แนวรบ ‘Medical Tourism’ เปลี่ยน จากลูกค้าทั่วโลกเหลือแค่ระดับภูมิภาค เตือนระวังลงทุนผิดทาง

Tue, 2019-11-26 16:02 -- hfocus
Print this pagePrint this page

อาจารย์เศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ระบุแนวรบ “เมดิคัลทัวริสซึม” เปลี่ยน จากลูกค้า “ทั่วโลก” เหลือแค่ระดับ “ภูมิภาค” เตือนระวังลงทุนผิดทาง

ขอบคุณภาพจาก คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นายอาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในการประชุม “การค้าระหว่างประเทศและสุขภาพอาเซียน : แสวงจุดร่วมสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (ASEAN Trade and Health: Seeking a Common Ground Towards SDGs) ทีเมอเวนพิค เวลเนส รีสอร์ท กรุงเทพ เมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2562 ตอนหนึ่งว่า จากข้อมูลล่าสุดภูมิทัศน์ของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” หรือ Medical Tourism เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยมีการแข่งขันในระดับภูมิภาคสูงขึ้น และไทย ไม่ได้เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพอีกต่อไปแล้ว

ทั้งนี้ สังเกตได้จาก รัฐปีนัง ของมาเลเซียเอง ก็มีโรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากเกาะเมดาน อินโดนีเซีย จากประเทศใกล้เคียง สิงคโปร์เอง ก็ทำศูนย์การแพทย์ดึงดูดนักท่องเที่ยวและคนไข้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ที่อยู่ในประเทศ รวมถึงประเทศข้างเคียง

ส่วนในตลาดใหญ่อย่างจีนนั้น บรรดาโรงพยาบาลใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การแพทย์ของเมืองพิทส์เบิร์ก รัฐเพนซิลวาเนีย ก็ไปเปิดโรงพยาบาลขนาดใหญ่ในจีน และศูนย์การแพทย์จากคลีฟแลนด์ รัฐโอไฮโอ ก็ไปเปิดโรงพยาบาลในเซี่ยงไฮ้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า อาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป ในการที่คนไข้ จะเดินทางข้ามประเทศไกลๆ มารักษาในไทย แบบที่เคยเป็นมา

“เราพบว่า Medical Tourism มันเป็นไปในเชิง Regional หรือเป็นระดับภูมิภาค มากขึ้น ไม่ได้เป็นเรื่องระดับโลกเหมือนเดิม ประเทศกำลังพัฒนา ต่างก็ทำ Medical Tourism กันหมด เช่น ปีนัง สิงคโปร์ หรืออินเดีย ต่างก็ทำศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่ของตัวเอง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว - คนไข้ จากประเทศรอบบ้าน ขณะที่ประเทศที่เคยส่งออกนักท่องเที่ยวเข้ามารักษาในแถบนี้ เช่น สหรัฐอเมริกาเอง ก็น้อยลง”

นายอาชนัน กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ การแข่งขันด้านโรงพยาบาลใหญ่ที่ดึงดูด Medical Tourism จะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยจะไม่ได้ดึงดูดเฉพาะคนที่ “รวยมากๆ” อีกต่อไปแล้ว โดยกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ อาจจะมีหลากหลายระดับรายได้มากขึ้น และหากประเทศนั้นๆ ยังไม่สามารถพัฒนาคุณภาพของโรงพยาบาล และคุณภาพการรักษาได้ทัน ก็จะทำให้นักท่องเที่ยว – คนไข้ข้ามไปรักษาในประเทศใกล้เคียงแทน แต่ทั้งหมดนี้ ก็อาจไม่ได้นานนัก เพราะเมื่อโรงพยาบาลในประเทศสามารถพัฒนาคุณภาพได้มากขึ้น คนไข้กลุ่มนี้ ก็จะเลือกรักษาในประเทศต้นทาง แทนที่จะบินข้ามไปรักษาในประเทศอื่น

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องประเมินใหม่ก็คือ จากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น Medical Tourism อาจไม่ใช่ธุรกิจที่เติบโตต่อเนื่อง ยาวนาน อีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้น การผลิตกำลังคนเพื่อป้อนไปยังธุรกิจนี้ อาจต้องประเมินผลใหม่

