วยคนเพียง 4 คน คือ (1) ผู้บริหารระดับสูงสุดของทบวงยาเสพติด (2) รัฐมนตรีกระทรวงการคลังและเจ้าของธนาคาร (3) สื่อมวลชน และ (4) นักธุรกิจเจ้าของบริษัทอุตสาหกรรมสารเคมีและเส้นใยสังเคราะห์ในภาพข้างล่างครับ นี่คือการประสานงานของคนหยิบมือเดียว (Law of the few) ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเรื่องอื่นๆ ได้ สำหรับเรื่องแนวความคิด โดยวัฒนธรรมของชาวอเมริกันผิวขาว (บางกลุ่ม) เชื่อว่า การสูบกัญชาเป็นเรื่องของคนชั้นต่ำและชาวต่างชาติที่อพยพเข้ามา การห้ามใช้กัญชาคงจะได้รับการยอมรับโดยสัญชาตญาณและจะไม่มีใครคัดค้าน นอกจากสื่อในเครือดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังมีภาพยนตร์ที่ล้างสมองชื่อ “Reefer Madness” (ปี 2479) บางท่านอาจจะคิดว่า คนสำคัญเพียง 4 คนดังกล่าวข้างต้น จะมีพลังมากถึงขนาดนั้นเชียวหรือ เรื่องนี้ก็เหมือนกับโรคระบาดนั่นแหละครับ คือเริ่มต้นจากเชื้อโรคจำนวนเพียงนิดเดียว แต่สามารถแพร่กระจายและส่งผลกระเทือนได้อย่างรวดเร็วและมหาศาล เพราะในปี 2504 ในที่ประชุมองค์การสหประชาชาติในการประชุม The United Nations Single Convention on Narcotic Drugs ก็ออกมารับลูกต่อ วันนี้ (9 มิถุนายน) เป็นวันสุดท้ายของการรณรงค์เดินเพื่อผู้ป่วย “Cannabis walk Thailand” ของภาคประชาชน 11 องค์กร ผมเองไม่มีโอกาสได้ไปร่วมด้วย แต่ได้เขียนบทความเพื่อเอาใจช่วย 4 สัปดาห์ติดต่อกันแล้ว ผมเชื่อมั่นว่านี่คือการเคลื่อนไหวของคนหยิบมือเดียวเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมในทางที่ดี ในทางที่ให้คนสามารถกำหนดอนาคตและรักษาตนเองได้ การกระทำดังกล่าวจะแพร่กระจายและส่งผลกระเทือนไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วราวกับโรคระบาดอย่างแน่นอน คิดดี ทำดี วิชาการดี ประสานงานดี และมุ่งมั่นถึงขนาดนี้แล้ว ไม่สำเร็จก็ให้มันรู้กันไปครับ https://mgronline.com/daily/detail/9620000054848

Add new comment