สธ.แจงผู้ติดเชื้อ COVID-19 รายใหม่ไม่ใช่บุคลากรสถาบันบำราศฯ

Sat, 2020-02-15 15:54 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กระทรวงสาธารณสุข ชี้แจงเพิ่มเติม กรณีบุคลากรที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 รายใหม่ล่าสุดเป็นบุคลากรจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ยืนยันไม่ใช่บุคลากรของสถาบันบำราศนราดูร

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 ที่กระทรวงสาธารณสุข นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผู้ป่วยติดเชื้อยืนยันรายใหม่ล่าสุดในวันนี้ว่า เป็นบุคลากรของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ไม่ใช่บุคลากรของสถาบันบำราศนราดูรแต่อย่างใด ล่าสุดผู้ป่วยยืนยันรายดังกล่าวได้ส่งตัวเข้ารักษาที่สถาบันบำราศนาดูร

“ขอยืนยันว่าสถาบันบำราศนราดูรเป็นโรงพยาบาลที่ให้การดูแลรักษาโรคติดเชื้อโดยเฉพาะ จึงมีมาตรฐานในการดูแลผู้ติดเชื้อและบุคลากรทางการแพทย์” นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าว

Comments

Submitted by Anonymous on
""เมอร์สเข้าไทยรอบ 2 หรือเมดิคัลฮับจะได้ไม่คุ้มเสีย"" โดย นพ.ธีระ วรธนารัตน์ Mon, 2016-01-25 17:16 hfocus https://www.hfocus.org/content/2016/01/11595 .................................................................................................................................... ข้อเขียนจาก นพ.ธีระ วรธนารัตน์ ซึ่งเขียนในประเด็นนี้เป็นครั้งที่ 2 กับเหตุการณ์พบผู้ป่วยชาวต่างชาติที่มารักษาในไทย แต่เป็นผู้ป่วยโรคเมอร์ส ซึ่งข้อเสนอของ นพ.ธีระคือ เมื่อรัฐบาลยืนยันจะเดินหน้านโยบายเมดิคัลฮับ หรือเมดิโคทัวริสซึ่ม โดยให้เหตุผลว่าเพื่อหารายได้เข้าประเทศ แต่ยอมแลกกับปัญหาสมองไหล ผลกระทบต่อระบบสุขภาพของประชาชน ตลอดจนความลักลั่นและสั่นคลอนมาตรการรักษาพยาบาล ก็ต้องให้ผู้ประกอบธุรกิจ รพ.เอกชนรับผิดชอบความเสี่ยงให้กับสังคมมากขึ้นด้วย ................ เมอร์สเคสแรกในประเทศเมื่อปีที่แล้ว ได้ทราบมาว่าใช้งบประมาณไปราว 100 ล้านบาทเพื่อจัดการควบคุม และเฝ้าระวังโรค (อ่านจากโพสต์ Facebook นพ.สุรเชษฐ์ อดีตรักษาการปลัด สธ.) จากนั้นรัฐก็ทำทุกอย่างให้เงียบเหมือนไฟไหม้ฟาง แม้จะมีหลายคนพยายามเตือนให้รัฐทบทวนนโยบายการส่งเสริมให้หารายได้จากการรักษาชาวต่างชาติ ...................... งานวิจัยมากชิ้นขึ้นเรื่อยๆ ในรอบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา ที่เริ่มชี้ให้เห็นว่าผลกระทบของนโยบายแบบเมดิคัลฮับ และ/หรือเมดิโคทัวริสซึ่ม ไม่ได้มีแต่ข้อดีเรื่องเงินที่ไหลเข้าประเทศตามที่คาดหวัง แต่มีผลกระทบด้านลบทั้งเรื่องสมองไหลจากรัฐไปเอกชนมากขึ้น จนเกิดผลกระทบต่อระบบสุขภาพสำหรับประชาชนในประเทศ ความลักลั่นและสั่นคลอนมาตรฐานการดูแลรักษาพยาบาล การฟ้องร้อง ฯลฯ ................... ในขณะที่เมืองไทยนั้น เราเห็นชัดเจนจากกรณีของเมอร์ส ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพของประชาชนในประเทศ และการถลุงงบประมาณสาธารณะเพื่อจัดการปัญหา ทั้งๆ ที่เม็ดเงินส่วนใหญ่ที่ได้นั้นตกอยู่แต่ในภาคส่วนเอกชน ในขณะที่รัฐได้ภาษีนิติบุคคลจากสถานประกอบการเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับเม็ดเงินที่ประเทศต้องทุ่มเพื่อควบคุมและแก้ไขปัญหา ................ บัดนี้เคสที่สองได้กลับมาเยือนอีกครั้ง พร้อมทวนซ้ำกระบวนการเดิม ที่ตกเป็นภาระของสถานพยาบาลภาครัฐ และหน่วยงานสาธารณสุขที่ต้องมาช่วยกันจัดการปัญหาเดิมๆ ภายใต้งบที่มีจำกัด .............. ถึงเวลาที่ควรจะเรียกร้องให้เกิดการเก็บภาษีเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพของประชาชนและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศแล้วครับ เพื่อนำมาใช้ลงทุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบส่งเสริมสุขภาพ และควบคุมป้องกันโรค .................. เหล้ากับบุหรี่นั้นร้ายกาจจนเราต้องใช้มาตรการภาษีบาปมาจับ แต่เรื่องนี้นั้นรุนแรงยิ่งกว่า เพราะเห็นผลกระทบต่อคนหมู่มากในระยะเวลาอันรวดเร็ว เหตุใดฝ่ายการเมืองและฝ่ายบริหารจึงทำตัววางเฉย? ฤ จะรอให้ระบาด และก่อผลกระทบต่อตัวท่านและคนใกล้ชิด ............. ได้ไม่คุ้มเสียหรอกครับ นโยบายหาเงินแบบนี้ การดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บไม่ใช่สินค้าหรือบริการแบบซื้อมาขายไป ยามใดที่สังคมคิดจะ "ซื้อขายชีวิต" ตามกลไกธุรกิจทุนนิยมแบบเป็นล่ำเป็นสัน ยามนั้นสังคมอาจต้องตระหนักและเตรียมใจรับกับผลกระทบต่อชีวิตคนในสังคม ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อคนในสังคม ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ และช่วยจัดการความเสี่ยงในสังคมด้วยครับ .............. ผู้เขียน ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ สำนักงานวิจัยและพัฒนาเพื่อการแปรงานวิจัยสุขภาพสู่การปฏิบัติ ภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกันและสังคม คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย . /หมายเหตุ ก่อนหน้านี้ ในช่วงที่พบผู้ป่วยโรคเมอร์สคนแรกในไทย ซึ่งเป็นชาวโอมานเช่นกัน นพ.ธีระ เคยแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าวภายใต้ข้อเขียนนี้ เมอร์สเข้าไทย เมื่อหยุดเมดิคอลฮับไม่ได้ ต้องเก็บเงินความมั่นคงสุขภาพจากเอกชน ซึ่งเผยแพร่ใน hfocus เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.58 https://www.hfocus.org/content/2016/01/11595

Add new comment