“สาธิต” ลั่นมติ อ.ก.พ. ไล่ออก “33 ข้าราชการ” ผิดวินัยร้ายแรง ทุจริตใช้เงิน

Fri, 2020-09-11 13:14 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

รมช. สธ.เผยมติ อ.ก.พ.พิจารณาตามคำวินิจฉัย ป.ป.ช. ให้ไล่ออกข้าราชการ 33 ตำแหน่ง เป็นผู้อำนวยการ รพ.พื้นที่อีสาน เขียนโครงการลวงใช้เงินดูงานตปท. คนร่วมเดินทางโดนด้วย เหตุ ป.ป.ช.ชี้ผิดทั้งหมด

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมช.สธ.)  ให้สัมภาษณ์ "Hfocus" ภายหลังการประชุม อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข ว่า ในการประชุม อ.ก.พ.กระทรวงสาธารณสุข มีมติไล่ออกข้าราชการ 33 ตำแหน่งตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ซึ่งมีคำสั่งให้ไล่ออกเพราะพบว่าทุจริตผิดวินัยร้ายแรง ทั้งนี้เป็นระดับผู้อำนวยการโรงพยาบาล อยู่ทางพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

“เรื่องนี้สืบเนื่องมาจากมีผู้ร้องเรียนว่า มีการเขียนโครงการศึกษาดูงานภายในประเทศไทย แต่ปรากฏว่าเป็นการศึกษาดูงานต่างประเทศ เรียกว่าเป็นการใช้เงินไม่ถูกประเภท และยังมีคนติดตามร่วมด้วย แม้ที่ผ่านมามีการตรวจสอบและทางผู้กระทำความผิดมีการนำเงินมาคืนส่วนราชการแล้ว แต่ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าความผิดได้บังเกิดขึ้นแล้ว การนำเงินมาคืนไม่ได้ลบล้างสิ่งที่กระทำผิด ซึ่งเรื่องนี้เป็นทางแพ่ง แต่ในทางวินัยราชการถือว่ามีความผิดร้ายแรงจนนำไปสู่การไล่ออกในที่สุด ซึ่งมีทั้งผู้กระทำความผิดหลัก และผู้ที่กระทำความผิดร่วม ซึ่งร่วมไปศึกษาดูงานในต่างประเทศ ทั้งหมดมีความผิดเดียวกัน เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. โดยหลังจากนี้ก็จะต้องออกคำสั่งต่อไป” นายสาธิต กล่าว

นายสาธิต กล่าวอีกว่า เมื่อ อ.ก.พ.สธ.มีมติออกมา ก็จะส่งไปยังผู้บังคับบัญชาในการออกตามมติ อ.ก.พ. ซึ่งดำเนินการตามคำวินิจฉัยของ ป.ป.ช. โดยบางคนก็เกษียณราชการไปแล้วก็มี แต่ก็ต้องถูกย้อนหลัง ดังนั้น ทั้ง 33 คนจะต้องถูกดำเนินการตามคำวินิจของ ป.ป.ช.ทั้งหมด

“เรื่องนี้ผมก็เข้าใจว่า คนที่ถูกดำเนินการตามมติดังกล่าวจะต้องได้รับผลกระทบ แต่ว่ากรณีนี้ จะเป็นบรรทัดฐานให้กับกระทรวงสาธารณสุขว่า ทุกคนต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต เพราะหากเราไม่คำนึงเรื่องเหล่านี้ หากผมยังอยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการ สธ. และมีการร้องเรียนจนตรวจสอบว่ามีความผิดจริง ผมจะสั่งดำเนินการตามกฎระเบียบอย่างเข้มงวดทันที ดังนั้น ทุกคนขอให้ยึดมั่นการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต ตรงไปตรงมา” รัฐมนตรีช่วยว่าการสธ. กล่าว

Comments

ถึง คุณ ตรวจสอบด่วน โรคมากมาย ประเทศไทยใกล้ เข้าสู่ สังคมสูงอายุ การอัพเดทความรู้ ให้ ข้าราชการ สธ จำเป็นครับ อบรม สัมนา และ ประชุม น้อยเกินไปด้วยซ้ำ หรือ จะห้าม สธ อบรม สัมนา จะได้ ความรู้เก่า สมัย 20ปี ที่แล้ว รักษาคนป่วย แต่ ศึกษาดูงาน อาจมีบางส่วนที่ไม่จำเป็น

