สปสช.พบทุจริตงบบัตรทองเพิ่ม 5 คลินิก รวม 86 แห่งทั่วประเทศ

Wed, 2020-07-29 15:33 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

ขยายผลตรวจสอบ 18 คลินิกทุจริตบัตรทอง พบเพิ่ม 2 แห่ง ขณะที่ขยายผล 63 คลินิกผิดอีก 3 แห่ง รวมพบเบิกจ่ายข้อมูลเท็จทั้งสิ้น 86 แห่ง แยกเป็นรพ.เอกชน 8 แห่ง, คลินิกเอกชน 73 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 5 แห่ง

วันที่ 29 ก.ค. ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสปสช. พร้อมด้วย นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการ สปสช. ร่วมแถลงข่าว "ความคืบหน้า สปสช. เร่งดำเนินการเอาผิดหน่วยบริการทุจริตเงินบัตรทอง"

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ตามที่ สปสช.เขต 13 กทม. พบการจัดทำเอกสารหลักฐานเท็จเพื่อเบิกเงินค่าบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในกลุ่มของโรคเมตาบอลิก จาก “กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” หรือ “กองทุนบัตรทอง” ปีงบประมาณ 2562 ในคลินิกเอกชน 18 แห่ง ที่ผ่านมา สปสช.ได้เร่งเอาผิดทุกช่องทางตามกฎหมายแล้ว ทั้งยกเลิกสัญญาทันทีพร้อมเรียกเงินคืน แจ้งความคดีอาญาในข้อหาฉ้อโกง คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นเพื่อเตรียมฟ้องร้องคดีแพ่งเพิ่มเติม และดำเนินการทางจรรยาบรรณวิชาชีพ แล้ว

“ต่อมา สปสช. ตรวจสอบเพิ่มเติมพบคลินิกทันตกรรมอีก 2 แห่ง เบิกจ่ายทุจริตงบบัตรทองลักษณะเดียวกันนี้ โดยมีห้องปฏิบัติการ (Lab) 2 แห่ง สมรู้ร่วมคิดปลอมแปลงเอกสารหลักฐานทุจริต โดย สปสช. ได้เข้าแจ้งความคดีอาญาที่กองบังคับการปราบปรามแล้วเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 และวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 พร้อมกันนี้ในส่วนคลินิกเอกชน 18 แห่ง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 สปสช.ได้มอบเอกสารหลักฐาน อาทิ เอกสารสรุปประเด็นความผิด ประเภทความผิด วันและเวลาที่กระทำความผิดโดยการปลอมแปลงเอกสารหลักฐานเป็นเท็จ เพื่อเบิกค่าบริการเพิ่มเติมแห่งละประมาณ 50 ฉบับ ให้กองบังคับการปราบปรามเพิ่มเติม เพื่อความสมบูรณ์ของเอกสารหลักฐานในการดำเนินการทางกฎหมาย” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

เลขาธิการสปสช. กล่าวอีกว่า ในการเร่งเอาผิดกับคลินิกเอกชนทุจริตเงินบัตรทอง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา สปสช.ได้ประชุมร่วม 3 หน่วยงาน คือ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกองบังคับการปราบปราม เพื่อหารือถึงการดำเนินการกับหน่วยบริการทุจริตงบบัตรทอง และวันนี้ (29 ก.ค. 63) ทั้ง 3 หน่วยงานได้ร่วมลงพื้นที่คลินิกทันตกรรม 2 แห่ง และห้องปฏิบัติการ (lab) 2 แห่ง เพื่ออายัดเอกสารหลักฐานพร้อมคอมพิวเตอร์ เพื่อนำมาตรวจสอบตามที่ สปสช.ได้แจ้งเบาะแส พร้อมตรวจสอบบัญชีและธุรกรรมการเงิน ค้นหาส่วนที่เกี่ยวข้องกับความผิด

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ส่วนการขยายผลสุ่มตรวจหน่วยบริการเบิกจ่ายค่าบริการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคในกลุ่มของโรคเมตาบอลิก ครั้งที่ 1 จำนวน 86 แห่ง พบการเบิกจ่ายข้อมูลไม่ถูกต้อง 63 แห่ง สปสช.จึงขยายการตรวจสอบแบบ 100% พร้อมอายัดเอกสารการบริการและเบิกจ่ายของคลินิกทั้ง 63 แห่ง เมื่อวันที่ 20-24 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ได้เอกสารมากกว่า 5 แสนฉบับ ขณะนี้ สปสช. ได้ระดมเจ้าหน้าที่เพื่อเร่งตรวจสอบแล้ว ทั้งนี้ต่อมา สปสช.ขยายผลตรวจสอบเพิ่มเติมครั้งที่ 2 พบเพิ่มเติมอีก 3 แห่ง ซึ่งเป็นคลินิกทันตกรรม รวมเป็น 66 แห่ง เมื่อรวมกับการตรวจสอบที่พบก่อนหน้านี้ 20 แห่ง เท่ากับ สปสช.ตรวจสอบพบหน่วยบริการเบิกจ่ายข้อมูลเป็นเท็จทั้งสิ้น 86 แห่ง แยกเป็นโรงพยาบาลเอกชน 8 แห่ง, คลินิกเอกชน 73 แห่ง และคลินิกทันตกรรม 5 แห่ง ซึ่ง สปสช. จะนำเอกสารหลักฐานดังกล่าวยื่นต่อกองบังคับการปราบปรามและกรมสอบสวนคดีพิเศษต่อไป