“ความน่าดึงดูดของ Medical Tourism จะอยู่แค่ระยะหนึ่งเท่านั้น ถ้าเราอยู่ภายใต้การประเมินผลที่ผิดที่ผิดทาง การลงทุนที่ผ่านมาอาจไม่คุ้มค่าอย่างที่คิด” นายอาชนันท์กล่าว

นอกจากนี้ นายอาชนัน ยังเสนอว่า ในเชิงนโยบาย อาจต้องพิจารณาว่า การผลิตกำลังคนในสายสุขภาพ ที่ใช้เวลาการผลิตค่อนข้างนาน 5-6 ปี นั้น หากผลิตแล้วตำแหน่งในการบรรจุไม่พอ อาจสามารถกระจายข้ามไปยังประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน เพื่อระบายคนได้หรือไม่ โดยปัจจุบัน หากมองในภาพกว้าง บางประเทศมีสัดส่วนพยาบาลต่อคนไข้มากเกินไป เช่น ในฟิลิปปินส์ มีจำนวนพยาบาล 60 คน ต่อคนไข้ 1 หมื่นคน แต่ในไทย ในมาเลเซีย กลับไม่ได้มีพยาบาลมากขนาดนั้น

ขณะเดียวกัน ประเทศอาเซียน ควรกำหนดทิศทางนโยบายด้าน Medical Tourism ร่วมกัน เพราะการข้ามพรหมแดนเพื่อรักษาในเชิง Medical Tourism ไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป

Comments

Submitted by SWOT on
ศูนย์กลางการแพทย์พาณิชย์การรักษาพยาบาลในเชิงพาณิชย์(Medical HUB)ของไทยเรายังโตได้อีกเยอะพอสมควร เพราะความไม่เพียงพอของบริการรักษาพยาบาลของภาครัฐที่อ่อนแอลงเรื่อย ๆ ขาดทั้งเงิน คน ของ ถึงขนาดที่ผู้ป่วยปวดนิ่วในไตต้องนัตรวจนิ่วในไตกันข้ามปี คิวผ่าตัดหัวใจอาจต้องรอถึง 2 ปี ตายไปก่อนได้รับการรักษาก็ยังมีให้เห็น คนที่ได้ซื้อประกันสุขภาพบริษัทเอกชน หรือคนที่พอมีกำลังจ่ายบ้าง รอคิวไม่ไหว ก็ต้องจำใจจ่าย ขายที่ ขายทาง ขายทรัพย์สินที่พอมีเก็บบ้างเพื่อไปใช้บริการรักษาพยาบาลเชิงพาณิชย์ของภาคเอกชน ........ อันที่จริงเป้าหมายหลักของการแพทย์พาณิชย์ภาคเอกชนไทยต่อนโยบายการรักษาพยาบาลเชิงพาณิชย์(Medical HUB,Medical Tourism)อาจจะไม่ได้มุ่งเป้าหมายที่ชาวต่างชาติเป็นหลัก เพราะลูกค้ากลุ่มใหญ่กลุ่มหลักของโรงพยาบาลเอกชนเหล่านี้ส่วนใหญ่คือคนไทย จากสถิติเมื่อปี 2560 มีผู้ป่วยมารักษาใน รพ.เอกชนทั่วประเทศ 61.6 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยชาวต่างประเทศแค่ 4.2 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนแค่ 6.8 % ที่เหลือกว่าร้อยละ 90 เป็นคนไทยล้วน ๆ https://www.hfocus.org/content/2018/11/16584 กำไรของโรงพยาบาลเอกชนกว่า 70 % ของทุน ปีละแสนกว่าล้านบาทนั้นกำไรส่วนใหญ่ของ รพ.เอกชนจึงมาจากกระเป๋าของคนไทยทั้งนั้น ....... Medical Tourism, Medical HUB จึ่งน่าจะเป็นแค่วาทกรรมของวงการแพทย์พาณิชย์เพื่อขอรับการสนับสนุนในเรื่องต่าง ๆ จากภาครัฐเท่านั้น.

