นพ.ธีระ วรธนารัตน์: เกษตรปราศจากสารเคมี...ผลกระทบที่ควรรู้!!!

Sat, 2019-11-30 21:30 -- hfocus
Print this pagePrint this page

จะบอกให้ว่า วารสารวิชาการในเครือระดับโลกอย่าง Nature และวารสารวิชาการระดับชั้นนำอื่น ๆ ได้มีการตีพิมพ์งานวิจัยมากมายเกี่ยวกับเกษตรปราศจากสารเคมี หรือเกษตรอินทรีย์ โดยมีทั้งด้านบวกและลบ

อย่างไรก็ตาม สังคมเรากำลังถูกปั่นหัวด้วยข้อมูลลวง ไม่รอบด้าน รวมถึงการบิดเบือน จนทำให้คนในสังคมเริ่มแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย เชื่องมงายกับอวิชชา ดังที่เราได้เห็นในเรื่องสารเคมีการเกษตร รวมถึงเรื่องอื่นเช่น สรรพคุณรักษาโรคเว่อร์วังของยาเสพติดบางชนิด

คนที่ดีต้องสู้กันด้วยความจริงและวิชาการที่พิสูจน์ได้

ไม่ตีข่าวหากระแสสังคมมากดดันตามแนวถนัด ปั่นด้วยกิเลส ความกลัว และความโกรธ ป้ายสีคนที่เห็นต่างว่าเป็นคนเลว คอรัปชั่น เป็นพวกนายทุน โดยปราศจากหลักฐานที่พิสูจน์ได้

ความรู้ต่าง ๆ รวมถึงวิชาการด้านการเกษตรมีความก้าวหน้าไปมาก มีข้อมูลที่ชัดเจน

มาลองดูเรื่องปริมาณผลผลิตจากเกษตรอินทรีย์กันว่า เค้าเคยทำการศึกษาทั่วโลกแล้วสรุปว่าเป็นอย่างไร

ผลดีของการทำเกษตรปราศจากสารเคมีนั้นคือ การช่วยลดความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการสัมผัสสารเคมีทั้งต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ตลอดไปจนถึงเรื่องอื่น ๆ เช่น การธำรงไว้ซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ และคุณภาพของดินในบริเวณที่ทำเกษตร

อย่างไรก็ตาม หากโฆษณาแต่ข้อดี แต่ปิดบังข้อเสีย ไม่กล่าวถึงผลกระทบทางลบ ก็ไม่ใช่วิสัยที่ควรทำสำหรับคนที่ดีจริง

งานวิจัยทบทวนองค์ความรู้เรื่องนี้ ตีพิมพ์ใน Nature Plants เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2016 พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วผลผลิตจากการทำเกษตรอินทรีย์จะน้อยกว่าการทำเกษตรตามระบบปกติราวร้อยละ 8-25

แปลง่าย ๆ คือ บางชนิดจะลดลงราว 1 ใน 10 บางชนิดอาจลดลงถึง 1 ใน 4 ของผลผลิตเดิม

นอกจากนี้จากสถิติการผลิตที่ดีที่สุดเท่าที่พบ ผลผลิตอย่างข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองนั้น ปริมาณผลผลิตที่ได้มากที่สุดจากเกษตรอินทรีย์ก็จะลดลงกว่าแบบปกติราวร้อยละ 6-11 ในขณะที่พวกผลไม้ และข้าวสาลีจะลดลงถึงร้อยละ 28 และร้อยละ 27 ตามลำดับ ส่วนพวกพืชผักจะมีปริมาณผลผลิตลดลงกว่าเดิมร้อยละ 33

ยิ่งไปกว่านั้น เราคงเคยได้ยินการปั่นข่าวว่า ทำเกษตรอินทรีย์ ปราศจากสารเคมีแล้วจะกำไรดี เป็นที่ต้องการของทั่วโลก ทำเอาตาลุกวาวกัน จนหารู้ไม่ว่า โลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้เป็นดังโลกในนิยาย

