ไม่ใช่ทุกโรค!! ยกระดับผู้ป่วยบัตรทองรักษาได้ทุก รพ. เน้นกลุ่มโรคเฉพาะ “มะเร็ง -หลอดเลือดสมอง”

Sat, 2020-08-22 14:57 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

สปสช. ระดมความคิดเห็นออนไลน์ ยกระดับผู้ป่วยบัตรทอง รักษาได้ทุก รพ.  ไม่ใช่โรคง่ายๆ  แต่เน้นโรครักษาซับซ้อน มีความเฉพาะ กรณีป่วยไข้หวัด ปวดหัว รักษาใกล้บ้าน หมอครอบครัวเช่นเดิม ระหว่างนี้ปชช.เสนอความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ได้

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วไประดับประเทศ ประจำปี 2563 เมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2563 โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งมีการถ่ายทอดสดและรับฟังความเห็นผ่านช่องทางเฟซบุ๊กและเว็บไซต์

นายอนุทิน กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่เป็นของคนไทยทุกคนได้ดียิ่งขึ้น โดยรัฐบาลให้ความสำคัญและสนับสนุนงบประมาณเพื่อดูแลสุขภาพคนไทยทุกคน ให้เข้าถึงบริการสาธารณสุขที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เพราะสุขภาพที่ดีของประชาชนเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศของเรา

นพ.เจษฎา โชคดำรุงสุข ประธานคณะอนุกรรมการสื่อสารและรับฟังความเห็นฯ กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการรับฟังความเห็น ทางอนุกรรมการฯ จะรวบรวมข้อมูลเป็นหมวดหมู่เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งจะมอบหมายให้อนุกรรมการแต่ละคณะที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการ โดย สปสช.จะติดตามและประเมินผลว่างานต่างๆ ก้าวหน้าไปเพียงใด และนำกลับมาเสนอต่อประชาชน

นพ.เจษฎา โชคดำรุงสุข

ด้าน นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ข้อเสนอต่างๆ ในปีนี้มีความชัดเจน ซึ่งในประเด็นข้อเสนอที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานโดยตรงนั้นสามารถดำเนินได้ทันที และหลายข้อเสนอเป็นทิศทางเดียวกับที่มีนโยบายหรือยุทธศาสตร์ไว้ เช่น การเร่งรัดให้เกิดศูนย์ประสานงานต่างๆ ในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการบริหารจัดการในระดับท้องถิ่น

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีการแสดงความคิดเห็นนโยบายยกระดับผู้ป่วยบัตรทองรักษาได้ทุกรพ. นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า มีการเสนอความคิดเห็นเข้ามาจำนวนมาก โดยการรักษาได้ทุก รพ. มีทั้งเห็นด้วย และมีทั้งข้อพึงระวัง ส่วนใหญ่เป็นข้อเสนอที่ดี มีเหตุมีผล เป็นการนำเสนอที่ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ อย่างที่เห็นเป็นรูปธรรม เช่น การรักษาโรคมะเร็งสามารถรักษา รพ.ทุกแห่ง ที่ไหนก็ได้ อันนี้ก็น่าสนใจ เป็นข้อเสนอที่ดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การรักษาได้ทุกรพ. จะไม่ขัดกับการรักษาใกล้บ้าน หรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) คลินิกหมอครอบครัวยังคงเป็นเรื่องสำคัญและต้องดำเนินการต่อไป ซึ่งท่านรัฐมนตรีว่าการ สธ.กำชับเรื่องนี้ว่า อะไรจำเป็น โรคที่มีความจำเพาะควรต้องรักษาที่ไหนก็ได้ เพราะปัจจุบันรพ.ใหญ่ๆมีเทคโนโลยีการรักษากันหมดแล้ว

