เปิดชีวิตเหยื่ออุบัติเหตุต้องกลายเป็นคนพิการ เผยร้อยละ 41 เป็นเสาหลักครอบครัว

Fri, 2019-12-27 16:10 -- hfocus
Print this pagePrint this page

เผยเหยื่ออุบัติเหตุปีใหม่ร้อยละ 41 เป็นเสาหลักครอบครัว เปิดเวทีตีแผ่ชีวิตเหยื่ออุบัติเหตุ ต้องกลายเป็นคนพิการ ซึมเศร้า บางรายอยากจบชีวิต ขณะที่ภรรยาต้องสูญเสียสามีจากคนเมาแล้วขับ พบปัญหาสุขภาพจิต ด้านจิตแพทย์ ชี้ความเครียดจากการเผชิญอุบัติเหตุส่อทำผู้ป่วยเสี่ยงโรคซึมเศร้า แนะคนรอบข้างสังเกตอาการ และควรปรึกษาจิตแพทย์

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2562 เดอะฮอลล์กรุงเทพ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีเสวนา “ปัญหาสุขภาพจิต ในวิกฤตชีวิตญาติและเหยื่ออุบัติเหตุทางถนน” โดยถ่ายทอดประสบการณ์จากเหยื่อและญาติอุบัติเหตุทางถนน จากคนปกติต้องกลายเป็นผู้พิการ และคนที่ต้องสูญเสียสามี และลูก ภายในงานมีการแสดงละครสะท้อนปัญหาความสูญเสียหลังอุบัติเหตุ จากทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์

นายศักดา บุญสุขศรี หนึ่งในเครือข่ายเหยื่อเมาแล้วขับ กล่าวว่า เมื่อปี 2540 เคยประสบอุบัติเหตุทางถนนจากการเมาแล้วขับ หลังไปดื่มเหล้ากับเพื่อนช่วงหลังเลิกงาน พอเหล้าหมดจึงอาสาขี่รถจักรยานยนต์ออกไปซื้อ แม้เพื่อนจะห้าม แต่ตนก็ไม่ฟังเพราะมั่นใจว่าไม่เมา ประกอบกับร้านจำหน่าย อยู่ห่างจากบ้านแค่ 800 เมตร ด้วยความชะล่าใจบวกกับความประมาททำให้ตนขี่รถจักรยานยนต์ชนกำแพง ร่างกระแทกลงไปนอนสลบกับพื้น ความรุนแรงจากอุบัติเหตุในครั้งนั้นส่งผลให้กลายเป็นคนพิการอัมพาตครึ่งท่อน ต้องนั่งรถเข็นไปตลอดชีวิต จากเดิมที่เคยเป็นเสาหลักของครอบครัว ต้องกลายเป็นภาระให้พ่อแม่เลี้ยงดู น้อง 2 คน ไม่ได้เรียนต่อ ครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำเงินมารักษา จากอาการบาดเจ็บทางกายเริ่มก่อตัวเป็นความเครียด ตอนนั้นตัวเองเหมือนคนเป็นโรคจิต รู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังไม่อยากมีชีวิตอยู่ อยากที่จะฆ่าตัวตายเพื่อหนีปัญหา ไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ไม่รู้ว่ามีหน่วยงานไหนที่เขาอยากช่วยอยากคุยกับเรา ชีวิตเหมือนล้มละลาย

“ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย พ่อแม่ต้องคอยดูแลตลอด ไปทำงานพักเที่ยงก็ต้องรีบกลับมาป้อนข้าว หายาให้กิน รู้สึกเป็นภาระของครอบครัว มีหนี้สินไปกับการรักษาทำกายภาพนานถึง 2 ปี ตอนนั้นท้อแท้มาก เครียด คิดแต่ว่าอยากตายจะได้ไม่ต้องลำบากครอบครัว แต่โชคดีที่ได้กำลังใจจากครอบครัวและเพื่อนจากมูลนิธิเมาไม่ขับ ดึงมาเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยรณรงค์ให้สังคมเห็นโทษจากการเมาแล้วขับ ได้ไปฝึกอาชีพกับโรงเรียนสอนคนพิการ ทำให้มีอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้และมีพลังที่จะดำเนินชีวิตต่อ ปีใหม่นี้จึงอยากเตือนไปถึงคนที่ยังใช้ชีวิตประมาท อยากให้ดูผมเป็นตัวอย่าง คนเราไม่ได้โชคดีแบบนี้ทุกคน อยากให้ใช้สติ ถ้าวันนั้นผมยอมฟังเพื่อนก็คงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ คิดแค่ว่าระยะทางไม่กี่ร้อยเมตร ดื่มแล้วขับทุกวันไม่เห็นเป็นอะไร แต่สุดท้ายเพียงแค่เสี้ยววินาทีตอนนั้น ทำให้ผมกลายเป็นคนพิการนั่งบนรถเข็นไปตลอดชีวิต” นายศักดา กล่าว

