นักวิชาการอังกฤษชมหลักประกันสุขภาพไทยมีเสถียรภาพ เดินหน้าได้เร็วกว่าประเทศอื่น

Sun, 2019-11-10 20:05 -- hfocus
Print this pagePrint this page

นักวิชาการอังกฤษชี้ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไม่เป็นภาระทางการเงินการคลัง แนะนำไทยเตรียมรับมือสังคมผู้สูงอายุ ระบุการที่ไทยใช้ภาษีหนุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นปัจจัยสำคัญทำให้มีเสถียรภาพ เดินหน้าได้เร็วกว่าประเทศอื่น และพิสูจน์ว่าประเทศที่ไม่ร่ำรวยสามารถใช้ภาษีเพื่อสุขภาพประชาชนได้โดยไม่ล้มละลาย

ศาสตราจารย์ แอนน์ มิลส์ (Anne Mills) รองผู้อำนวยการวิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน (London School of Hygiene and Tropical Medicine) มหาวิทยาลัยลอนดอน สหราชอาณาจักร ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณสุขและเศรษฐศาสตร์สุขภาพ ซึ่งได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลสาขาการแพทย์ประจำปี 2552 กล่าวว่า วิธีการจัดสรรงบประมาณจากภาษีของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทย โดยใช้รูปแบบ “งบเหมาจ่ายรายหัว” ถือว่าเป็นวิธีการบริการเงินที่มีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมรายจ่าย ขณะที่ทำให้คนไทย 48 ล้านคนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้

“ตอนที่เริ่มหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประเทศไทยกล้ามากที่ใช้งบประมาณจากภาษี เพราะส่วนมากแล้ว ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างมักไม่นิยมโมเดลการจ่ายสวัสดิการด้วยภาษี เพราะยังจัดเก็ยภาษีได้ไม่มากนัก” ศาสตราจารย์มิลส์กล่าว และว่า “การใช้เงินภาษีสนับสนุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพในประเทศไทยมีเสถียรภาพ เดินหน้าได้เร็วกว่าประเทศอื่น ประเทศไทยพิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศที่ไม่ร่ำรวยสามารถนำภาษีมาใช้จ่ายเพื่อสุขภาพประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยระบบยังไม่ล้มละลายจนถึงทุกวันนี้”

ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับการจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวในปี 2546 ที่ 1,202.40 บาท/คน/ปี รวมเป็นงบประมาณ 56,091 ล้านบาท ในปีงบประมาณ 2562 งบเพิ่มเป็น 3,426.56 บาท/คน/ปี รวมเป็นงบประมาณ 166,445 ล้านบาท

แม้ว่างบเหมาจ่ายรายหัวจะสูงขึ้นถึง 3 เท่าในระยะ 17 ปีที่ผ่านมา แต่ยังอยู่ในสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 1 ของจีดีพี ซึ่งศาสตราจารย์มิลส์เห็นว่าเป็นอัตราส่วนที่ “เป็นเหตุเป็นผล” และสะท้อนว่าประเทศไทย “ยังมีความสามารถจ่ายให้กับระบบสุขภาพได้อีก”

อย่างไรก็ดี ศาสตราจารย์มิลส์แนะนำว่าการเปลี่ยนแปลงของประชากรไทย โดยจะมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นในอนาคตเป็นความท้าทายใหญ่ที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าต้องจัดการ โดยผู้สูงอายุจะมีอายุยืนขึ้น และอาจมีอาการป่วยเรื้อรัง ซึ่งนั่นหมายถึงภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายจากลักษณะครอบครัวที่เปลี่ยนไปเป็นครอบครัวเดี่ยว ซึ่งอาจทำให้ครอบครัวไม่มีสมาชิกที่จะมาดูแลผู้สูงอายุอยู่กับบ้าน

“โชคดีที่ประเทศไทยรู้ว่าตนเองจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแต่เนิ่นๆ จึงพอมีเวลาในการวางแผนระบบในอนาคต” ศาสตราจารย์มิลส์กล่าว “ระบบต้องสร้างสมดุลของการพัฒนาบริการที่โรงพยาบาล และการทำให้คนสามารถดูแลตัวเองได้ที่บ้าน โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาลงเอยที่โรงพยาบาลในทุกกรณี จนอาจทำให้โรงพยาบาลมีผู้ป่วยแออัดมากไปกว่านี้”

