อัยการชี้ตีกันใน รพ. โทษหนัก 3 เด้ง หากเป็นเยาวชน พ่อแม่เสี่ยงรับโทษด้วย

Thu, 2020-07-30 14:38 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

“อนุทิน” เอาผิดพวกแก๊งก่อความรุนแรงใน รพ. เอาผิดถึงที่สุด ด้านอัยการพร้อมรับหากมีการแก้กม.โทษหนัก แต่ปัจจุบันส่งสำนวนต่อศาลป็นพฤติกรรมไม่เกรงกลัว กม. ลงโทษสถานหนัก จำคุก 6 เดือนถึง 10ปี

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. 63 ที่อาคารสภาวิชาชีพ ได้มีการเสวนา “แนวทางแก้ไขปัญหาความรุนแรงในห้องฉุกเฉินสถานพยาบาล” จัดโดยกระทรวงสาธารณสุข แพทยสภา และสภาการพยาบาล โดยมีอัยการ เจ้าหน้าที่ตำรวจ และบุคลากรสาธารณสุข ร่วมรับฟัง โดยช่วงต้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในการประกาศนโยบายและทิศทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสถานพยาบาล ว่า ตอนเข้ารับตำแหน่ง มองเพียงว่าเป็นหน่วยงานให้การรักษา ปลดทุกข์ประชาชน แต่ไม่เคยคิดในมิติที่จะมีคนเข้ามาสร้างความรุนแรงในรพ. อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด ผู้บริหารรพ.นั้นๆ ต้องหามาตรการ การบริหารจัดการ ผู้บริหารรพ.ต้องมีวิธีการป้องกัน สร้างความเข้าใจ และประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ส่วนตัวแล้วไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปได้

“ผมไม่ยอมให้เรื่องนี้ผ่านไปได้ ไม่มีการยอมความ เรื่องนี้ต้องดำเนินการอย่างเฉียบขาด ไม่ลดลาวาศอก หากเราดำเนินการด้วยความเฉียบขาด ดำเนินคดีจนถึงที่สุดให้เป็นตัวอย่างเพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ หรือหากเกิดขึ้นก็อยู่ในวิถีที่เราควบคุมได้ และหาวิธีป้องกันความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเต็มที่ ตราบใดที่กระทรวงสาธารณสุขยังต้องเผชิญปัญหานี้อยู่ ขอให้มั่นใจว่าเราจะดำเนินการเอาผิดอย่างเข้มข้น ไม่มีการยอมความ” นายอนุทิน กล่าว

ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปี 2562 สงกรานต์ตีกันเยอะ มีการวิเคราะห์ข้อมูล และมีมาตรการ วางแผนผู้บริหารให้ความสำคัญ ดูแล สอดส่องความเรียบร้อย ปรับปรุงมาตรฐานห้องฉุกเฉินตามมาตรการที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กำหนด การแยกส่งผู้ป่วย และประสานการทำงานใกล้ชิดกับตำรวจ อัยการ การเพิ่มเวรยาม การกั้นไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามา โดยเฉพาะคนเมา รวมถึงเพิ่มงบประมาณในการที่ผ่านมาพบว่าการดำเนินคดีทุกราย ทั้งอาญา แพ่ง การเสียทรัพย์ การทำร้ายร่างกาย ไม่มีละเว้น และต้องรายงานทุกเรื่องให้ผู้บริหารกระทรวงรับทราบ

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ขนาดคนประวัติดียังหางานยาก แล้วถ้าคนที่ก่อความรุนแรงในห้องฉุกเฉิน จะมีประวัติอาชญากรรมติดตัวก็จะยิ่งเป็นอุปสรรค์ในการหางานในอนาคต อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการเสนอให้เพิ่มโทษด้วยการปรับแก้กฎหมายนั้น ตนไม่ขัดข้อง ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอขึ้นมา แต่ปัจจุบัน คดีบุกรุกรพ. ตีกันในรพ. ทำทรัพย์สินเสียหาย ทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ ทางอัยการจะบรรยายในสำนวนคดีส่งต่อศาลว่าเป็นพฤติกรรมท้าทาย ไม่เคารพ ไม่เกรงกลัวกฎหมายขอให้ศาลลงโทษสถานหนัก พร้อมส่งมอบหลักทานภาพถ่ายและคลิปวิดีโอ เพื่อให้ศาลใช้ดุลพินิจในการลงโทษ ซึ่งโทษมีตั้งแต่จำคุก 6 เดือน ถึง 10 ปี เมื่อเขียนว่าขอให้ลงโทษสถานหนักก็จะมีการลงโทษในขั้นสูง

นายโกศลวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ตามกฎหมายจะมีโทษเกี่ยวกับการทำผิดซ้ำด้วย ดังนั้นหากผู้ก่อเหตุเคยกระทำผิดมาก่อน ทางอัยการก็ฟ้องขอให้มีการเพิ่มโทษ 3 เด้ง คือโทษที่กระทำครั้งล่าสุด โทษที่เคยทำผิดไว้และอยู่ระหว่างรอลงอาญา และโทษที่ไม่เข็ดหลาบ วันนี้ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ ศาล พิจารณาไปในทางเดียวกันว่าการก่อความรุนแรงในรพ.เป็นพฤติกรรมท้าทายกฎหมาย ไม่ยำเกรงกฎหมายจึงลงโทษสถานหนัก

“กรณีที่ผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชน ซึ่งปกติการลงโทษจะส่งไปควบคุมพฤติกรรมที่สถานพินิจ ตรงนี้ก็อาจจะส่งไปบำเพ็ญประโยชน์สาธารณะในรพ.ตำรวจ หรือรพ.ทหาร เพื่อช่วยเหลือภารงานของรพ.คู่กับการควบคุมความประพฤติด้วย ขณะที่ผู้ปกครองก็ต้องรับผิดด้วย ทั้งละเมิดและอาญา เพราะไม่มีควบคุม ปล่อยปละละเลยบุตร และถ้าเป็นการทำผิดซ้ำๆ พ่อและแม่ของลูกที่กระทำผิดก็จะถูกลงโทษ ซึ่งปัจจุบันมีโทษจำคุก 3 เดือนไม่รอลงอาญา สิ่งสำคัญ อย่าคิดว่า “ลูกฉันเป็นคนดี” เพราะถ้าดีจริง ต้องรู้จักแยกตัวออกจากสิ่งที่ไม่ดีได้

นายเมทนี บูรณศิริ หรือ นีโน่ ดารานักแสดงชื่อดัง กล่าวว่า การตีกันในรพ.ลึกๆ เป็นการสะท้อนการใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาของคนไทย ซึ่งสำคัญมากในสังคม ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะสถานพยาบาลเท่านั้น แต่เกิดขึ้นทุกๆ ที่ ตนคิดว่าต้นเหตุคือความยับยั้งชั่งใจ คุณธรรมขาดหายไปไหนจากสังคมไทย วันนี้สังคมไทยเป็นแบบทุนนิยม เน้นวัตถุมากกว่าจิตใจ แม้จะเป็นเมืองพุทธ แต่ความละอายและเกรงกลัวต่อบาปหายไปไหน

Add new comment