ไทยประกาศยกระดับ 2 เฝ้าระวังโรคทางเดินหายใจจากจีน เหตุพบการขยายจำนวนผู้ป่วย-พื้นที่

Tue, 2020-01-07 14:24 -- hfocus
Print this pagePrint this page

“อนุทิน” เผยอาการผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ 4 รายที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน ไม่ใช่โรคร้ายแรง ระบุติดเชื้อไวรัส H3N2 – RSV รอยืนยันรอบ 2 แต่ขอคุมเข้ม เหตุยังอยู่ในช่วงต้องเฝ้าระวัง พร้อมประกาศยกระดับคุมโรคทางระบบทางเดินหายใจรุนแรงจากจีน เป็นระดับ 2 เหตุพบการขยายจำนวนผู้ป่วย ขยายพื้นที่ ซ้ำยังไม่มีความชัดเจนถึงลักษณะการระบาด ยืนยันการแพทย์ไทยเอาอยู่

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563 ที่ สถาบันบำราศนราดูร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข พร้อมทีมผู้บริหารได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วย 3 รายที่มีการการโรคระบบทางเดินหายใจหลังเดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน จำนวน 3 ราย เข้ารักษาที่สถาบันบำราศนราดูร และ 1 รายรักษาตัวที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง พร้อมตรวจสอบความพร้อมห้องแยกโรคผู้ป่วยความดันเป็นลบ สำหรับแยกการดูแลผู้ป่วยโรคติดต่อร้ายแรง

นายอนุทิน กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมผู้ป่วย 3 รายดีขึ้นมาก ผลการตรวจโรคเบื้องต้นพบว่าติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ อยู่ระหว่างรอผลการตรวจยืนยันรอบ 2 ซึ่งจะทราบผลเร็ว ๆ นี้ สำหรับความพร้อมรับมือกับโรคระบาดร้ายแรงนั้น เรียนว่าสถาบันบำราศฯ มีความพร้อมมาก มีห้องแยกโรคความดันเป็นลบ 15 ห้อง ซึ่งที่ผ่านมาก็สามารถรับมือกับโรคระบาดร้ายแรงได้อย่างดีไม่ว่าจะเป็นเชื้อเมอร์ส โรคซาร์ส รวมถึงไข้หวัดนก ขณะที่การตรวจคัดกรองคนเข้าประเทศก็ทำอย่างเข้มข้น มีการแยกสายการบินที่มาจากเมืองอู่ฮั่น ไปอีกช่องทางขาเข้าที่มีจำนวนผู้โดยสารน้อย เบื้องต้น พบว่าเที่ยวบินที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่นมีที่สนามบินสุวรรณภูมิ 3 เที่ยวบิน ดอนเมือง 2 เที่ยวบิน เชียงใหม่ 2 เที่ยวบิน ทั้งนี้ย้ำว่าแม้เราจะยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อมาจากจีน แต่มาตรการต่าง ๆ ต้องทำให้เกินเข้าไว้เพื่อความปลอดภัยของคนไทย และคนที่จะเดินทางมายังประเทศไทย ขอให้มีความมั่นใจว่า ณ วันนี้ประเทศไทยไม่มีการระบาดของโรคอันตราย และมาตรการทางการแพทย์ก็เข้มข้น มั่นใจว่าเราเอาอยู่ คุมสถานการณ์ได้

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า แต่สิ่งที่เรากังวลคือความไม่เข้าใจและการได้รับข่าวสารที่ไม่ถูกต้องของสาธารณชน จะกลายเป็นความตระหนก วิตกกังวลจนเกินไป ซึ่งไม่เป็นผลดีกับทุกคน อย่างไรก็ตามกระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าประเทศไทยปลอดภัยทุกประกา รติดไข้ ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใด อย่างไรก็ตาม สำหรับประชาชนเดินทางมาจากประเทศจีนโดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นแล้วมีอาการเจ็บคอ เป็นไข้ คัดจมูก ปวดศีรษะ ขออย่ารอช้า รีบติดต่อมาที่สายด่วน 1422 เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปรับตัวมาดูแลอย่างเต็มที่ ส่วนนักท่องเที่ยวหากมีรู้สึกไม่ดีขอให้แจ้งพนักงานบนสายการบิน แจ้งคนนำเที่ยว หรือแจ้ง 1422 ได้เช่นเดียวกัน ส่วนคนไทยที่จะเดินทางไปยังเมืองอู่ฮั่น หากต้องไปเรียนหรือไปทำงานขอให้ดูแลตัวเองดี ๆ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่คนแออัด แต่ถ้าไปเที่ยวถ้าเลี่ยงได้ ก็ขอให้เลี่ยงไปก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ได้กล่าวในการประชุมทางไกลผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ร่วมกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันว่า ขอให้ นพ.สสจ.ทั่วประเทศคัดกรองและคุมเข้มโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะใน 4 จังหวัดที่มีเที่ยวบินจากอู่ฮั่นบินตรงไปลง หากพบผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายโรคก็ให้ทำการแยกผู้ป่วยและแจ้งมายังกรมควบคุมโรคเพื่อดำเนินการต่อไป