เมื่อถามอีกว่า แสดงว่าการรักษาได้ทุก รพ. หมายถึงเฉพาะโรคเฉพาะหรือโรคที่มีความยุ่งยากหรือไม่ นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ใช่ มุ่งเน้นเป็นเรื่องการรักษาเฉพาะมากกว่า ไม่ใช่รักษาทุกโรค อาจเริ่มทดลองเฉพาะโรค เฉพาะพื้นที่แล้วค่อยมาประเมินว่า จะเป็นอย่างไร ไม่ใช่ว่าใครป่วยเล็กน้อย เป็นไข้หวัดก็เดินไปรักษาได้ทุกแห่งก็ไม่ใช่ เพราะเรามีนโยบายหมอครอบครัว มีรพ.สต. คอยให้คำปรึกษา รักษาอยู่แล้ว แต่โรคยุ่งยากมากขึ้น เช่น โรคหลอดเลือดสมอง จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดทางสปสช. จะต้องพิจารณางบประมาณ ประสานความร่วมมือต่างๆ ทั้ง ส่วน สธ. รพ.ทั้งรัฐ และภาคเอกชน รวบรวมข้อมูล ความคิดเห็นต่างๆ ซึ่งขณะนี้ยังสามารถส่งความคิดเห็นเข้ามาได้ จากนั้นจะนำเสนอต่อที่ประชุมบอร์ด สปสช. ให้เร็วที่สุด

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา

นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอที่ดีในหลายเรื่อง เช่น การขยายรูปธรรมโรคของสิทธิเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (UCEP) ที่เพิ่มขึ้น การให้มีหน่วยร่วมบริการในระบบการดูแลระยะยาวฯ (LTC) โดยเฉพาะในวัด รวมถึงการพัฒนาระบบส่งต่อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางสำนักงานฯ และผู้ให้บริการจะหารือกันเพื่อแก้ปัญหาต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับข้อเสนอหลายเรื่องที่ได้รับจะถูกนำไปดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมภายใต้นโยบายและกฎหมายต่อไป

ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีแรกที่มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ ซึ่งมีการพัฒนาเว็บไซต์ https://hearing.nhso.go.th/ ที่ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมเสนอความคิดเห็นใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา โดยโปรแกรมจะจัดหมวดหมู่ความเห็น เพื่อนำไปเสนอต่อผู้เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันยังสามารถติดตามความก้าวหน้าของข้อเสนอต่างๆ ว่าได้ถูกพัฒนาไปเพียงใด นับเป็นความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นในปีนี้

สำหรับข้อเสนอที่ได้รับจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ในครั้งนี้ อาทิเช่น การให้เพิ่มสิทธิประโยชน์ชดเชยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าซ้ำ, สนับสนุนจัดตั้งห้องปฏิบัติการจำลองการใช้ชีวิตประจำวันอย่างอิสระ (Independent Living Room) ในกลุ่มผู้ป่วยบริบาลฟื้นฟูสมรรถภาพระยะกลาง รวมถึงการให้สิทธิในการดูแลผู้ป่วยบริบาลระยะกลางเท่าเทียมกันในทุกสิทธิการรักษา เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังมีข้อเสนอให้ขยายสิทธิประโยชน์ยานอกบัญชีในกลุ่มผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้, พัฒนาระบบการส่งต่อที่มีความสะดวกรวดเร็ว ครอบคลุมกลุ่มประชาชนและการให้บริการ, เพิ่มบริการฉุกเฉินให้มีความครอบคลุมมากขึ้น ไม่เฉพาะกรณีเจ็บป่วยเท่านั้น, ขยายการรับบริการให้สามารถเข้าโรงพยาบาลอื่นได้โดยไม่ต้องมีหนังสือส่งตัว ตลอดจนการให้ สปสช.ทำหน้าที่ผลักดันการบูรณาการระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบให้เป็นระบบเดียว ลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาล

ในส่วนข้อเสนอประเด็นของพระสงฆ์ ไม่ว่าจะเป็น การให้ความรู้แก่พระสงฆ์ที่เข้าไม่ถึงสิทธิการรักษา, เพิ่มช่องทางพิเศษให้แก่พระสงฆ์ในทุกโรงพยาบาล, ขยายบริการการดูแลผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงเข้าไปถึงในวัด, พัฒนาศักยภาพของวัดให้สามารถรองรับการดูแลพระที่ป่วยระยะสุดท้ายได้, การสนับสนุนการทำงานระหว่างศูนย์ประสานงานวิถีพุทธ เชื่อมโยงกับกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในการให้รวมกองทุนย่อยต่างๆ ซึ่งในบางกองทุนอาจมีการบริหารจัดการและกลุ่มเป้าหมายที่ทับซ้อนกัน, อบรมคณะกรรมการกองทุนตำบลให้มีความรู้ในการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ, สนับสนุนภาคประชาชนเข้าถึงแหล่งงบประมาณได้มากขึ้น, มีการแต่งตั้งคณะทำงานระดับจังหวัด ติดตามการทำงานของตำบลให้มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการเสนอเพิ่มค่าดำเนินการโครงการรับยาใกล้บ้าน โมเดล 3 เป็นต้น

