สปสช.แจ้งความเอาผิด “18 คลินิก” ทุจริตเบิกงบบัตรทอง

Wed, 2020-07-08 18:01 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

บอร์ด สปสช.ตั้ง กก.สอบสวนข้อเท็จจริง 18 คลินิกทุจริตเบิกเงินคัดกรองโรค กองทุนบัตรทอง พร้อมดำเนินการเอาผิดทางกฎหมาย ยกเลิกหน่วยบริการ พร้อมจัดหาคลินิกใหม่รองรับผู้ป่วย

ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เรียกประชุมผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) พร้อมแถลงพบคลินิกชุมชนอบอุ่น 18 แห่งทุจริตเบิกจ่ายงบตรวจสุขภาพป้องกันโรคเกินไป 72 ล้านบาท ตามคืนแล้ว 60.77 ล้านบาท จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ โดยนพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อดีตอธิบดีกรมอนามัยและอดีตรองปลัดกระทรวงสาธารณสุข โพสต์เฟซบุ๊ก Wachira Pengjuntr ตั้งคำถามเรื่องนี้ว่า ต้องมีใครรับผิดชอบหรือไม่ และการดำเนินการแจ้งความมีการดำเนินการอย่างรวดเร็วหรือไม่อย่างไรนั้น

ความคืบหน้าวันที่ 8 ก.ค. 63 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีวาระพิจารณาการตรวจสอบการเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคพื้นฐานคลินิกชุมชนอบอุ่น จากกรณีพบคลินิกชุมชนอบอุ่น 18 แห่ง ตกแต่งตัวเลขเบิกจ่ายค่าบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในกลุ่มของโรคเมตาบอลิก

นายอนุทิน กล่าวว่า หลังจากที่ได้ตรวจสอบพบข้อมูลการเบิกจ่ายค่าบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในกลุ่มของโรคเมตาบอลิกของคลินิกชุมชนอบอุ่น 18 แห่ง ไม่น่าเชื่อถือ เช่น ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้รับบริการได้รับบริการจริง, ไม่สามารถติดต่อผู้รับบริการจากเบอร์โทรศัพท์ที่บันทึกในเอกสาร และมีการแก้ไขข้อมูลน้ำหนัก ส่วนสูง เพื่อให้เข้าเกณฑ์ตรวจคัดกรอง เป็นต้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้เร่งดำเนินการกับคลินิกชุมชนอบอุ่นทั้ง 18 แห่งจากความเสียหายที่เกิดขึ้นและในวันนี้ บอร์ด สปสช. เห็นชอบตามที่ สปสช.เสนอ โดยให้ สปสช.เรียกเงินส่วนที่หน่วยบริการเรียกเก็บเกินจริง ซึ่งในกรณีที่หน่วยบริการไม่คืนเงิน ให้ สปสช.มีอำนาจระงับค่าใช้จ่ายที่หน่วยบริการมีสิทธิได้รับ พร้อมกันนี้ให้ดำเนินการตามกฎหมายทั้งในคดีแพ่งและอาญา ดำเนินการทางวินัยและสภาวิชาชีพ เพื่อขอให้เพิกถอนความเป็นสถานพยาบาล

อีกทั้ง บอร์ด สปสช.ได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นนี้ โดยมี นายจิรวุสฐ์ สุขได้พึ่ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธาน ให้ดำเนินการแล้วเสร็จ 30 วัน

“กรณีนี้เป็นการฉ้อโกงภาษีประชาชน ฉ้อโกงเงินราชการ เป็นการให้บริการแต่ผู้รับบริการไม่มีตัวตน เป็นเรื่องที่รับไม่ได้ ต้องสอบสวนที่มาที่ไป และเรื่องนี้ สปสช.เป็นผู้เสียหายคนแรก ต้องดำเนินการกับคลินิกเหล่านี้ให้ถึงที่สุด โดยขณะนี้ สปสช.ได้แจ้งความดำเนินคดีกับคลินิกทั้ง 18 แห่ง และได้เพิกถอนการเป็นหน่วยบริการในระบบ สปสช.แล้ว นอกจากนี้ได้ให้ สปสช.เตรียมหาหน่วยบริการแห่งใหม่เพื่อรองรับประชาชนที่ขึ้นทะเบียนในหน่วยบริการดังกล่าว และให้เลขาธิการ สปสช. แถลงรายละเอียดการดำเนินการทั้งหมด เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและสร้างความเข้าใจต่อสาธารณะต่อไป” นายอนุทิน กล่าว