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เบื้องต้นทางการจีนรายงานผลการตรวจเชื้อโรคพบว่าไม่ใช่โรคซาร์ส ไม่ใช่ไข้หวัดนก และไม่ใช่โรคเมอร์ส แต่ที่แน่ ๆ คือมีการติดเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดภาวะปอดอักเสบจากการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่าง ดังนั้นจึงอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างชัดเจนอีกครั้งเพื่อรายงานไปยังองค์การอนามัยโลกเพื่อพิจารณายกระดับการดูแลควบคุม ส่วนของไทย กรณีที่มีผู้ป่วยหลังเดินทางกลับจากเมืองอู่ฮั่นและอยู่ระหว่างการรักษาตัวที่ห้องแยกโรคสถาบันบำราศฯ 3 ราย รายแรกเป็นเด็กชายวัย 3 ขวบชาวจีน ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อซาร์ส ไม่พบเมอร์ส ไม่พบเชื้ออันตรายอื่น ๆ ส่วนเชื้อที่ทำให้มีปัญหาระบบทางเดินหายใจคือ AH3N2 เคสนี้อาการดีขึ้นโดยลำดับ อยู่กับมารดาในห้องแยกโรค

ส่วนรายที่ 2 เป็นนักศึกษาอายุประมาณ 20 ปี ศึกษาที่เมืองอู่ฮั่น พอกลับมาแล้วมีไข้ ไป รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง แล้วขอมารักษาที่สถาบันบำราศฯ อาการดีขึ้นตามลำดับ ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการไม่พบเชื้อโรคอันตราย แต่ที่พบคือเชื้อ RSV และมีเชื้อตระกูลที่ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ รายที่ 3 เป็นนักศึกษาที่เมืองอู่ฮั่น ป่วยและมีรถจากสถาบันบำราศฯ ไปรับ เก็บตัวอย่างตรวจและให้การรักษาตามอาการ อยู่ระหว่างการพิจารณาให้ยาต้านไวรัสหรือไม่ ตอนนี้พูดคุยได้ตามปกติ ส่วนรายที่ 4 เป็นวัยกลางคน อยู่ที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง เดิมมีไข้ ไอ มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจอยู่ก่อน แล้วเดินทางไปเที่ยวที่เมืองอู่ฮั่นเป็นระยะเวลาสั้น ๆ กลับมาจึงเข้ามารับการรักษาที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง แล้วทาง รพ.ประสานมาที่สถาบันฯ ขณะนี้ อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะรับตัวมาดูแลที่สถาบันฯ หรือไม่ ทั้งนี้ยืนยันว่าทั้งหมดไม่มีการติดเชื้อตัวเดียวกันกับที่พบที่เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนแต่อย่างใด แต่เราต้องรอให้ทั้งหมดหายดีก่อนถึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้

ทั้งนี้ มาตรการเหล่านี้เราไม่ได้เพิ่งทำ แต่เราทำทุกครั้งที่มีรายงานพบโรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ได้ให้ความสำคัญคือ มีการยกระดับ โดยเปิดศูนย์ปฏิบัติการหรือ EOC ที่ กรมควบคุมโรค และกำลังจะยกระดับมาตรการคุมเข้มระดับ 2 เพราะ 1.การเพิ่มจำนวนของผู้ป่วยในพื้นที่ระบาด ที่จีน โดยเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีผู้ป่วยประมาณ 27 ราย แต่เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2563 พบผู้ป่วยเพิ่มเป็น 44 รายในจำนวนนี้มีผู้ป่วยอาการรุนแรง 11 ราย และยังมีผู้ที่มีอาการที่อยู่ในกลุ่มที่ทางการจีนยังเฝ้าระวังและแยกกักตัวอีก 121 ราย 3.พบผู้ป่วยในพื้นที่อื่น คือ ที่ฮ่องกง 7 ราย ที่สิงคโปร์มีผู้ป่วยเข้าข่ายด้วย และ 4.ยังไม่สามารถระบุลักษณะการแพร่เชื้อได้ว่ามาจากสัตว์สู่คน หรือคนสู่คน ซึ่งข้อมูลพบเพียงว่าผู้ป่วยหลายคนในเมืองอู่ฮั่นมีประวัติเชื่อมโยงกับตลาดขายส่งอาหารทะเล แต่ที่นั่นมีการขายสัตว์ประเภทอื่นด้วย