 

ข่าวเกี่ยวข้อง : 

ภาคประชาชนเสนอ 3 ประเด็นหลัง “อนุทิน” ยกระดับบัตรทองรักษา รพ.ได้ทุกแห่ง

“อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา

    

Comments

Submitted by ไม่ได้ยิน on
- “อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา - “อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา - “อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา - “อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา - “อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา - “อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา - “อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา - “อนุทิน” ยกระดับบัตรทอง คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา

Submitted by เลขาใหญ่กว่าประธาน on
แสดงว่าการรักษาได้ทุก รพ. หมายถึงเฉพาะโรคเฉพาะหรือโรคที่มีความยุ่งยากหรือไม่ นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ใช่ มุ่งเน้นเป็นเรื่องการรักษาเฉพาะมากกว่า ไม่ใช่รักษาทุกโรค..... แสดงว่าการรักษาได้ทุก รพ. หมายถึงเฉพาะโรคเฉพาะหรือโรคที่มีความยุ่งยากหรือไม่ นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ใช่ มุ่งเน้นเป็นเรื่องการรักษาเฉพาะมากกว่า ไม่ใช่รักษาทุกโรค....... แสดงว่าการรักษาได้ทุก รพ. หมายถึงเฉพาะโรคเฉพาะหรือโรคที่มีความยุ่งยากหรือไม่ นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า ใช่ มุ่งเน้นเป็นเรื่องการรักษาเฉพาะมากกว่า ไม่ใช่รักษาทุกโรค