ในเชิงรูปธรรม ศาสตราจารย์มิลส์เสนอว่าอาจต้องมีการพัฒนาศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว หรือสนับสนุนให้สมาชิกในครัวเรือนช่วยดูแลกันและกัน และควรเน้นการส่งเสริมป้องกันโรค เพื่อลดความเสี่ยงเกิดโรค และลดความรุนแรงของอาการป่วย ซึ่งประเทศไทยก็ทำนโยบายส่งเสริมป้องกันโรคมาตลอด แต่ยังสามารถพัฒนาได้ดีกว่านี้

Comments

Submitted by อริศรา ปัททุม on
สิ่งที่พูดโดยมุมมองของศจมิลส์ถูกหลายอย่าง การเหมาจ่ายเป็นรายหัวมันเป็นการบังคับและส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติงานต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่า ระบบวัฒนธรรมแบบเกื้อกูลในครอบครัวและชุมชนช่วยขับเคลื่อนระบบบริการสุขภาพของไทยให้มาได้ถึงทุกวันนี้ มองภาพจากคนทำงานในระบบสวัสดิการ จำนวนงานรู้สึกว่ากำลังงาน front line ไม่มีความพึงพอใจอย่างสูงกับ workload ที่มีมากเกินกำบังมาหลายๆปี ซึ่งข้อมูลของจำนวนคนleave the system/ turn over สามารถบอกได้ว่า staff satisfactory ค่อนข้างต่ำ ในแนวการบริหาร ทุกคน คือคนให้บริการ คนรับบริการ ควรจะมีความพอใจระดับหนึ่งที่พอเหมาะพอดีกับทรัพยากรที่มี ระบบสุขภาพที่ดีต้องปรับตามdemand และsupply อยู่ตลอดเวลา