Submitted by อ้างอิง on
""โรงพยาบาลแจง นัดตรวจผู้ป่วย “นิ่วในไต” ข้ามปี เผยสาเหตุจำเป็น""......... จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Chanon Vigo Zing โพสต์ใบนัดของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ใน จ.เพชรบูรณ์ ระบุวันนัด 21 ตุลาคม 2563 พร้อมระบุข้อความใจความว่า วันที่21 ต.ค. ที่ผ่านมา พ่อไปหาหมอ แกเป็นนิ่วที่ไตแกปวดท้องมาก แต่ไม่ได้พบหมอ พบแต่พยาบาลหน้าห้องรับเรื่อง ยาก็ไม่ให้ วันนี้พ่อผมก็ปวดท้อง นัดอีกที 21 ตุลา 63 ข้ามปี พยาบาลบอกว่ามีหมอคนเดียวถ้ารอคิวไม่ไหวก็ขอทางโรงพยาบาลส่งตัวไปรักษาที่อื่น ตามที่ข่าวนำเสนอไปแล้วนั้น ......... ล่าสุดวันที่ 24 ต.ค. แพทย์หญิงโศรยา ธรรมรักษ์ ผอ.โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ เผยว่า หลังจากที่เกิดเหตุการ์ดังกล่าวคณะผู้บริหารโรงพยาบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ทำการสอบถามกับผู้ที่เกี่ยวข้องทราบว่าเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจริง แต่ขอชี้แจงว่าในแต่ละปีมีผู้ป่วยเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะโดยเฉพาะโรคนิ่วในไตประมาณ 1 หมื่นคน แต่มีแพทย์ที่ดูแลอยู่เพียง 2 ท่าน เฉลี่ยต้องดูแลผู้ป่วย 55 คน ต่อวันต่อคน ........... แพทย์หญิงโศรยา กล่าวว่า ซึ่งจะต้องมีทั้งการส่องกล้อง การผ่าตัด โดยเฉพาะการผ่าตัด โรงพยาบาลมีห้องผ่าตัดไม่เพียงพอ ทั้งนี้ต้องมีการผ่าตัดคนไข้ในรายอื่น ๆ ด้วย ไม่เฉพาะแค่ผู้ป่วยโรคนิ่วในไตเพียงอย่างเดียว จึงทำให้สามารถดูแลและผ่าตัดผู้ป่วยโรคนิ่วในไตได้เพียงปีละประมาณ 900 รายเท่านััน ........... นอกจากการผ่าตัดแล้วยังต้องมีการใช้อุปกรณ์พิเศษเช่นการอัลตร้าซาวด์ดูนิ่วในไต แต่รังสีแพทย์ที่ดูแลมีจำนวนน้อย จึงเป็นผลให้การนัดหมายเชื่อมโยงเวลาเป็นปี ........... “ทั้งนี้นับว่าเป็นความโชคดีของโรงพยาบาล ขณะนี้กำลังจะร่วมมือกับราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เตรียมที่จะวางแนวทางที่จะแบ่งเบาดูแลเรื่องอัลตร้าซาวด์ที่เป็นคนไข้ของโรงพยาบาล ในอนาคตเชื่อว่าการทำอัลตร้าซาวด์ก็จะมีความรวดเร็วขึ้น” แพทย์หญิงโศรยา กล่าว ............... แพทย์หญิงโศรยา กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีผู้ป่วยรายนี้แพทย์ได้ทำการนัดหมายใหม่อีกครั้ง หากมีความจำเป็นที่จะต้องรักษาอย่างเร่งด่วนไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดหรือรักษาอาการติดเชื้อให้ดีไปก่อน ซึ่งโรงพยาบาลได้ประสานไปแล้วตั้งแต่คืนที่ผ่านมา ทั้งนี้ต้องยอมรับในด้านการสื่อสาร .......... “เพราะคนไข้นอกของโรงพยาบาลมีประมาณวันละ 1,300 คน จึงทำให้เกิดความหนาแน่นของผู้ป่วย การสื่อสารจึงอาจจะไม่ครบถ้วน อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณผู้ใช้บริการที่ได้สะท้อนการบริการของโรงพยาบาลเพื่อที่จะนำไปปรับปรุงและพัฒนาในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป” แพทย์หญิงโศรยา กล่าว https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_3000125