Submitted by รักษาได้ทุกรพ. on
QUOTE: สปสช.ทำหน้าที่ผลักดันการบูรณาการระบบหลักประกันสุขภาพทุกระบบให้เป็นระบบเดียว ลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาพยาบาล ......................................................................................................................................................................................................... ......................................................................................................................................................................................................... เหตุใด พนักงาน-ผู้บริหาร สปสช. จึงไม่ใช้สิทธิบัตรทอง?เผยแพร่:: 21 มิ.ย. 2560 16:04 โดย: อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ https://mgronline.com/daily/detail/9600000062758 .......................................................................................................................................................................................................... สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและ NGO ตระกูล ส พูดอยู่เสมอว่าต้องการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ล่าสุด สปสช. ซึ่งดูแลบัตรทองทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน มีการได้รับโบนัส มีการนำเงินส่วนลดค่าจัดซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมในนามของเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ ได้เงินไปดูงานต่างประเทศ ได้ซื้อรถตู้ ได้เงินสวัสดิการอันเป็นลาภที่ควรได้ ............. นอกจากนี้พนักงานและผู้บริหาร สปสช. ยังเป็นชนชั้นสูงได้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาลเหนือกว่าประชาชนผู้ถือบัตรทอง 30 บาทที่โฆษณาว่า 30 บาทรักษาได้ทุกโรคนั้นไม่จริง ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยาย ............ เวลาจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ประชาชนผู้ถือบัตรทอง ใช้การเหมาจ่ายรายหัว (Capitation) สำหรับการรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) และใช้การจ่ายเงินแบบจำกัดในการรักษาผู้ป่วยใน (IPD) โดยใช้กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnostic related group: DRG) มีการจำกัดรายการยาผ่านรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ กำหนด protocol ในการรักษา ประหยัด จำกัด ทุกสิ่งอย่าง ........................ แต่พอจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ตัวเอง เบิกได้ฟรีทุกอย่างตามที่จ่ายจริง (Fee for service) ทั้ง OPD และ IPD ซึ่งดีกว่าทั้งสิทธิประกันสังคมซึ่งใช้การเหมาจ่ายรายหัวสำหรับ OPD และ DRG สำหรับ IPD และสิทธิรักษาพยาบาลราชการซึ่งใช้ Fee for service สำหรับ OPD และใช้ DRG สำหรับ IPD สรุปง่ายๆ คือสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานและผู้บริหาร สปสช. นั้นเหนือกว่าทั้งสิทธิราชการ สิทธิประกันสังคม สิทธิบัตรทอง .................. ถ้าบัตรทองดีจริงทำไม พนักงานและผู้บริหาร สปสช. ไม่ใช้บัตรทองด้วย หรือประชาชนเป็นชนชั้นล่าง และพนักงานและผู้บริหาร สปสช. เป็นชนชั้นสูง จึงสองมาตรฐานเช่นนี้ มีการส่งจดหมายเวียนนี้ออกไปตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ โรงเรียนแพทย์เพื่อให้พนักงานและผู้บริหาร สปสช. สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบ Fee for service ตามที่จ่ายจริง .................. นี่คือปัญหาตัวการ-ตัวแทน Principal-Agent Problem และเป็นการใช้อย่างบิดเบือน (Moral Hazard) ของ สปสช. โดยที่ สปสช. เป็นตัวแทนที่ต้องการทำให้ตนเองได้ผลประโยชน์สูงสุด ................ สปสช. เลือกใช้วิธีจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ดีที่สุดให้ตัวเองคือ Fee for service กลุ่ม NGO สปสช. บอกให้รวมกองทุนทั้งประกันสังคมและสิทธิ์ราชการ ให้มาใช้บัตรทองเหมือนกันหมด สนับสนุนการยุบรวมกองทุนบังคับประชาชนให้ใช้ OPD แบบเหมาจ่ายรายหัว และสำหรับ IPD ให้ใช้ Disease related group หรือ DRG ซึ่งคือการบีบให้เงินรักษาโรคสำหรับผู้ป่วยในจำกัดตามความจำเป็น แต่ตัวเองใช้วิธีจ่ายตามจริง ได้ทุกอย่าง ดีสุด เลิศสุด ..................... นี่คือความเหลื่อมล้ำอย่างที่สุด แล้ว NGO ตระกูล ส พอได้เงินแล้วหายไปไหม นี่ไงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่พวกคุณพูด ทำไมไม่ออกมาต่อสู้ ไม่ออกมาถล่ม ................. แล้วที่ออกมาต่อต้านการแก้กฎหมายบัตรทองกันอีก เหตุผลคืออะไรคงพอทราบกันอยู่แล้ว เมื่อสุนัขบางตัวถูกทุบชามข้าว มันจะเห่าอาละวาดไม่หยุด ................. ตกลงทำเพื่อตนเอง หรือ ทำเพื่อประชาชน? ตกลงเป็นนายหน้าค้าความตายหรือนายหน้าค้าความจน? นี่เงินแผ่นดินประชาชนย่อมมีสิทธิ์ถามได้ ว่าคุ้มค่า มีธรรมาภิบาล ................ ร้อยเอก นายแพทย์ บรรพต หัวใจ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ............ “บัตรทองด้วยกันเอง ยังมีความเหลื่อมล้ำเลย...รับไม่ได้ สปสช. บอกว่า ตัวเองก็ใช้บัตรทอง เหมือนกัน ............... (บางคนใช้สิทธิ์ข้าราชการของลูกหรือสามีภรรยาหรือ เกษียณออกมา ใช้สิทธิ์ข้าราชการ ก็มี) หลักฐานนี้...บอกว่า คนใน สปสช. มีอภิสิทธิ์ในการเข้ารับการรักษาได้ฟรี ที่โรงเรียนแพทย์ได้เลย อ้าว คนจนล่ะ คนจน บ้านไกลๆ ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ต้องกลับไปขอใบส่งตัว เพื่อเอามารักษาตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเอง ก็เข้ามาทำงาน ในเมือง ในกรุงเทพแล้ว แต่ไม่มีใครรับรอง ให้ย้ายสิทธิ์บัตรทองเข้ามา บัตรทอง 15 ปีมานี้ ................ ไหนบอกว่าคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าสิทธิ์ข้าราชการ ถ้าจะให้ดีจริง บัตรทองต้องใช้โรงพยาบาลไหนก็ได้ มันถึงจะแฟร์กับคนจน เพราะคนจน ไม่มีปัญญามีบ้านมีที่ดินในเมือง คนเมือง เข้าถึงการรักษาโรงเรียนแพทย์ได้เลย ...มันไม่ยุติธรรม แล้วมีคนใน สปสช. เถียงด้วยนะ ถ้าปล่อยให้ทุกคนรักษาที่ไหนก็ได้ ศิริราช รามา จุฬา คงต้องมีสาขา 2 ,3,4 ................. คนจนที่อาศัยในกรุงเทพกล่าวว่า “เขาจะมีกี่สาขา มันก็เรื่องของเขา ทีพวกนี้ยังเข้ารักษาฟรีได้เลย เงินเดือนพวกมึง ก็ภาษีประชาชน ประชาชนลำบาก พวกนี้กลับตอบแบบปัดภาระ ถ้าตั้งใจทำงานจะมีปัญญาแก้ได้ ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ลาออกไป ให้คนที่แก้ได้ มาทำงานแทน จุฬา รามา ศิริราช เขามีจำกัดคิว และถ้าผมพักอยู่รังสิต ผมก็ไม่ไปเข้าหรอก มันไกล ผมรักษาบัตรทองที่ธรรมศาสตร์ก็ได้ ไม่ต้องคิดแทนใคร...” ........... ดังนั้น ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าบัตรทอง ไม่ได้เข้าถึงคนไทยทุกคนจริงๆ ไม่งั้น โรงพยาบาลเอกชน หรือ คลินิกหมอตามต่างจังหวัด คงไม่รวยอู้ฟู่ เพราะมีคนไข้บัตรทอง ที่ใช้สิทธิ์บัตรทองไม่ได้ เพราะทะเบียนบ้านไม่ได้อยู่ที่กำลังพักอาศัยทำมาหากิน ............ เมื่อบัตรทอง ไม่ใช่งบที่เข้าถึงคนไทยทั้งประเทศได้จริง ก็จะไปตีวัวกระทบคราด สิทธิ์อื่นๆ ไม่ได้ ย้ำอีกครั้ง...ถ้าแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้คนไข้บัตรทองไม่ได้ ง่ายๆ...ลาออกไป แล้วเขาจะได้หาคนใหม่ มาทำแทนเพราะเงินเดือนคุณ ก็มาจากภาษี ประชาชน #ชมรมพิทักษ์สิทธิ์คนไข้ไทย แพทย์หญิงลักษณะพรรณเจริญวิศาล ได้กล่าวว่า ทำไมเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของ สปสช. จึงมีสิทธิพิเศษมากกว่าประชาชนคนธรรมดา? ผู้ปฏิบัติงาน สปสช. เป็นกลุ่มคนพิเศษหรือ? จึงออกกฎทำข้อตกลงกันใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องใช้บัตรทองเมื่อ เจ็บป่วยหรือว่าบัตรทองไม่ดี ............. เคยได้ยิน เรื่องนี้ไหม ? .............. ชาวสวนปลูกถั่วฝักยาวไว้ขาย แต่ชาวสวนจะไม่กินถั่วฝักยาวที่วางขายนี้เลยอย่างเด็ดขาด เพราะ ชาวสวนรู้ว่าถั่วฝักยาวที่วางขายนี้เต็มไปด้วยสารพิษจากยาฆ่าแมลงที่ชาวสวนฉีดไว้ ส่วนถั่วฝักยาวที่ชาวสวน กินจะปลูกแยกต่างหากโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ฉันใด ก็ ฉันนั้น...คน “ใน” เท่านั้นที่ รู้ว่า สิ่งใด ดีกว่า....... ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดิชพงศ์ พงศ์ภัทรชัย ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการคลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ประจําภาควิชาการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เสนอความคิดเห็นว่า ............ ขอเสนอแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ให้ผู้บริหารและพนักงานของ สปสช. รวมทั้งครอบครัว จะต้องยกเลิกสิทธิการรักษาพยาบาลดั้งเดิมของตน และใช้สิทธิบัตรทองของ สปสช. เท่านั้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการที่แท้จริงและนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ./ เครดิต ที่มา : https://mgronline.com/daily/detail/9600000062758

