“อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา

Mon, 2020-08-17 16:20 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

“อนุทิน ชาญวีรกูล” มอบนโยบายสปสช. ยกระดับสิทธิ์บัตรทอง คนไข้ต้องเข้ารับการรักษาได้ รพ.ทุกแห่ง ไม่เกี่ยวใกล้ไกล และจากนี้ต้องไม่มีผู้ป่วยอนาถา ต้องอยู่ด้วยศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะยากดีมีจน

เมื่อวันที่ 17 ส.ค. ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงาน BREC MEETING ร่วมตอกย้ำความสำคัญ หลักประกันสุขภาพคนไทย ร่วมกับผู้บริหารของ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน ว่า ระบบการให้บริการสุขภาพของ สปสช.ได้มีการพัฒนามาตลอด 20 ปี มีโรคใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาอยู่ในสิทธิ์การรักษาอย่างต่อเนื่อง เราให้บริการอย่างดีที่สุด วันนี้ เมื่อ นิยามตัวเองว่าเป็น Universal Health Coverage นั่นหมายถึงพี่น้องคนไทย ต้องได้รับการบริการอย่างครอบจักรวาล ทั่วถึง เท่าเที่ยม ถ้วนหน้า เข้าถึงได้ ไม่แบ่งแยก ทุกที่ ทุกเวลา ไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งตรงนี้ได้พยายามจะทำให้มันเป็นนโยบาย

“สิ่งที่อยากเห็น คือ เมื่อผู้ป่วยไปรักษาที่ไหน ก็ต้องได้รับบริการตรงนั้นเลย ไม่ต้องมาแยกว่า จดทะเบียน รพ.แถวบ้านต้องใช้สิทธิ์ตามนั้น ไม่ใช่อีกต่อไป ซึ่งต้องพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศ โดยต้องทำให้เกิดเป็นรูปธรรมด้วยความรวดเร็ว เพราะเรื่องสุขภาพประชาชน จะรอไม่ได้ มันไม่ใช่เป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ แต่เป็นสิ่งที่ต้องทำให้สำเร็จ และเชื่อว่า สปสช. ก็พยายามดำเนินการเรื่องนี้อยู่ แต่ผมทำให้เป็นนโยบาย จะได้มีความชัดเจนขึ้น นอกจากนั้น ผู้ป่วยสิทธิ์บัตรทอง จะต้องไม่มีคำว่าอนาถา คนไทย ต้องได้รับการดูแลอย่างดีในระบบสาธารณสุขของไทย” นายอนุทิน กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีกรอบเวลาหรือไม่ที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิ์บัตรทองได้ทุกรพ. นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องทำให้รวดเร็ว สิ่งสำคัญ คือ ข้อมูล การเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ซึ่งเรื่องอื่นๆ อย่างเครือข่ายรพ.ต่างๆ ก็พร้อมหมดแล้ว ซึ่ง ท่านเลขาธิการสปสช.ได้รับเรื่องไปแล้ว

เมื่อถามย้ำกรณีจากนี้ไปจะไม่มีผู้ป่วยอนาถาใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องไม่มี คำว่าผู้ป่วยอนาถา ต้องไม่มี ความเหลื่อมล้ำไม่มี คนไทยจะอนาถาไม่ได้ ต้องอยู่ด้วยศักดิ์ศรี ไม่ว่าจะยากดีมีจน

อ่านข่าวเกี่ยวข้อง : 

ไม่ใช่ทุกโรค!! ยกระดับผู้ป่วยบัตรทองรักษาได้ทุก รพ. เน้นกลุ่มโรคเฉพาะ “มะเร็ง -หลอดเลือดสมอง”

Comments

Submitted by นโยบายขายฝัน on
‘อนุทิน’ สั่ง อภ.ขายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ราคาต่ำกว่าทุน ยืนยันไม่ขาดตลาดแน่นอน Sun, 2020-02-02 16:03 -- hfocus https://www.hfocus.org/content/2020/02/18434