Submitted by ขยะใต้พรม on
""เหตุใด พนักงาน-ผู้บริหาร สปสช. จึงไม่ใช้สิทธิบัตรทอง?"" เผยแพร่: 20 มิ.ย. 2560 12:22 ปรับปรุง: 21 มิ.ย. 2560 16:04 โดย: อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ ......... อาจารย์ ดร.อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ ผู้อำนวยการศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ........... สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและ NGO ตระกูล ส พูดอยู่เสมอว่าต้องการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ล่าสุด สปสช. ซึ่งดูแลบัตรทองทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน มีการได้รับโบนัส มีการนำเงินส่วนลดค่าจัดซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมในนามของเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ ได้เงินไปดูงานต่างประเทศ ได้ซื้อรถตู้ ได้เงินสวัสดิการอันเป็นลาภที่ควรได้ .......... นอกจากนี้พนักงานและผู้บริหาร สปสช. ยังเป็นชนชั้นสูงได้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาลเหนือกว่าประชาชนผู้ถือบัตรทอง 30 บาทที่โฆษณาว่า 30 บาทรักษาได้ทุกโรคนั้นไม่จริง ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยาย .............. เวลาจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ประชาชนผู้ถือบัตรทอง ใช้การเหมาจ่ายรายหัว (Capitation) สำหรับการรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) และใช้การจ่ายเงินแบบจำกัดในการรักษาผู้ป่วยใน (IPD) โดยใช้กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnostic related group: DRG) มีการจำกัดรายการยาผ่านรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ กำหนด protocol ในการรักษา ประหยัด จำกัด ทุกสิ่งอย่าง ............ แต่พอจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ตัวเอง เบิกได้ฟรีทุกอย่างตามที่จ่ายจริง (Fee for service) ทั้ง OPD และ IPD ซึ่งดีกว่าทั้งสิทธิประกันสังคมซึ่งใช้การเหมาจ่ายรายหัวสำหรับ OPD และ DRG สำหรับ IPD และสิทธิรักษาพยาบาลราชการซึ่งใช้ Fee for service สำหรับ OPD และใช้ DRG สำหรับ IPD สรุปง่ายๆ คือสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานและผู้บริหาร สปสช. นั้นเหนือกว่าทั้งสิทธิราชการ สิทธิประกันสังคม สิทธิบัตรทอง .......... ถ้าบัตรทองดีจริงทำไม พนักงานและผู้บริหาร สปสช. ไม่ใช้บัตรทองด้วย หรือประชาชนเป็นชนชั้นล่าง และพนักงานและผู้บริหาร สปสช. เป็นชนชั้นสูง จึงสองมาตรฐานเช่นนี้ มีการส่งจดหมายเวียนนี้ออกไปตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ โรงเรียนแพทย์เพื่อให้พนักงานและผู้บริหาร สปสช. สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบ Fee for service ตามที่จ่ายจริง ............. นี่คือปัญหาตัวการ-ตัวแทน Principal-Agent Problem และเป็นการใช้อย่างบิดเบือน (Moral Hazard) ของ สปสช. โดยที่ สปสช. เป็นตัวแทนที่ต้องการทำให้ตนเองได้ผลประโยชน์สูงสุด ............. สปสช. เลือกใช้วิธีจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ดีที่สุดให้ตัวเองคือ Fee for service กลุ่ม NGO สปสช. บอกให้รวมกองทุนทั้งประกันสังคมและสิทธิ์ราชการ ให้มาใช้บัตรทองเหมือนกันหมด สนับสนุนการยุบรวมกองทุนบังคับประชาชนให้ใช้ OPD แบบเหมาจ่ายรายหัว และสำหรับ IPD ให้ใช้ Disease related group หรือ DRG ซึ่งคือการบีบให้เงินรักษาโรคสำหรับผู้ป่วยในจำกัดตามความจำเป็น แต่ตัวเองใช้วิธีจ่ายตามจริง ได้ทุกอย่าง ดีสุด เลิศสุด ............. นี่คือความเหลื่อมล้ำอย่างที่สุด แล้ว NGO ตระกูล ส พอได้เงินแล้วหายไปไหม นี่ไงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่พวกคุณพูด ทำไมไม่ออกมาต่อสู้ ไม่ออกมาถล่ม .......... แล้วที่ออกมาต่อต้านการแก้กฎหมายบัตรทองกันอีก เหตุผลคืออะไรคงพอทราบกันอยู่แล้ว เมื่อสุนัขบางตัวถูกทุบชามข้าว มันจะเห่าอาละวาดไม่หยุด ........... ตกลงทำเพื่อตนเอง หรือ ทำเพื่อประชาชน? ตกลงเป็นนายหน้าค้าความตายหรือนายหน้าค้าความจน? นี่เงินแผ่นดินประชาชนย่อมมีสิทธิ์ถามได้ ว่าคุ้มค่า มีธรรมาภิบาล ........ ร้อยเอก นายแพทย์ บรรพต หัวใจ ได้แสดงความคิดเห็นว่า .............. “บัตรทองด้วยกันเอง ยังมีความเหลื่อมล้ำเลย...รับไม่ได้ สปสช. บอกว่า ตัวเองก็ใช้บัตรทอง เหมือนกัน(บางคนใช้สิทธิ์ข้าราชการของลูกหรือสามีภรรยาหรือ เกษียณออกมา ใช้สิทธิ์ข้าราชการ ก็มี) หลักฐานนี้...บอกว่า คนใน สปสช. มีอภิสิทธิ์ในการเข้ารับการรักษาได้ฟรี ที่โรงเรียนแพทย์ได้เลย อ้าว คนจนล่ะ คนจน บ้านไกลๆ ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ต้องกลับไปขอใบส่งตัว เพื่อเอามารักษาตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเอง ก็เข้ามาทำงาน ในเมือง ในกรุงเทพแล้ว แต่ไม่มีใครรับรอง ให้ย้ายสิทธิ์บัตรทองเข้ามา บัตรทอง 15 ปีมานี้ ........... ไหนบอกว่าคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าสิทธิ์ข้าราชการ ถ้าจะให้ดีจริง บัตรทองต้องใช้โรงพยาบาลไหนก็ได้ มันถึงจะแฟร์กับคนจน เพราะคนจน ไม่มีปัญญามีบ้านมีที่ดินในเมือง คนเมือง เข้าถึงการรักษาโรงเรียนแพทย์ได้เลย ...มันไม่ยุติธรรม แล้วมีคนใน สปสช. เถียงด้วยนะ ถ้าปล่อยให้ทุกคนรักษาที่ไหนก็ได้ ศิริราช รามา จุฬา คงต้องมีสาขา 2 ,3,4 ........... คนจนที่อาศัยในกรุงเทพกล่าวว่า “เขาจะมีกี่สาขา มันก็เรื่องของเขา ทีพวกนี้ยังเข้ารักษาฟรีได้เลย เงินเดือนพวกมึง ก็ภาษีประชาชน ประชาชนลำบาก พวกนี้กลับตอบแบบปัดภาระ ถ้าตั้งใจทำงานจะมีปัญญาแก้ได้ ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ลาออกไป ให้คนที่แก้ได้ มาทำงานแทน จุฬา รามา ศิริราช เขามีจำกัดคิว และถ้าผมพักอยู่รังสิต ผมก็ไม่ไปเข้าหรอก มันไกล ผมรักษาบัตรทองที่ธรรมศาสตร์ก็ได้ ไม่ต้องคิดแทนใคร...” ........ ดังนั้น ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าบัตรทอง ไม่ได้เข้าถึงคนไทยทุกคนจริงๆ ไม่งั้น โรงพยาบาลเอกชน หรือ คลินิกหมอตามต่างจังหวัด คงไม่รวยอู้ฟู่ เพราะมีคนไข้บัตรทอง ที่ใช้สิทธิ์บัตรทองไม่ได้ เพราะทะเบียนบ้านไม่ได้อยู่ที่กำลังพักอาศัยทำมาหากิน ........... เมื่อบัตรทอง ไม่ใช่งบที่เข้าถึงคนไทยทั้งประเทศได้จริง ก็จะไปตีวัวกระทบคราด สิทธิ์อื่นๆ ไม่ได้ ย้ำอีกครั้ง...ถ้าแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้คนไข้บัตรทองไม่ได้ ง่ายๆ...ลาออกไป แล้วเขาจะได้หาคนใหม่ มาทำแทนเพราะเงินเดือนคุณ ก็มาจากภาษี ประชาชน ............. #ชมรมพิทักษ์สิทธิ์คนไข้ไทย ........ แพทย์หญิงลักษณะพรรณ เจริญวิศาล ได้กล่าวว่า ........... ทำไมเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของ สปสช. จึงมีสิทธิพิเศษมากกว่าประชาชนคนธรรมดา? ผู้ปฏิบัติงาน สปสช. เป็นกลุ่มคนพิเศษหรือ? จึงออกกฎทำข้อตกลงกันใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องใช้บัตรทองเมื่อ เจ็บป่วยหรือว่าบัตรทองไม่ดี เคยได้ยิน เรื่องนี้ไหม ? ............. ชาวสวนปลูกถั่วฝักยาวไว้ขาย แต่ชาวสวนจะไม่กินถั่วฝักยาวที่วางขายนี้เลยอย่างเด็ดขาด เพราะ ชาวสวนรู้ว่าถั่วฝักยาวที่วางขายนี้เต็มไปด้วยสารพิษจากยาฆ่าแมลงที่ชาวสวนฉีดไว้ ส่วนถั่วฝักยาวที่ชาวสวน กินจะปลูกแยกต่างหากโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ฉันใด ก็ ฉันนั้น...คน “ใน” เท่านั้นที่ รู้ว่า สิ่งใด ดีกว่า ......... ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดิชพงศ์ พงศ์ภัทรชัย ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการคลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ประจําภาควิชาการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เสนอความคิดเห็นว่า ......... ขอเสนอแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ให้ผู้บริหารและพนักงานของ สปสช. รวมทั้งครอบครัว จะต้องยกเลิกสิทธิการรักษาพยาบาลดั้งเดิมของตน และใช้สิทธิบัตรทองของ สปสช. เท่านั้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการที่แท้จริงและนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ. ที่มา:อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://mgronline.com/daily/detail/9600000062758

Add new comment