กรมสุขภาพจิต ส่งทีมเยียวยาจิตใจบุคลากรการแพทย์ หลังเผชิญวัยรุ่นตีกันในรพ.

Mon, 2020-07-20 20:25 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

“นพเ.เกียรติภูมิ” อธิบดีกรมสุขภาพจิต ขอสังคม – พ่อแม่ร่วมสร้างจิตสำนึกต่อต้านการใช้ความรุนแรง ชี้บ้านและโรงเรียน เป็นจุดเริ่มปลูกฝังอารมณ์จิตใจเด็ก ช่วยลดความรุนแรง ก้าวร้าวต่อผู้อื่น ลดปัญหาในอนาคต

20 ก.ค. นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวถึงเหตุการณ์วัยรุ่นวิวาทกันในโรงพยาบาล ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว เริ่มเกิดบ่อยมากขึ้นในประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือขวัญกำลังใจในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ได้ รวมถึงอาจส่งผลต่อผู้มาใช้บริการด้านสาธารณสุขอีกด้วย กรมสุขภาพจิตจะดำเนินงานอย่างเร่งด่วนผ่านการทำงานของทีมเอ็มแคทสุขภาพจิตในพื้นที่ โดยจะมีการคัดกรองปัญหาสุขภาพจิตเบื้องต้น คัดกรองความเครียด มีการให้คำปรึกษาสุขภาพจิต การพูดคุยให้กำลังใจกับบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โดยตรงและโดยอ้อม เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถดูแลสุขภาพจิตตัวเองได้หลังจากเกิดเหตุการณ์ ตลอดจนมีแนวทางการส่งต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตให้เข้ารับการรักษาเฉพาะทางจิตเวช หากพบกลุ่มเสี่ยงที่มีผลกระทบต่ออารมณ์และพฤติกรรม จะให้มีการพูดคุยกับจิตแพทย์หรือพยาบาลจิตเวชโดยตรง ซึ่งจะมีแผนการดูแลเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวอีกว่า ความรุนแรงทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับใครหรือที่ใด ในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่อย่างโรงพยาบาล ซึ่งมีผู้ที่กำลังมีความทุกข์ทางกายและทางจิต มารับความช่วยเหลือ เป็นสถานที่ด้านมนุษยธรรมของประชาชนที่ควรปราศจากความรุนแรงในทุกระดับ ซึ่งแม้ว่าในปัจจุบันจะมีการปรับระดับรักษาความปลอดภัยที่มากขึ้นในหลายๆสถานพยาบาลจากบทเรียนในเหตุการณ์ที่ผ่านมาหลายๆครั้ง แต่จิตสำนึกของสังคมก็มีส่วนสำคัญอย่างมากในการลดความรุนแรงในโรงพยาบาลให้หมดไปอย่างสิ้นเชิง

“จิตสำนึกที่สำคัญที่พ่อแม่และผู้ปกครองควรนำเหตุการณ์นี้สอนบุตรหลาน คือ การมีจิตสำนึกเรื่องการต่อต้านการใช้ความรุนแรง และไม่เห็นว่าความรุนแรงเป็นเรื่องที่ปกติ ซึ่งที่บ้านและโรงเรียนจะต้องเป็นจุดเริ่มต้นและปลูกฝังเด็กในเรื่องของความรุนแรงและการทำร้ายกัน ทั้งอารมณ์จิตใจและร่างกาย ในวัยเด็กหากถูกใช้ความรุนแรงบ่อยๆจะนำไปสู่การทำร้ายคนอื่นในอนาคต ส่วนเด็กที่เริ่มใช้ความรุนแรง เมื่อทำบ่อยครั้งจนกลายเป็นความเคยชิน จะพัฒนาเป็นความก้าวร้าว ความรุนแรงต่อผู้อื่น ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา เป็นอันธพาลหรืออาชญากรได้ ดังนั้น สังคมจึงต้องช่วยกันใส่ใจ เร่งสร้างวัฒนธรรมไร้ความรุนแรงในสังคม ทั้งที่บ้านและในที่สาธารณะ เพื่อลดการสูญเสียคุณภาพประชากรในสังคมที่เกิดขึ้นจากผลกระทบปัญหานี้ในระยะยาว” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

หากผู้ปกครองท่านใดเริ่มเห็นบุตรหลานมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงมากขึ้น สามารถปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือ สถานพยาบาลใกล้บ้านเพื่อได้รับการดูแลรักษาจากผู้เชี่ยวชาญต่อไป

Add new comment