นางรัชฐิรัชฎ์ ซุ่นสั้น ภรรยาที่ต้องสูญเสียสามีจากคนเมาแล้วขับ ขณะปฏิบัติหน้าที่ กล่าวว่า ครอบครัวตนต้องสูญเสียเสาหลักไปอย่างกะทันหันจากอุบัติเหตุคนเมาขับรถกระบะชนขณะไปปฏิบัติหน้าที่เคลียร์พื้นผิวจราจร เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นอุบัติเหตุซ้ำซ้อนสะเทือนขวัญที่คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ถึง 5 ราย หนึ่งในนั้นเป็นสามีที่ประกอบอาชีพเป็นตำรวจ จากครอบครัวที่สมบูรณ์ ทำให้ลูกต้องขาดพ่อ ตนต้องดูแลครอบครัวเพียงลำพัง แม้จะเสียใจกับความสูญเสียแต่ชีวิตต้องเดินหน้าต่อ จึงเอาคำสอนของสามีที่เคยบอกไว้มาเป็นกำลังใจและแรงผลักดันให้เข้มแข็งเพื่อที่จะเป็นแบบอย่างให้กับลูก ช่วงนั้นรู้เลยว่าสภาพจิตใจตัวเองย่ำแย่มาก ไม่ปกติและไม่รู้จะคุยจะระบายจะปรึกษาใครได้ แต่เราต้องทำตัวให้เข้มแข็งนะเพราะไม่อยากให้ลูกไม่สบายใจ แต่จริง ๆ แล้วในใจเรามันแทบสลาย ตอนนั้นโชคดีที่พี่ ๆ น้อง ๆ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งเป็นคนแปลกหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือ ในเรื่องคดี และที่สำคัญคือการพูดคุยกับเราอย่างเข้าใจ สร้างพลังใจ จนเป็นเหมือนญาติ เขาทำทุกอย่างเพื่อหวังให้เราอยากก้าวผ่านจุดนี้ไปให้ได้ถือว่าเราโชคดีมากว่าคนอื่น ๆ

“สามีเคยสอนว่าเราเสียใจได้ แต่ต้องมีสติและอย่าลืมหน้าที่ที่ต้องทำ อย่าให้ความเสียใจมาทำลายทุกอย่างจนไม่มีสติ ทุกวันนี้คิดแค่ว่าเค้าหายไปเฉพาะตัว ไม่เคยลืมแม้แต่วันเดียว แต่จะไม่เอาตัวเองไปจมปลักอยู่กับความทุกข์ ไม่ทำกิจกรรมที่บั่นทอนจิตใจ ไม่ฟังเพลงเศร้า อ่านหนังสือธรรมะที่มีคำสอนดี ๆ เพราะคน 100 คน ให้กำลังใจเราไม่เหมือนเราสร้างกำลังใจด้วยตัวเอง ปีใหม่นี้จึงอยากเตือนประชาชนทุกคนในฐานะครอบครัวที่เคยสูญเสียคนรักจากการถูกคนเมาขับรถชน ถ้าดื่มอย่าขับรถเด็ดขาดต้องมีสติ และอยากฝากไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อย่าเลือกปฏิบัติ ถ้าคนทำผิดกฎจราจรเมาแล้วขับก็ต้องโดนลงโทษสถานหนักเสียที” นางรัชฐิรัชฎ์ กล่าว