นพ.สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า มาตรการรับมือกับโรคติดต่อของไทยมี 3 ระบบ คือ 1. ช่องทางเข้าออกประเทศทั้งทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ อย่างผู้ป่วย 2 ราย เราตรวจจับได้ที่สนามบิน อีก 1 รายเดินทางเข้ามารับการรักษาเองเพราะทราบข่าวที่นายอนุทินไปตรวจความพร้อมที่สนามบินสุวรรณภูมิ 2. มาตรการของสถานพยาบาลทั่วประเทศ ทั้ง รพ.รัฐ และเอกชน หากมีผู้ป่วยต้องสงสัย ต้องรายงานเข้าระบบ และ 3.ชุมชน โดยสถานที่ท่องเที่ยว เช่น โรงแรม โฮมสเตย์ ต้องมีการให้ข่าวสารคนในชุมชน ให้ช่วยกันดูอาการหากสงสัยให้แจ้งมายังกรมควบคุมโรค อย่างไรก็ตาม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ทำให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยที่เรามีการออกแบบระบบมีการวางแผนทำให้ ได้ผลที่ดี ซึ่งที่เขาประเมินว่าบ้านเรามีระบบความมั่นคงสุขภาพที่ดีระดับ 6 ของโลกไม่ใช่เรื่องมั่ว

อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่าขณะนี้เราเริ่มแจ้ง รพ.ทั่วประเทศ แต่ที่ต้องชื่นชมคือ รพ.รามาธิบดี ที่ประสานเข้ามาก่อนเลยว่าพร้อมให้การช่วยเหลือในการควบคุมป้องกันโรคเหล่านี้ และเริ่มมี รพ.หลายแห่งทยอยแจ้งเข้ามา นอกจากนี้เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา มีการประสานความร่วมมือของกระทรวงคมนาคม กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ก็ได้เข้าไปช่วยกันตรวจสอบเที่ยวบินที่จะเข้ามาเมืองไทยด้วย เพราะอีกไม่นานจะจะเริ่มเข้าเทศกาลตรุษจีนแล้วซึ่งมีทั้งคนจีนมาที่ไทย และคนไทยไปที่จีนด้วย

เมื่อถามว่าต้องมีการเข้มงวดเข้มงวดกับสายการบินของฮ่องกงและสิงคโปร์เพิ่มขึ้นหรือไม่ นพ.สุวรรณชัย กล่าวว่า ขณะนี้เรามีการประสานอยู่แล้ว จะมีการทำประวัติของผู้ที่เดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามตัว รวมถึงจัดทำเอกสารเผยแพร่ทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีน เป็นต้น