งานศึกษาวิจัยพบว่า การทำเกษตรอินทรีย์จะทำให้ต้นทุนต่อผู้ผลิตหรือเกษตรกรเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 23-27 ซึ่งหากจะทำให้เกิดกำไร ก็คงต้องเลือกว่า ราคาผลผลิตต้องตั้งไว้ในระดับสูงเพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคแบกรับภาระไป หรือรัฐจะต้องหามาตรการช่วยเหลือภาระนี้แก่เกษตรกรและผู้บริโภค

แปลง่าย ๆ ว่า หากบ้าจี้ไร้สารเคมีกันทั้งแผ่นดิน นั่นคือราคาค่างวดของของกินและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องก็ต้องขึ้นไปราวอีกร้อยละ 30 เพื่อให้ผู้ผลิตอย่างเกษตรกรอยู่ได้ดีมีกำไร แต่ใครจะรับภาระเรื่องนี้ก็ว่ากันมา

ถ้าไม่ขึ้นราคาดังที่กล่าวมา ก็แน่นอนว่า เกษตรกรจะขาดทุนแน่นอนหากขายในราคาที่อิงตามระบบการผลิตแบบเดิม

เราจึงไม่แปลกใจ หากกระแสจี้ให้แบนสารเคมีจึงถูกทักท้วง ถามถึงเหตุผล ถามถึงทางเลือก ถามถึงความพร้อมของทุกฝ่าย และถามถึงข้อมูลประเมินผลกระทบที่รอบด้าน

ไม่ใช่แค่อ้างเรื่องสุขภาพที่เป็นผลกระทบจากการใช้สารเคมีอย่างไม่เหมาะสม ใช้สารเคมีแบบโลภมาก ใช้สารเคมีโดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนมาตรฐาน ขาดการตรวจสอบกำกับที่ดี

จะแก้ปัญหา ต้องแก้ให้ถูกที่คัน

ไม่ใช่เจอปัญหา ก็หลีกไปสู่ปัญหาใหม่ที่อาจร้ายกว่าเดิม

เห็นอนาคตอันโหดร้ายไหม หากบ้าจี้ตามที่มายุให้แบนสารเคมีให้หมดจากแผ่นดินโดยไม่พิจารณาให้รอบด้าน ไม่มีทางเลือกที่ดีและมีประสิทธิภาพเพียงพอ ไม่สนใจว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเกิดกับทั้งเกษตรกรและทุกคนในฐานะผู้บริโภคด้วย

Adequate and Safe ต้องพิจารณาควบคู่กันไป และต้องดูด้วยว่าจะเพ้อเจ้อเอาใสสะอาดบริสุทธิ์น่ะมันทำได้จริงไหม หรือทำแล้วคนได้ประโยชน์มีเพียงหยิบมือ แต่คนลำบากกันค่อนแผ่นดิน ขืนทำแบบที่เพ้อเจ้อก็จะยิ่งขยายความเหลื่อมล้ำของสังคมไปเป็นเท่าทวีคูณ และยากที่จะหาทางควบคุมป้องกันและแก้ไข

ขอสนับสนุนคนที่คิดดี ทำดี และไม่มีประโยชน์แอบแฝง

ชีวิตควรตั้งอยู่บนความสมดุล รู้จักคิด รู้จักใช้ และไม่หลงตามกิเลส ความกลัว ความโกรธ ความเชื่องมงาย

ในภาวะสังคมปัจจุบัน เราต้องระวังให้ดี

ด้วยรักต่อทุกคน

รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อ้างอิง

Reganold JP et al. Organic agriculture in the twenty-first century. Nature Plants. 3 February 2016. DOI: 10.1038/NPLANTS.2015.221

