เปิด 3 Scenario หลังไทยระบาดเพิ่ม 1 อาทิตย์ 3 เท่า ณ ตอนนี้ อยู่จุดไหน แล้วกำลังก้าวไปไหนต่อ...

Wed, 2020-03-18 19:41 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าไทยเข้าใกล้ระยะ 3 มากขึ้นเรื่อย ๆ แม้รัฐบาลจะยืนยันว่ายังคงอยู่ในระยะ 2 และยังเชื่อว่าการระบาดที่ขยายวงกว้างขึ้นนั้น จะติดตาม หาที่มาได้ทั้งหมด

แต่หากสังเกตตั้งแต่ต้น จะพบว่านิยามของ “ระยะ 3” ซึ่งรัฐบาลกำหนดเป็นโมเดลนั้น เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายครั้ง จากเดิม ที่กำหนดแค่ พบโรคติดต่อโดยไม่สามารถหาที่มาได้ ไปสู่การระบาดโดยที่จำเป็นต้องเป็นวงกว้าง มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในแต่ละวัน แบบหลายประเทศในยุโรป ในจีน หรือในอิหร่าน

รัฐบาลยังคงยืนยันว่าไทย จะไม่แย่ถึงขั้นนั้น และถึงที่สุด แม้จะเข้าสู่ระยะ 3 แต่ไทย ก็จะมีมาตรการที่จัดการได้ ไม่ได้แย่อย่างที่หลายฝ่ายประเมิน

ทั้งหมดนี้ การคาดการณ์คร่าว ๆ ของกรมควบคุมโรค ได้สร้างแบบจำลอง 3 สถานการณ์ โดยวัดจากการระบาดในจีน ความสามารถในการแพร่เชื้อ ฤดูกาลของโรค และสัดส่วนผู้ติดเชื้อที่แสดงอาการ จากเรือไดมอนด์ พรินเซส

แม้จะทำให้เห็นชัดว่า ไม่มีอะไรน่ากลัว อย่างที่คน "หวาดระแวง" ไปล่วงหน้า แต่เอาเข้าจริง หากดูจาก Scenario ร้ายแรงที่สุด ไทยก็ยังมีสิทธิ์ไปถึงจุดนั้นได้...

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการคัดกรองผู้ป่วย ณ รพ.ราชวิถี กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 มี.ค.63 

Scenario ที่ 1 การควบคุมโรคไร้ประสิทธิภาพ

ผู้ติดเชื้อ 1 คน แพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่น 2.2 คน และจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุกสัปดาห์เป็นต้นไป จนพบผู้ป่วยสูงสุดในเดือน ส.ค. หรือ 16.7 ล้านคน ใน 1 ปี (คิดเป็น 22% ของประชากร)

โมเดลนี้ กรมควบคุมโรค ยืนยันว่า “จะไม่เกิด” ในประเทศไทย เพราะสามารถลดจำนวนผู้ป่วยได้อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม หากประเมินจากความเป็นจริง ไทย ยังมีโอกาสเป็นไปตามโมเดลนี้ เพราะหากวัดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา สัปดาห์ที่แล้ว (วันที่ 11 มี.ค.) ไทยยังมีผู้ป่วยเพียง 59 ราย โดยในวันนั้น มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น 6 คน เป็นเจ้าของร้านอาหาร และตำรวจตรวจคนเข้าเมืองในสนามบิน

แต่ ณ วันนี้ ไทยมีผู้ป่วยยืนยันทั้งสิ้น 212 ราย โดยเพิ่มขึ้นสูงสุดในวันที่ 18 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าไทยมีผู้ติดเชื้อเกิน 3 เท่า (359%) ภายใน 1 สัปดาห์ ทำให้มีโอกาสเป็นไปได้ ที่จำนวนผู้ป่วยจะพุ่งสูงขึ้นตาม Scenario นี้

สำหรับกรมควบคุมโรค ยืนยันว่าด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ชุด PPE หน้ากากอนามัย จะไม่สามารถต่อกรกับการเพิ่มขึ้นสูงในระดับนี้ได้ และจะทำให้มีผู้ป่วยวิกฤต มีผู้เสียชีวิตค่อนข้างสูง

เพราะฉะนั้น มาตรการ “ตัดตอน” ด้วยการยกเลิกวันหยุดสงกรานต์ การปิดสถานบันเทิง และงดการรวมตัวของผู้คนโดยเด็ดขาด จึงเกิดขึ้น เมื่อวันที่ 17 มี.ค. ที่ผ่านมา เพื่อลดความเป็นไปได้ ไม่ให้เกิดโมเดลนี้มากที่สุด