Submitted by ปลาใหญ่ on
"""เจาะงบ สปสช. ใช้เงินเหมาจ่ายรายหัวประชาชนผิดประเภท แจกทำวิจัยและไม่ใช่หน่วยบริการตามกม.มีชื่อ”นพ.สมศักดิ์”รมช.สาธาธารณสุข – คตร. สั่งปลัดสาธารณสุขเร่งรัด สปสช. หาคนผิดลงโทษ""" .............................................................................................................................................................................................................. . .........ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สปสช. เคยถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบและสรุปรายงานผลปีงบประมาณ 2554 โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้จ่ายงบบริหารไม่ถูกต้องและไม่ประหยัด (รายละเอียดสรุปรายงาน สตง.) และ(คำชี้แจงนพ.วินัย สวัสดิวร สปสช.) ........... และล่าสุด ได้มีการร้องเรียนการบริหารจัดการของ สปสช. ไปยังคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ศาลปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีการทุจริตประพฤติไม่ชอบของผู้บริหารและคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ............. โดยแหล่งข่าวจากวงการสาธารณสุขเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของการบริหารงานที่มีความผิดปกติ กรณีการโอนเงินให้หน่วยบริการต่างๆ ทั้งหมดในวันที่ 27 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นพฤหัสบดี ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณในวันทำการสุดท้ายคือวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555 โดยแจ้งว่าเป็นเงินโอนล่วงหน้า แต่หลังจากนั้นได้ทยอยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนทั้งหมด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,168.66 ล้านบาท (ดูตัวอย่างจำนวนเงิน วันที่โอนและเรียกคืน) ทั้งนี้เป็นเพราะ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติระบุว่าเงินเหมาจ่ายรายหัวต้องใช้หมดปีต่อปี จึงใช้วิธีดังกล่าวเพื่อแสดงทางบัญชีว่ามีการใช้เงินหมดตามปีงบประมาณ แต่เรียกคืนในปีงบประมาณถัดไป ................ นอกจากนี้ สปสช. มีการจัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้แก่หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ซึ่งตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่สามารถทำได้ แม้จะมีมติคณะกรรมการให้ทำได้ แต่มติคณะกรรมการขัดกับ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้หน่วยงานบริการที่แท้จริงได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเกือบพันล้านบาทต่อปี โดยในปี 2556 ได้โอนให้หน่วยงานอื่น 119 หน่วย เป็นเงิน 967.67 ล้านบาท จากงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และปี 2557 อีกจำนวน 147 หน่วย เป็นเงิน 1,249 .93 ล้านบาท โดยหน่วยงานเหล่านี้มีทั้งชมรม มูลนิธิ สมาคม วัด บุคคลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หน่วยบริการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ .............. แหล่งข่าวกล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ สปสช. ได้มีการจัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพให้หน่วยอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ในการศึกษาวิจัย โดยนำเงินจากงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ในปี 2554-2556 จัดสรรให้หน่วยงานต่างๆ ซึ่งผิด พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้หน่วยบริการที่แท้จริงได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 105 แห่ง มีปัญหาขาดสภาพคล่องรุนแรงและเรื้องรัง ซึ่งสามารถใช้เงินจำนวนนี้แก้ปัญหาโรงพยาบาลได้ การจัดสรรเงินดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว อาทิ หน่วยงานใน กลุ่มตระกูล ส. เช่น ........ ( 1. ) สัญญาระหว่าง สปสช. โดยนายประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการ สปสช. ให้การสนับสนุนเงิน 6 ล้านบาท แก่ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขามูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) วันที่ 27 มิถุนายน 2556 ในชื่อโครงการ “บูรณาการการทำงานป้องกันและส่งเสริมสุขภาพระดับเขต: กลไกพัฒนาระบบสนับสนุนวิชาการและข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ”(ดูเอกสารประกอบ) ( 2. ) สัญญาระหว่าง สปสช. โดยนายประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการสำนักงาน สปสช. กับมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ (HITAP) โดยนายยศ ตีระวัฒนานนท์ เลขามูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีฯ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2556 จำนวนเงินทั้งสิ้น 7.27 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์และระบบบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่/ทำงานภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ดูเอกสารประกอบ).......... แหล่งข่าวกล่าวต่ออีกว่า สปสช. ยังได้จัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปยังสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จากนั้นเงินดังกล่าวกลับไปยังผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรรมการ สปสช. โดยในปี 2550 โดยผู้บริหารรายหนึ่งรับเงินทุนวิจัยจำนวน 169.40 ล้านบาท ในฐานะผู้จัดการแผนงานร่วมสร้างเสริมสุขภาพกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี 2549-2551 ........ แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558 คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)ได้ทำหนังสือถึง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข ให้รายงานความคืบหน้าตามหนังสือที่ได้สั่งการไปตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557โดยพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานกรรมการ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน) ให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจากพบว่ามีการนำเงินงบประมาณตามแผนงาน/โครงการที่ไม่สามารถใช้หมดในปีงบประมาณ (งบประมาณเหลือจ่าย) ไปใช้ในแผนงานหรือโครงการใหม่หรือโอนเปลี่ยนแปลงโดยมิชอบ นำเงินไปใช้ในกิจกรรมอื่น ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น ............... “คำสั่งของ คตร. ส่งไปถึง นพ.รัชตะตั้งแต่เดือน 31 ตุลาคม 2557 และต้องดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวให้เสร็จภายใน 30 วัน จนถึงวันนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ จนต้องให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมารายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา” ............ หนังสือที่ทำถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ดำเนินการคือให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องปรับปรุงมาตรฐานการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รับข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่น ที่ได้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณปี 2555 และปี 2556 และเร่งรัดเรื่องความรับผิดทางละเมิดและผู้รับผิดชอบต่อความเสียหาย รวมทั้งการปรับปรุงการบริหารจัดการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา(4) มาตรา 19 (3) และ 26 (4) ในเรื่องโครงสร้างการบริหารระเบียบวิธีการงบประมาณ การสร้างกลไกในการควบคุม รวมทั้งทบทวนบทบัญญัติตามมาตรา 46 (2) ในเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อการสาธารณสุขจากกองทุนให้ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคคล https://thaipublica.org/2015/01/public-health-services-52/

Add new comment