ขณะที่ รศ.พญ.รัศมน กัลยาศิริ อาจารย์ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าข้อมูลคนตายจากอุบัติเหตุ ปี 2562 จากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ อุบัติเหตุบนท้องถนน ระบุว่า ครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 48 เดินทางใกล้ ๆ บ้านไม่เกิน 5 กม. จักรยานยนต์ที่เสียชีวิต ถึง 323 รายพบว่า ร้อยละ 41 ไม่มี พ.ร.บ. ทำให้ไม่มีเงินมาช่วยเหลือเยียวยาทั้งตัวเองและคู่กรณี และ ร้อยละ 41 เป็นเสาหลักครอบครัว เป็นความยากลำบากมาก ๆ ในการใช้ชีวิต นอกจากจะทำให้เกิดการบาดเจ็บทางร่างกายแล้ว ในบางรายอาจได้รับผลกระทบทางจิตใจจากสภาวะความเครียดที่รุนแรง จากเหตุการณ์สะเทือนขวัญที่ต้องเผชิญกับความสูญเสียอวัยวะหรือถึงขั้นชีวิต ซึ่งความเครียดนี้แบ่งได้หลายระดับ เช่น“โรคความเครียดจากการได้รับบาดเจ็บ” ผู้ป่วยจะมีภาวะครุ่นคิดกับสิ่งที่เจอ ส่งผลทำให้สภาพจิตใจแย่ลง เริ่มรู้สึกโทษตัวเองที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บ ท้อแท้ สิ้นหวัง ไม่อยากทำอะไร เศร้า หดหู่ หมดกำลังใจ ทานอาหารและการนอนเริ่มเปลี่ยนแปลง ขั้นหนักสุดคือไม่อยากมีชีวิตอยู่ เป็นหลายสัปดาห์ติดต่อกัน และไม่สามารถพยุงความรู้สึกตัวเองได้ อันนี้จะถือว่าเป็น “โรคซึมเศร้า”

รศ.พญ.รัศมน กล่าวว่า ซึ่งโรคเครียดเกิดจากการเผชิญเหตุการณ์สะเทือนขวัญหรือเรียกว่า PTSD (Post traumatic Stress Disorder) เป็นโรคที่ก่อตัวขึ้นจากการที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ที่กระทบเทือนจิตใจถึงขั้นชีวิต ซึ่งอาการของโรคจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกหวาดผวา เหมือนเหตุการณ์น่ากลัวยังเกิดขึ้นซ้ำ ๆ แม้จะจบไปแล้ว ตื่นกลางดึกเพราะฝันร้าย รู้สึกใจสั่นและกลัวอยู่ตลอดว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นกับตัวเอง ดังนั้นคนรอบข้างต้องระวังเมื่อผู้ป่วยเจอเหตุสะเทือนขวัญ การที่ให้เล่ารายละเอียดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังมากเกินไป อาจส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดความรู้สึกหวาดผวาขึ้นมาได้ ต้องประเมินความพร้อม การเล่าอยากให้ผ่อนคลายในสิ่งที่อยากเล่าจริง ๆ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับสภาพจิตใจ

“การฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่มีสภาวะความเครียดทางอารมณ์นั้น คนรอบข้างครอบครัวช่วยได้ ให้ใช้วิธีพูดคุยและคอยรับฟังในเวลาที่ต้องการให้ช่วยเหลือ หรือหากมีอาการของโรคที่รุนแรงมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น ไม่สามารถทำงานได้ กระทบความเป็นอยู่ ถึงขั้นเป็นอันตราย อยากทำร้ายตัวเองบ่อยครั้ง คิดเรื่องความตาย ให้ชักชวนผู้ป่วยไปพบผู้เชี่ยวชาญที่โรงพยาบาลทางด้านจิตเวช สถานพยาบาลด้านจิตเวชที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ เรามีนักจิตบำบัด จิตแพทย์ นักจิตวิทยาที่จะคอยให้คำปรึกษาและดูแลด้วยการใช้จิตบำบัด ขณะที่บางรายอาจมีการใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการร่วมด้วยตามความรุนแรงของโรค” รศ.พญ.รัศมน กล่าว

Add new comment