ด้าน นพ.การุณย์ กล่าวถึงการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการยกเลิกสัญญาคลินิกเอกชน 18 แห่ง ในระบบบัตรทองว่า สปสช. ได้จัดหาหน่วยบริการประจำแห่งใหม่ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ 9 กรกฎาคม 2563 และได้เข้าพบ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 เพื่อประสานความช่วยเหลือในการจัดหาหน่วยบริการรองรับประชาชน ซึ่งท่านยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่ รวมถึงการดูแลประชาชนที่จะได้รับผลกระทบจากหน่วยบริการที่ สปสช. จะยกเลิกสัญญาเพิ่มเติมหากพบทุจริต ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานต่างๆ ร่วมจัดหน่วยบริการรองรับประชาชนในส่วนนี้เช่นกัน โดยเป็นไปตามข้อหารือที่ได้จากการประชุมคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร (อปสข.กทม.)

สำหรับแนวทางป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาอีกในอนาคต สปสช.ได้วางระบบป้องกันก่อนการเบิกจ่ายและหลังการเบิกจ่าย โดยเมื่อเริ่มต้นบริการได้เพิ่มในเรื่อง Digital Identification เพื่อพิสูจน์ตัวตนผู้รับบริการก่อน เช่น เสียบบัตรสมาร์ทการ์ด หรือพิสูจน์ตัวตนออนไลน์ ให้ผู้รับบริการขอรหัสการบริการจาก สปสช. ยืนยันตัวเองก่อน ส่วนกรณีรายการที่มีค่าใช้จ่ายสูงจะมีกระบวนการ pre-authorization และ pre-audit รวมทั้งจะนำระบบ AI มาช่วยตรวจสอบ และเมื่อให้บริการแล้วหน่วยบริการจะส่งเอกสารหลักฐานเบิกจ่ายมาที่ สปสช. ซึ่ง สปสช.จะดำเนินการตรวจสอบตามระบบ

Comments

Submitted by อย่าเลือกปฏิบัติ on
ในส่วนของหน่วยบริการบัตรทองของภาครัฐ ทุกระดับ สปสช.และกระทรวงสาธารณสุขไม่คิดจะตรวจสอบกันบ้างหรือครับว่า มีการเบิกจ่ายทุจริตงบบัตรทองกันบ้างหรือไม่ ....... ในส่วนของหน่วยบริการบัตรทองของภาครัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยบริการที่เป็นหน่วยราชการ น่าจะมีการทุจริตเบิกงบฯบัตรทองได้ใน 2 ลักษณะคือ 1. อาจมีการจัดทำเอกสารหลักฐานเท็จโดยไม่ได้ให้บริการจริง เพื่อเบิกเงินงบฯ บัตรทองจาก สปสช. ทำนองเดียวกับคลินิกเอกชนและรพ.เอกชน. .......และความผิดลักษณะในที่ 2 คือให้บริการแก่ประชาชนผู้มีสิทธิบัตรทองไปแล้วจริง แต่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้ตั้งเบิกงบประมาณค่าใช้จ่ายจาก สปสช. ทำให้หน่วยบริกาของรัฐที่ให้บริการบัตรทองที่เป็นส่วนราชการได้รับความเสียหาย สูญเสียงบประมาณรายได้ที่ควรได้จากกองทุนบัตรทอง ....... ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธาน สปสช. ท่านเลขาธิการ สปสช. ท่านปลัดกระทรวงสาธารณสุข ท่านอธิบดีกรมสนับสนุนบริการ ไม่คิดจะตรวจสอบในประเด็นเหล่านี้บ้างหรือครับ ...... อย่าเลือกตรวจสอบกันแต่เฉพาะหน่วยบริการฯภาคเอกชน จะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม..... หรือว่าต้องรอให้มีคนร้องเรียนหรือ สส.ฝ่ายค้านไปอภิปรายในสภากันอีกครั้ง พวกท่านถึงจะได้ใส่เกียร์เดินหน้ากันอีกรอบ !

Add new comment