Submitted by NEW ORMAL on
ในยุควิถีใหม่ COVID-19 ผมเชื่อว่าทุกวันนี้คนส่วนใหญ่ไม่อยากไปโรงพยาบาลกันหรอกครับ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชนประจำอำเภอ รพสต. โรงพยาบาลเอกชน คลินิกเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลจังหวัดที่คนไข้แน่นแออัดยัดเยียด ไม่มีใครเขาอยากไปกันหรอกครับถ้าหากไม่มีความเจ็บป่วยจำเป็นจริง ๆ เขาชอบที่จะรอรับยาอยู่ที่บ้านหรือไม่ก็ไปซื้อยากินเองตามร้านขายยา ชาวบ้านเขากลัวโควิดกันครับ นอกจากจะมีความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น...กลัวตายยิ่งกว่ากลัวโควิดจึงจะตัดสินใจไปโรงพยาบาล.... ฉะนั้นพวกท่านที่นั่งฟังความคิดเห็นกันอยู่ในห้องแอร์หอคอยงาช้างไม่ต้องห่วงว่าจะมีชาวบ้านที่มีสิทธิบัตรทองหรือบัตรอะไรก็ตามจะแห่กันไปเดินสายแน่นแออัดตามโรงพยาบาลใหญ่ ๆ ดัง ๆ ทั่วประเทศ.... ทุกวันนี้ชาวบ้านส่วนเขากลัวไปติดเชื้อจากโรงพยาบาลใหญ่ ๆ กันทั้งนั้น จนไม่มีใครอยากจะไปโรงพยาบาลกันแล้ว.....นโยบายของท่าน รมว.สาธารณสุข ท่านอนุทินที่ต้องการยกระดับบัตรทอง ให้คนไทยต้องรักษาได้ทุก รพ. ไม่มีคำว่า ผู้ป่วยอนาถา จึงเป็นนโยบายที่ถูกต้อง สปสช.ต้องทำให้ได้ โดยไม่มีข้อแม้ ข้ออ้าง หรือเบี่ยงเบนประเด็น......... เพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคนรวยคนมีเงินกับคนยากจนชาวบ้านทั่วไปอย่างแท้จริง.