Submitted by อ้างอิง on
"ผู้ป่วยหัวใจ 2,000 ราย ร้องคสช.รพ.หาดใหญ่กักตัวไม่ส่งต่อ โอดคิวล้นรอนาน 5 ด.-2 ปี" ........ Fri, 2014-10-03 20:19 -- hfocus ..... ผู้ป่วยโรคหัวใจในพื้นที่ จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี ล่ารายชื่อกว่า 2,000 รายชื่อ ยื่นหนังสือผ่านสื่อมวลชนช่วยส่งต่อนายกฯ และหัวหน้า คสช.เพื่อทวงสิทธิในการรักษาพยาบาล อ้างถูกส่งตัวมารักษาที่รพ.หาดใหญ่ จนคิวล้นกว่า 500 คิว รอตั้งแต่ 5 เดือน-2 ปี แถมรพ.หาดใหญ่ยังกักตัวไม่ส่งต่อ รพ.ม.อ.ที่มีความพร้อมในการรักษาผู้ป่วยกว่า อ้างเป็นนโยบายสธ. แต่สงสัย ถ้าเป็นผ่านอกเวลาที่ต้องจ่ายเงิน 25,000-75,000 บาท กลับได้รับการผ่าตัดเร็ว ข้องใจมีสิทธิ 30 บาท และประกันสังคม แต่ก็ยังต้องจ่ายเงินเพิ่ม ....... 3 ต.ค.57 เว็บไซต์ASTVผู้จัดการออนไลน์ ศูนย์ข่าวหาดใหญ่รายงานว่า ได้มีผู้ป่วยโรคหัวใจ และตัวแทนผู้ป่วยจาก จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี จำนวน 12 คน นำหนังสือร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และ นายกรัฐมนตรี จำนวน 2,000 กว่ารายชื่อ เข้าขอความเป็นธรรมจากผู้สื่อข่าว เพื่อเป็นสื่อกลางให้สังคมได้รับรู้ถึงความเดือดร้อนที่ผู้ป่วยโรคหัวใจใน จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี ได้รับ ........ น.ส.ศรีกัญญา บุญสวัสดิ์ ตัวแทนผู้เดือดร้อน ซึ่งเป็น อสม.ต.ท่าบอน อ.ระโนด จ.สงขลา และเป็นคณะกรรมการประเมินแผนสุขภาพ ต.ท่าบอน ได้เปิดเผยว่า ตนเป็นหนึ่งในผู้ลงชื่อส่งหนังสือร้องเรียนถึงความเดือดร้อนของประชาชนใน จ.สงขลา และ จ.ปัตตานี ถึงหัวหน้า คสช. เมื่อวันที่ 9 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยยื่นผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสงขลา ในหนังสือดังกล่าวขอให้ หัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขสั่งให้โรงพยาบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา ส่งตัวผู้ป่วยโรคหัวใจ สามารถเลือกที่จะไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ หรือ ม.อ.หาดใหญ่ และโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีความพร้อมในการรักษาอาการโรคหัวใจได้ ......... ซึ่งในอดีตนั้นผู้ป่วยที่ถือบัตร 30 บาท และบัตรประกันสังคม สามารถที่จะเข้ารับการรักษาผ่าตัด ที่โรงพยาบาล ม.อ.ซึ่งมีความพร้อมกว่า โดยการส่งตัวของโรงพยาบาลในพื้นที่ที่ผู้ป่วยอาศัยอยู่ แต่ต่อมา ได้มีนโยบายจากกระทรวงสาธารณสุข ที่ไม่ต้องการให้มีการส่งผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่นๆ ที่อยู่นอกสังกัดกระทรวงสาธารณะสุข จนเป็นเหตุให้ผู้ป่วยโรคหัวใจทั้งหมดถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ จนทำให้เกิดปัญหาขึ้นมากมาย เช่น ไม่มีเตียง ไม่มีคิวในการตรวจ และผ่าตัดในเวลาราชการ ต้องผ่าตัดนอกเวลาราชการ และจ่ายเงินการผ่าตัดตั้งแต่ 25,000 บาท ถึง 75,000 บาท ส่วนผู้ที่ไม่มีเงินจ่ายก็ต้องเสียชีวิตเพราะทนรอการผ่าตัด 400-500 คิวไม่ไหว .......... โดยผู้ร้องเรียนได้เปิดเผยต่อสิ่งที่เกิดขึ้นหลังการยืนหนังสือร้องเรียนหัวหน้า คสช.