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในการดำเนินงาน “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” สปสช.ให้ความสำคัญต่อการตรวจสอบการใช้งบประมาณมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเบิกจ่ายชดเชยค่าบริการที่ได้วางระบบเฝ้าระวัง ติดตามและตรวจสอบ ซึ่งกรณีพบการตกแต่งตัวเลขเบิกจ่ายค่าบริการในคลินิกชุมชนอบอุ่น 18 แห่งที่ปรากฎเป็นข่าวนี้ ก็เป็นผลจากระบบการตรวจสอบของ สปสช. ที่ได้ตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีการเบิกจ่ายบริการคัดกรองความเสี่ยงโรคเมตาบอลิกในคลินิกชุมชน 45 แห่งที่ให้บริการสูงสุด เมื่อวันที่ 14-15 ส.ค. 62 โดย สปสช.เขต 13 กทม. พบข้อมูลการเบิกจ่ายของคลินิก 18 แห่ง ไม่น่าเชื่อถือ

ทั้งนี้ สรุปมติบอร์ด สปสช.วันที่ 8 ก.ค.63 การดำเนินการกรณีพบหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเกินจริง ดังนี้

ด้านหน่วยบริการ

1.ระงับการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์จากเงินพึงได้ทั้งหมดของหน่วยบริการทั้ง 18 แห่ง และเรียกคืนเงินตามจำนวนที่ตรวจสอบพบว่าการเบิกจ่ายไม่ถูกต้อง

2.ดำเนินการแจ้งความคดีอาญา (กองปราบปราม)

3.ดำเนินการตามกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล โดยส่งเรื่องกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ รวมทั้งสภาวิชาชีพ เพื่อดำเนินการเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพ

4.ยกเลิกสัญญาและประกาศยกเลิกการเป็นหน่วยบริการ ของหน่วยบริการทั้ง 18 แห่ง

ด้านประชาชน เพื่อสร้างความมั่นใจในการได้รับบริการอย่างต่อเนื่องตามความจำเป็น

1.เตรียมหน่วยบริการประจำ เพื่อรองรับประชาชนที่ลงทะเบียนไว้กับหน่วยบริการทั้ง 18 แห่งดังกล่าว ทั้งนี้สำนักงานจะประชาสัมพันธ์และจัดระบบการขึ้นทะเบียนใหม่ให้ประชาชนอย่างเร็วที่สุด

2.ในระหว่างรอการลงทะเบียนเลือกหน่วยบริการประจำแห่งใหม่ ประชาชนสามารถไปรับบริการที่หน่วยบริการรับส่งต่อ หรือที่หน่วยบริการใกล้บ้านที่ใดก็ได้ตามความจำเป็น

ด้านระบบในภาพรวม

1.ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพื่อพิจารณารายละเอียดของปัญหาอย่างเป็นระบบ การบริหารจัดการภายในของ สปสช. รวมทั้งระบบการตรวจสอบการเบิกจ่ายค่าบริการและคุณภาพบริการ เพื่อดูว่ามีจุดใดที่ต้องพัฒนาปรับปรุงเพิ่มเติม และจัดทำข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนาการดำเนินงานต่อไป

นพ.ศักดิ์ชัย ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ว่า ขณะนี้ สปสช.ได้ดำเนินการฟ้องร้องเอาผิดคลินิกทั้ง 18 แห่งเรียบร้อยแล้ว ส่วนยอดเงินที่พบมีการเบิกเกินไป 70 กว่าล้านบาท มีการส่งคืนมาแล้วกว่า 60 ล้านบาท นั้น ส่วนที่เหลือ ยังไม่มีใครประสานชี้แจงมาว่าจะจ่ายคืนเมื่อไหร่ แต่เราได้ให้เวลาถึงสิ้นเดือน ก.ย.นี้ และขอย้ำว่าจากนี้จะมีการตรวจสอบคลินิกอบอุ่นทั้งหมดแน่นอน เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพียงแต่รอให้ดำเนินการกับคลินิกอบอุ่นทั้ง 18 แห่งให้เสร็จสิ้นก่อน

เมื่อถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าความผิดปกติในการเบิกจ่ายเงินดังกล่าวทาง สปสช.ตรวจพบนานแล้ว แต่เหตุใดจึงเพิ่งจะดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายหลังมีส.ส.ออกมาเปิดเผยในสภา นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ ซึ่งที่ผ่านมาต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ เก็บรวมรวมหลักฐานเชิงประจักษ์ นำเข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการหลายคณะ ขอยืนยันว่าเราไม่ได้ปล่อยปละละเลย หรือจะอะลุ่มอล่วยแน่นอน เพราะนี่เป็นเรื่องใหญ่ที่จะอะลุ่มอล่วยไม่ได้

Add new comment