Submitted by ใหญ่คับฟ้าดิน on
คนรวยคนที่มีเงินจ่ายจะไปใช้บริการโรงพยาบาลของรัฐหรือโรงพยาบาลเอกชนที่ไหนก็ได้โดยไม่มีข้อจำกัด....แต่คนจนบัตรทองชาวบ้านส่วนใหญ่จะไปใช้บริการโรงพยาบาลต่าง ๆ ก็ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อจำกัดที่กำหนดขึ้นโดย สปสช. ไม่สนใจว่าจะเป็นนโยบายสำคัญของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่..... นี่คือกำแพงแห่งความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวยที่ถูกสร้างขึ้นโดย สปสช.

Submitted by รมว.สธ คิดถูก on
......ญี่ปุ่นมีความภาคภูมิใจในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติของตนเองมาก ประชาชนทั่วไปก็พอใจ และผู้ให้บริการคือ แพทย์พยาบาล ทันตแพทย์ และเภสัชกร เป็นต้น ก็พึงพอใจ ทั้งนี้เพราะจุดเด่น 4 ประการ คือ1) สามารถครอบคลุมประชากรได้ทั้งประเทศ.......****2) ประชาชนสามารถเลือกไปใช้บริการที่ไหนก็ได้ตามความพึงพอใจ**** .........3) บริการทางการแพทย์มีคุณภาพสูง โดยสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายจนถือได้ว่ามีราคา "ไม่แพง" เพราะใช้งบประมาณเพียง 9.5% ของจีดีพี 4) มาตรฐานการบริการถือเป็น "มาตรฐานเดียว" ทั่วประเทศ โดยรัฐมีการใช้งบประมาณจากภาษีอากรสนับสนุน (Subsidy) เพื่อให้สามารถครอบคลุมประชากรได้ถ้วนหน้า ทั้งนี้ประชาชนจะต้องมีส่วนร่วมจ่ายตามกำลังความสามารถ คือจ่าย "เบี้ยประกัน" (Premium)และร่วมจ่ายเมื่อไปใช้บริการ(Copayment)โดยร่วมจ่ายตามสัดส่วนตั้งแต่ร้อยละ 10-30 และมีเพดานการร่วมจ่ายแต่ละครั้ง ซึ่งมีรายละเอียดที่จะได้กล่าวถึงต่อไป ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 10 ธันวาคม 2556 https://www.hfocus.org/content/2013/12/5750

Add new comment