ผ่านศูนย์ดำรงธรรม จ.สงขลา ไปแล้ว หนังสือดังกล่าวกลับไม่ได้มีการส่งถึงหัวหน้า คสช. และนายกรัฐมนตรี โดยศูนย์ดำรงธรรม ได้ส่งหนังสือไปยังสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสงขลา และได้ส่งหนังสือร้องเรียนของผู้เดือดร้อนไปยังโรงพยาบาลหาดใหญ่ ในเวลาต่อมา มีผู้อ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลหาดใหญ่ โทรศัพท์มาข่มขู่คุกคามพวกตนที่ลงชื่อในหนังสือร้องเรียน และร้องสิทธิของผู้ป่วย โดยให้ไปพบกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลหาดใหญ่ ทำให้พวกตนหวาดกลัวว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัยจากการร้องเรียนในครั้งนี้ .......... ในขณะที่ นายชูชีพ โชตินภา และนายพานิช จินดาการ ผู้ป่วยโรคหัวใจจาก อ.หาดใหญ่ และ อ.สะเดา เปิดเผยว่า ตนป่วยเป็นโรคหัวใจต้องได้รับการผ่าตัดด่วน แต่ทางโรงพยาบาลหาดใหญ่ไม่มีคิวในการผ่าตัด เมื่อขอให้มีการส่งตัวให้โรงพยาบาล ม.อ. ทางโรงพยาบาลหาดใหญ่ ไม่ยินยอม จนสุดท้ายต้องไปร้องเรียนที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เขต 12 สงขลา จึงได้มีการส่งตัวไปที่โรงพยาบาล ม.อ. และได้รับการผ่าตัดภายใน 5 วันเท่านั้น .......... เช่นเดียวกับ นายศักดา อนุรักษ์ ที่เปิดเผยว่า ตนเองรอคิวการผ่าตัดจากโรงพยาบาลหาดใหญ่ไม่ไหว เพราะมีอาการหนัก โรงพยาบาลหาดใหญ่ จึงส่งตัวไปตรวจรักษากับโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชน โดยต้องจ่ายเงิน จำนวน 50,000 บาท ทั้งที่หากมีการส่งตัวไปที่โรงพยาบาล ม.อ. คงไม่ต้องจ่ายเงินเลย ........ ส่วน นายกระจ่าง ศิริปริวาทิน เปิดเผยว่า ตนเองต้องจ่ายเงินให้แก่โรงพยาบาลหาดใหญ่ เพื่อรักษานอกเวลา เพราะโรงพยาบาลไม่ยอมส่งตัว โดยอ้างว่าเป็นนโยบายเช่นกัน .......... ด้านผู้ร้องเรียนจาก จ.ปัตตานี รายหนึ่งเปิดเผยว่า ถูกส่งตัวจากโรงพยาบาลปัตตานี มายังโรงพยาบาลหาดใหญ่เพื่อรักษาโรคหัวใจ ต้องเดินทางจากปัตตานีมายังโรงพยาบาลหาดใหญ่ถึง 5 ครั้ง ก็ยังไม่มีคำตอบว่าจะได้รับการตรวจรักษา และผ่าตัดเมื่อไหร่ กลายเป็นภาระในการเสียค่าใช้จ่าย จนสุดท้ายต้องมีการวิ่งเต้น จนทางโรงพยาบาลส่งตัวมายังโรงพยาบาล ม.อ. ซึ่งได้รับการผ่าตัดในเวลาเพียง 7 วันเท่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนป่วยใน จ.ปัตตานี เหตุการณ์เหล่านี้ไม่เกิดขึ้นใน จ.นราธิวาส เพราะทราบว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส เห็นถึงความเดือดร้อนของผู้ป่วยจึงได้มีการตกลงกับผู้อำนวยการโรงพยาบาลนราธิวาส ขอให้โรงพยาบาลนราธิวาสส่งตัวผู้ป่วยโรคหัวใจไปยังโรงพยาบาล ม.อ.โดยตรง ทำให้คนป่วยของโรคหัวใจ และอื่นๆ ที่มีอาการหนักโชคดี ในขณะที่ จ.