Comments

Submitted by มั่วซั่ว on
เกษตรอินทรีย์ เกษตรสารเคมี กับการแบน 3 สารเคมีพิษ มันคนละเรื่องเดียวกันนะครับอาจารย์ ชาวบ้านเขาไม่ได้ขอร้องให้แบนเกษตรเคมี เกษตกรยังสามารถใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมการเกษตรได้ ยกเว้นสารเคมีพิษ 3 ตัวดังกล่าวที่มัทำลายระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อมทั้งพืช สัตว์ รวมทั้งสุขภาพและชีวิตของเพื่อนมนุษย์อย่างล้างผลาญเท่านั้นที่เขาอยากให้แบนนนนนน.

Submitted by อดินันท์ on
ผมว่าอาจารย์ท่านพูดชัดเจนนะครับ ว่า คนจริงมันต้องต่อสู้กันด้วยความจริงที่พิสูจน์ได้ วาทะกรรมที่บอกว่า 3 สารมันทำลายระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม ทั้งพืช สัตว์ รวมทั้งสุขภาพและชีวิตเพื่อนมนุษย์นั้น มันทำลายอย่างไร ? ไม่ใช้พูดลอยๆ ท่านอาจารย์พยายามบอกว่า ให้พิจารณาข้อมูลให้รอบด้านนะครับเรื่องนี้ ไม่ใช่ฟังความข้างเดียวแบบโฆษณาชวนเชื่อไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ

Submitted by วาทะกรรม???? on
1.พาราควอต (Paraquat) สารฆ่าวัชพืช มีความเป็นพิษสูง เนื่องจากมีฤทธิ์กัดกร่อนมาก ไม่มียาต้านพิษ โดยข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาธิบดี พบว่า อัตราตายของผู้ป่วยจากสารพาราควอตในประเทศไทยอยู่ที่ร้อยละ 10.2 ถือว่ามีความเสี่ยงเกินกว่าจะนำมาใช้อย่างปลอดภัย ............ โดยอันตรายของพาราควอต สามารถรับได้ผ่านทั้งการกิน การสัมผัสทางผิวหนัง ซึ่งเป็นช่องทางหลัก ส่วนทางเดินหายใจเป็นช่องทางรอง การกินเข้าไปร่างกายจะดูดซึมสัสมความเข้มข้นมากที่ตับและไต โดยความเข้มขนในกระแสเลือดจะคงที่หลังกินประมาณ 30 ชั่วโมง และความเข้มข้นของสารพาราควอตในปอดจะค่อยๆ เพิ่มขึ้น ทำให้ปอดเป็นอวัยวะหลักที่ได้รับผลกระทบทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยถุงลมปอดจะถูกทำลาย สุดท้ายเกิดการทำลายเนื้อปอดจนเกิดพังผืดในปอด ทำให้ระบบหายใจล้มเหลวและเสียชีวิต .............. นอกจากนี้ การสัมผัสทางผิวหนังในระดับต่ำ อาจมีการสะสมในกล้ามเนื้อ และค่อยๆ ปล่อยออกมาสู่กระแสเลือด ขณะเดียวกัน พาราควอตยังมีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน เนื่องจากพาราควอตทำให้เกิดการสร้าง metallothionein เพิ่มขึ้น ทำให้เซลล์ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ได้น้อยลง ............... สำหรับอาการทหลังรับสารพาราควอต ขึ้นกับช่องทางได้รับ หากรับทางการหายใจ ทำให้ระคายเคืองเยื่อบุโพรงจมูก เลือดกำเดาไหล หากรับผ่านการกิน ทำให้มีแผลไหม้ในช่องปาก ระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ความอยากอาหารลดลง ปวดท้อง คอแห้ง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ปวดหัว มีไข้ ปวดกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย หายใจสั้นๆ หัวใจเต้นเร็ว ............. โดยขณะนี้มี 56 ประเทศที่ประกาศห้ามใช้แล้ว เช่น อังกฤษ สวีเดน สเปน แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งมาเลเซีย กัมพูชา ลาว เวียดนาม มีแค่ไทยที่ยังไม่ยกเลิกใช้ ส่วนประเทศที่จำกัดการใช้มี 7 ประเทศ ............... 2.คลอร์ไพริฟอส (Chlorpyrifos) เป้นสารฆ่าแมลงกลุ่ม organophsphorus มีลักษระเป็นผลึกสีขาว กลิ่นแรงคล้ายกระเทียม โดยคลอร์ไพริฟอส ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท โดยจะยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สลายสารสื่อประสาทอะซิคิลโคลีน ทำให้สารสื่อประสาทดังกล่าวเกิดอาการคั่งและส่งสัญญาณประสาทมากขึ้น ระบบประสาททำงานมากขึ้น เป็นพิษต่อระบบประสาท ..... ผลกระทบของคลอร์ไพริฟอส คือ ทำให้ไอคิวลดลง สูญเสียความจำในการทำงาน ขาดสมาธิ คล้ายโรคสมาธิสั้น อทิสติก รบกวนการทำงานของไทรอยด์ฮอร์โมน ผลต่อระบบสืบพันธุ์ ระบบเมตาบอลิก ระบบประสาทและพาร์กินสัน และมีการศึกษาพบว่า ในแม่ที่สัมผัสสารนี้ระหว่างตั้งครรภ์ พบว่ามีผลต่อพัฒนาการทางระบบประสาทของเด็กด้วย .............. โดยประเทศที่ห้ามใช้คลอร์ไพริฟอส เช่น สหรัฐอเมริกา แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ เยอรมนี สวีเดน เป็นต้น ................ 3.ไกลโฟเซต (Glyphosate) ยาฆ่าวัชพืชกลุ่ม Phosphonic acid ซึ่งสถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ภายใต้องค์การอนามัยโลก กำหนดให้เป็นสารก่อมะเร็ง ขณะที่ศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาธิบดี พบว่า อัตราการตายของผู้ป่วยในไทยอยู่ที่ร้อยละ 3 โดยพิษหลักมาจากสารส่วนประกอบที่เรีกยว่า สาร Polyoxyethylene มีผลทำให้ระคายเคือง รบกวนการทำงานของผนังเซลล์ ทำให้การตอบสนองของอวัยวะต่างๆ ช้าลง และรบกวนการทำงานของยีนบางตัว ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและทำให้เซลล์ตายตามมา โดยความเป็นพิษจะเกิดขึ้นกับระบบไหลเวียนโลหิตเป็นหลัก .............. นอกจากนี้ ไกลโฟเซตยังมีข้อมูลว่า เพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยศาลในรัฐแคลิฟอร์เนีย ตัดสินให้บริษัทผู้ผลิตต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้ใช้และต่อมาพบว่าป่วยด้วยมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ขณะที่สมาคมต่อมไร้ท่อสหรัฐอเมริกา ระบุว่า เป็นสารที่รบกวนการทำงนของระบบต่อมไร้ท่อ มีงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ชาวศรีลังกาพบว่าทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง ส่วนการศึกษาของ ศงพรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล พบไกลโฟเซตในซีรัมของแม่และสะดือทารกเด็กแรกเกิด 46.3-50.7% ของจำนวนตัวอย่าง ............ ที่สำคัญ ไกลโฟเซตอาจตกค้างในดินมากกว่า 1 ปี ซึ่ง ม.นเรศวรศึกษาและตรวจพบที่ จ.น่าน โดยพบในดิน น้ำดื่มบรรจุขวด และในน้ำประปา แสดงถึงการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร โดยประเทศที่มีการห้ามใช้แล้ว เช่น ออสเตรีย ฝรั่งเศส โอมาน ซาอุดิอาระเบีย เวียดนาม เป็นต้น https://mgronline.com/qol/detail/9620000101470

Add new comment