Scenario ที่ 2 ชะลอการระบาดได้ดีพอสมควร

ผู้ติดเชื้อ 1 คน แพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่น 1.8 คน โดยจะระบาดช้า ๆ และจะไปพบผู้ป่วยต่อสัปดาห์สูงสุดเดือน ม.ค. - ก.พ. 2564 4.8 แสนคน ต่อสัปดาห์ โดยไทยจะมีผู้ป่วย 9.9 ล้านคน ภายใน 2 ปี

มีการวิพากษ์ว่าไทย และกรมควบคุมโรค ต้องการให้เป็นไปใน Scenario นี้มากที่สุด คือไม่เพิ่มสูงมากในเวลานี้ และสามารถจัดการชะลอการระบาด ผ่านการตัดตอนด้วยการงดกิจกรรมรวมคน การกักกัน – สังเกตอาการจากพื้นที่ระบาด ซึ่งไทย เริ่มทำอย่างเข้มข้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ด้วยการปิดสถานบันเทิง สนามมวย โรงหนัง ร้านนวด ฟิตเนส

หากจะให้เป็นตามนี้ ไทยยังต้องออกแรงพอสมควร และค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะอัตราการระบาดในไทยยังเพิ่มขึ้นสูงเกินกว่าเป้าหมายของ Scenario นี้

Scenario ที่ 3 ควบคุมโรคได้ดี

ผู้ติดเชื้อ 1 คน แพร่เชื้อต่อไปยังผู้อื่น 1.6 คน เกิดการระบาดตามฤดูกาลในแต่ละปี กลายเป็นโรคประจำถิ่นคล้ายไข้หวัดใหญ่ ไทย จะมีผู้ป่วย 400,000 คน ใน 2 ปี

ยังไม่เห็นว่าการระบาดภายใต้ Scenario นี้ จะเป็นไปได้อย่างไร เพราะต้องควบคุมคนไม่ให้มีการเคลื่อนย้าย ควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดเป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ โดยต้องใช้วิธี Social Distancing อย่างเคร่งครัด ใช้มาตรการทางกฎหมายจัดการ โดยอาจต้องใช้วิธีถึงขั้นปิดเมือง ปิดธุรกิจ ไประยะหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีอุปสรรคสำคัญคือเริ่มมีการระบาดใน Cluster ที่ควบคุมไม่ได้แล้ว ยกตัวอย่างเช่น จากสนามมวยลุมพินี Cluster เดียวกับนักแสดง แมทธิว ดีน ซึ่ง ณ ขณะนี้ มีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ตามหาตัวได้แล้ว 60-70 คน และยังมีอีกจำนวนมากที่ อาจยังตามหาไม่ได้ ซึ่งจากข้อเท็จจริงก็คือ คนที่อยู่ในสนามมวยลุมพินี น่าจะมีมากกว่า 5,000 คน

ขณะเดียวกัน Cluster กลุ่มสถานบริการทองหล่อ ที่มีผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 20 คน, Cluster กลุ่มผู้แสวงบุญที่เดินทางจากมาเลเซีย ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้, Cluster ตำรวจที่เดินทางกลับจากสเปน และผู้ป่วยบางรายที่หาที่มาไม่ได้ แต่บังเอิญตรวจเชื้อโคโรนาไวรัสแล้วเจอ เช่น อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หรือนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง

ทั้งหมดนี้ ยังไม่นับกรณีที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินทางกลับไปยังประเทศต้นทางแล้วเจอเชื้อ ไม่ว่าจะในจีน ในญี่ปุ่น ในออสเตรเลีย ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีการติดต่อของโรคที่เกิดขึ้น “ใต้พรม” อีกมาก

ไม่กี่วันหลังจากนี้ จะเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า มาตรการที่ทำไปแล้ว สามารถป้องกันได้หรือไม่ หากยังไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ และจำนวนการแพร่เชื้อต่อได้ ก็อาจถึงเวลาแล้ว ที่จะเขยิบเข้าไปใกล้การปิดเมือง การปิดประเทศ ไปจนถึงการบังคับใช้กฎหมายเพื่อห้ามการออกนอกบ้าน อย่างที่ใช้ในยุโรปมากขึ้น

Add new comment