ปัตตานี ไม่ได้รับการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น .......... ผู้ร้องเรียนยังเปิดเผยถึงข้อสงสัยที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ว่า คิวการผ่าตัดของโรงพยาบาลหาดใหญ่ สำหรับโรคหัวใจยาวมากถึง 400-500 คิว ต้องใช้เวลาในการเข้าคิวตั้งแต่ 5 เดือนถึง 2 ปี เพื่อการรักษา และผ่าตัดในเวลาราชการ แต่ถ้าผู้ป่วยที่ต้องการผ่าตัดรักษานอกเวลาซึ่งต้องจ่ายเงินเองจะได้รักษา และผ่าตัดในเวลาไม่เกิน 2 สัปดาห์ โดยมีการคิดค่าใช้จ่ายนอกเวลาตั้งแต่ 25,000 บาท เช่น ถ้าต้องการทำบอลลูนหลอดเลือด 1 เส้น ต้องจ่าย 25,000 บาท แต่ถ้าเส้นเลือกตีบ 3 เส้น ก็ต้องจ่าย 75,000 บาท จึงเกิดการตั้งข้อสงสัยจากผู้ป่วยว่า ทำไมถ้าเสียเงินแล้วแพทย์จึงมีคิวว่าง แต่ถ้าไม่จ่ายเงินทำไมแพทย์ถึงไม่ว่าง อยากให้โรงพยาบาลหาดใหญ่มีคำตอบให้แก่ประชาชนด้วย ......... นอกจากนั้น ผู้ร้องเรียนยังเปิดเผยว่า ในขณะที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ไม่ยอมส่งตัวประชาชนทั่วไปที่ยากจนถือบัตร 30 บาท และบัตรประกันสังคมให้แก่โรงพยาบาล ม.อ. โดยอ้างว่าเป็นนโยบาย แต่จากการตรวจสอบพบว่า แพทย์ และญาติพี่น้องของแพทย์พยาบาล เป็นจำนวนมากที่ป่วยด้วยโรคหัวใจต่างได้รับการส่งตัวให้แก่โรงพยาบาล ม.อ.เช่น นายแพทย์ที่ อ.นาทวี นายแพทย์ที่ อ.บางกล่ำ ขณะนี้รักษาโรคหัวใจอยู่ที่โรงพยาบาล ม.อ.หาดใหญ่ ทั้งนั้น จึงสงสัยว่าทำไมโรงพยาบาลหาดใหญ่ถึงไม่ยอมส่งตัวผู้ป่วยที่ไม่มีเงินไปยังโรงพยาบาล ม.อ.ซึ่งอยู่ใกล้กัน มีแพทย์ และเครื่องมือที่พร้อมในการรักษาพยาบาล แต่กลับส่งไปยังโรงพยาบาลกรุงเทพหาดใหญ่ และส่งไปยังโรงพยาบาลศูนย์ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ไกลตั้ง 400 กิโลเมตร .......... โดยตัวแทนผู้ป่วย และผู้ป่วยทั้ง 12 คน ได้กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการเรียกร้องตามสิทธิผู้ป่วย ซึ่งมีสิทธิที่จะเลือกสถานที่รักษาพยาบาลได้ ขอให้โรงพยาบาลหาดใหญ่ส่งตัวของผู้ป่วยที่ต้องการเลือกโรงพยาบาลที่ต้องการได้ และขอให้กระทรวงสาธารณสุขสั่งการให้โรงพยาบาลในจังหวัด และอำเภอ สามารถส่งตัวผู้ป่วยโรคหัวใจไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ม.อ.หาดใหญ่ได้ ตามความต้องการของผู้ป่วย เพราะโรงพยาบาล ม.อ. หาดใหญ่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ต่างสร้างจากภาษีของประชาชน มีเครื่องมือ มีความพร้อมของแพทย์ในการช่วยชีวิตของประชาชน ทำไมประชาชนจะเลือกไปใช้บริการไม่ได้ .......... แม้โรงพยาบาลเหล่านี้เป็นโรงพยาบาลต่างสังกัด แต่ก็ได้รับงบประมาณจากรัฐบาลเช่นกัน จึงไม่ควรที่กักตัวคนไข้ไว้ โดยคิดเพียงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากสปสช.เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่ได้คิดถึงความเดือดร้อนของผู้ป่วยที่ต้องเสียเวลา ต้องจ่ายเงินเพิ่ม และอาจจะเสียชีวิตเพราะรักษาไม่ทันเวลา ที่สำคัญวันนี้โรงพยาบาลหาดใหญ่ เป็นโรงพยาบาลที่แออัด มีคนไข้ล้น จนต้องมีเตียงเสริมริมทางเดิน หน้าลิฟต์ หน้าบันได คนไข้บางคนไม่มีเตียง ต้องปูเสื่อนอนหน้าห้องน้ำ จึงสมควรแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยด่วน https://www.hfocus.org/content/2014/10/8283