Comments

Submitted by คนละเรื่องเดียวกัน on
""เมอร์สเข้าไทยรอบ 2 หรือเมดิคัลฮับจะได้ไม่คุ้มเสีย"" Mon, 2016-01-25 17:16 -- hfocus ......................................................................................................................................................................................................... ข้อเขียนจาก นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ซึ่งเขียนในประเด็นนี้เป็นครั้งที่ 2 กับเหตุการณ์พบผู้ป่วยชาวต่างชาติที่มารักษาในไทย แต่เป็นผู้ป่วยโรคเมอร์ส ซึ่งข้อเสนอของ นพ.ธีระคือ เมื่อรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้านโยบายเมดิคัลฮับ หรือเมดิโคทัวริสซึ่ม โดยให้เหตุผลว่าเพื่อหารายได้เข้าประเทศ แต่ยอมแลกกับปัญหาสมองไหล ผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประชาชน ตลอดจนความลักลั่นและสั่นคลอนมาตรการรักษาพยาบาล ก็ต้องให้ผู้ประกอบธุรกิจ รพ.เอกชนรับผิดชอบความเสี่ยงให้กับสังคมมากขึ้นด้วย .............. เมอร์สเคสแรกในประเทศเมื่อปีที่แล้ว ได้ทราบมาว่าใช้งบประมาณไปราว 100 ล้านบาทเพื่อจัดการควบคุม และเฝ้าระวังโรค (อ่านจากโพสต์ Facebook นพ.สุรเชษฐ์ อดีตรักษาการปลัด สธ.) จากนั้นรัฐก็ทำทุกอย่างให้เงียบเหมือนไฟไหม้ฟาง แม้จะมีหลายคนพยายามเตือนให้รัฐทบทวนนโยบายการส่งเสริมให้หารายได้จากการรักษาชาวต่างชาติ ............ งานวิจัยมากชิ้นขึ้นเรื่อยๆ ในรอบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ที่เริ่มชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของนโยบายแบบเมดิคัลฮับ และ/หรือเมดิโคทัวริสซึ่ม ไม่ได้มีแต่ข้อดีเรื่องเงินที่ไหลเข้าประเทศตามที่คาดหวัง แต่มีผลกระทบด้านลบทั้งเรื่องสมองไหลจากรัฐไปเอกชนมากขึ้น จนเกิดผลกระทบต่อระบบสุขภาพสำหรับประชาชนในประเทศ ความลักลั่นและสั่นคลอนมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาล การฟ้องร้อง ฯลฯ ............. ในขณะที่เมืองไทยนั้น เราเห็นชัดเจนจากกรณีของเมอร์ส ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของประชาชนในประเทศ และการถลุงงบประมาณสาธารณะเพื่อจัดการปัญหา ทั้งๆ ที่เม็ดเงินส่วนใหญ่ที่ได้นั้นตกอยู่แต่ในภาคส่วนเอกชน ในขณะที่รัฐได้ภาษีนิติบุคคลจากสถานประกอบการเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ประเทศต้องทุ่มเพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหา .............. บัดนี้เคสที่สองได้กลับมาเยือนอีกครั้ง พร้อมทวนซ้ำกระบวนการเดิม ที่ตกเป็นภาระของสถานพยาบาลภาครัฐ และหน่วยงานสาธารณสุขที่ต้องมาช่วยกันจัดการปัญหาเดิมๆ ภายใต้งบที่มีจำกัด .............. ถึงเวลาที่ควรจะเรียกร้องให้เกิดการเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชนและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศแล้วครับ เพื่อนำมาใช้ลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบส่งเสริมสุขภาพ และควบคุมป้องกันโรค .................... เหล้ากับบุหรี่นั้นร้ายกาจจนเราต้องใช้มาตรการภาษีบาปมาจับ แต่เรื่องนี้นั้นรุนแรงยิ่งกว่า เพราะเห็นผลกระทบต่อคนหมู่มากในระยะเวลาอันรวดเร็ว เหตุใดฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารจึงทำตัววางเฉย? ฤ จะรอให้ระบาด และก่อผลกระทบต่อตัวท่านและคนใกล้ชิด ............... ได้ไม่คุ้มเสียหรอกครับ นโยบายหาเงินแบบนี้ การดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บไม่ใช่สินค้าหรือบริการแบบซื้อมาขายไป ยามใดที่สังคมคิดจะ "ซื้อขายชีวิต" ตามกลไกธุรกิจทุนนิยมแบบเป็นล่ำเป็นสัน ยามนั้นสังคมอาจต้องตระหนักและเตรียมใจรับกับผลกระทบต่อชีวิตคนในสังคม ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อคนในสังคม ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ และช่วยจัดการความเสี่ยงในสังคมด้วยครับ .............. ผู้เขียน ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ สำนักงานวิจัยและพัฒนาเพื่อการแปรงานวิจัยสุขภาพสู่การปฏิบัติ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย .............. หมายเหตุ ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่พบผู้ป่วยโรคเมอร์สคนแรกในไทย ซึ่งเป็นชาวโอมานเช่นกัน นพ.ธีระ เคยแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวภายใต้ข้อเขียนนี้ เมอร์สเข้าไทย เมื่อหยุดเมดิคอลฮับไม่ได้ ต้องเก็บเงินความมั่นคงสุขภาพจากเอกชน ซึ่งเผยแพร่ใน hfocus เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.58 ........ https://www.hfocus.org/content/2016/01/11595

Add new comment