Submitted by นโยบายขายฝัน on
""ปธ.บอร์ด อภ.ห่วงปัญหาราคาหน้ากากอนามัย หลังพบคลินิกขาดแคลน"" Sat, 2020-08-08 16:00 -- hfocus team https://www.hfocus.org/content/2020/08/19904 ......................................................................................................................................................................................................... ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม ขอก.พาณิชย์ปล่อยราคาหน้ากากอนามัย เป็นไปตามกลไกตลาด เหตุกระทบคลินิกทันตกรรม หาซื้อยาก นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ด อภ.) กล่าวถึงปัญหาการเข้าถึงหน้ากากอนามัยในปัจจุบัน ว่า ปัจจุบันคลินิกเอกชน คลินิกทันตกรรมมีปัญหาหาซื้อหน้ากากอนามัยไม่ค่อยได้ เนื่องจากทุกวันนี้การใช้หน้ากากอนามัยจะเป็นในรูปแบบภาครัฐจัดซื้อ อย่างทุกวันนี้มีการผลิตหน้ากากอนามัย หรือหน้ากากสีฟ้าผลิตวันละ 4.2 ล้านชิ้น กระจายโรงพยาบาลต่างๆจำนวน 1.8 ล้านชิ้น กระทรวงมหาดไทยกระจายอีก 1 ล้านชิ้น และยังเหลืออยู่อีกกว่า 1.4 ล้านชิ้น ตรงนี้มีการกระจายอย่างไร เพราะ มติ ครม.ระบุว่าให้รับซื้อทั้งหมด แต่หากองค์การฯ รับซื้อ ก็ต้องพิจารณาราคาขายอีก ซึ่งควบคุมราคาขายที่ 2.50 บาทต่อชิ้น หากองค์การซื้อมา 3 บาท แต่ต้องขายตามราคาควบคุม 2.50 บาท องค์การฯจะดำเนินการอย่างไร? เครดิตที่มา: https://www.hfocus.org/content/2020/08/19904

Submitted by หน้าจะแตกอีกรอบ on
ผมเชื่อว่านโยบายยกระดับสิทธิ์บัตรทอง คนไข้ต้องเข้ารับการรักษาได้ รพ.ทุกแห่ง ของท่านอนุทิน คงจะไม่ได้รับการยินยอมอนุมัติจากบอร์ด สปสช. เพราะเครือข่ายเอ็นจีโอและหมอชนบทคงไม่เห็นด้วย ท่านรัฐมนตรีคงหน้าแตกอีกรอบ เช่นเดียวกับนโยบาย "ให้ อภ.ขายหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ ราคาต่ำกว่าทุน ยืนยันไม่ขาดตลาดแน่นอน"

Submitted by Anonymous on
.................ญี่ปุ่นมีความภาคภูมิใจในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของตนเองมาก ประชาชนทั่วไปก็พอใจ และผู้ให้บริการคือ แพทย์พยาบาล ทันตแพทย์ และเภสัชกร เป็นต้น ก็พึงพอใจ ทั้งนี้เพราะจุดเด่น 4 ประการ คือ1) สามารถครอบคลุมประชากรได้ทั้งประเทศ.......****2) ประชาชนสามารถเลือกไปใช้บริการที่ไหนก็ได้ตามความพึงพอใจ**** .........3) บริการทางการแพทย์มีคุณภาพสูง โดยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายจนถือได้ว่ามีราคา "ไม่แพง" เพราะใช้งบประมาณเพียง 9.5% ของจีดีพี 4) มาตรฐานการบริการถือเป็น "มาตรฐานเดียว" ทั่วประเทศ โดยรัฐมีการใช้งบประมาณจากภาษีอากรสนับสนุน (Subsidy) เพื่อให้สามารถครอบคลุมประชากรได้ถ้วนหน้า ทั้งนี้ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมจ่ายตามกำลังความสามารถ คือจ่าย "เบี้ยประกัน" (Premium)และร่วมจ่ายเมื่อไปใช้บริการ(Copayment)โดยร่วมจ่ายตามสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 10-30 และมีเพดานการร่วมจ่ายแต่ละครั้ง ซึ่งมีรายละเอียดที่จะได้กล่าวถึงต่อไป ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 10 ธันวาคม 2556 . เครดิตที่มา: https://www.hfocus.org/content/2013/12/5750

Add new comment