Submitted by รัฐอ่อนแอ เอกชน... on
เมื่อกลับมามองแผนงาน โครงการของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีโรงพยาบาลของรัฐในสังกัดมากที่สุดของประเทศ ก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า ในหลาย ๆ ปีที่ผ่าน ๆ มา กระทรวงสาธารณสุขไม่เคยมีแผนงานหรือโครงการที่จะขยายหรือพัฒนาศักยภาพของหน่วยบริการตติยภูมิในสังกัดให้เพียงพอแก่ความต้องการของผู้ป่วยที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามสภาพที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังจะเห็นได้ชัดเจนว่าในปีงบประมาณ 2563 นี้กระทรวงสาธารณสุขจะเน้น พัฒนาระบบ"การแพทย์ปฐมภูมิ"เป็นโครงการสำคัญและต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน แต่จะไม่มีโครงการพัฒนา"การแพทย์ตติยภูมิ"อยู่ในโครงการหรือแผนงานใดๆ ของกระทรวงสาธารณสุขเลย ............... (นพ.สุขุม กล่าวว่า สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้มีการลงนามคำรับรองการปฏิบัติราชการ (Performance Agreement : PA) มาอย่างต่อเนื่อง และมีการติดตามและประเมินผลทุกไตรมาส ทำให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย ได้รับรางวัลทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ ในปีนี้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำแผนประจำปีเพื่อเป็นแนวทางดำเนินงานของหน่วยงานภายในสังกัด ให้มีการพัฒนาระบบสุขภาพที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการเชิงรุก ขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างไร้รอยต่อ เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยมี 17 โครงการสำคัญที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน ได้แก่...... โครงการพัฒนาและสร้างศักยภาพคนไทยทุกกลุ่มวัย พัฒนาความรอบรู้ด้านสุขภาพของประชากร การพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) การควบคุมโรคและภัยสุขภาพ พัฒนาระบบการแพทย์ปฐมภูมิ พัฒนาเครือข่ายกำลังคนด้านสุขภาพ และอสม. พัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหัวใจ โรคติดต่อ โรคอุบัติใหม่ และโรคอุบัติซ้ำ การป้องกันและควบคุมการดื้อยาต้านจุลชีพและการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล กัญชาทางการแพทย์ ระบบบริการการแพทย์ฉุกเฉินครบวงจรและระบบการส่งต่อ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ องค์กรคุณภาพ โครงการ Happy MOPH กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงแห่งความสุข Smart Hospital การพัฒนางานวิจัย/นวัตกรรม ผลิตภัณฑ์สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์อาทิ Smart Hospital กัญชาทางการแพทย์ https://www.hfocus.org/content/2019/11/18087 ) ....... เมื่อโรงพยาบาลของรัฐหน่วยบริการตติยภูมิไม่ได้รับการพัฒนาและอ่อนแอลงเรื่อยๆ ก็นับเป็นโอกาสของโรงพยาบาลเอกชน การรักษาพยาบาลและการแพทย์เชิงพาณิชย์ที่นับวันก็จะเข้มแข็งเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ.

Add new comment