สปสช.ตั้งโต๊ะแจงหลัง รพ.เอกชนร้องนายกฯ ถูกชะลอจ่ายเงินบัตรทองไม่เป็นธรรม

Fri, 2020-09-11 14:53 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

สำนักงานหลักประกันสุขภาพฯ พบหลักฐาน “คลินิกทุจริตเงินบัตรทอง” เพิ่ม 106 แห่ง พร้อมแจงหลังรพ.เอกชนร้องนายกฯ ถูกชะลอจ่ายเงินบัตรทองไม่เป็นธรรม

เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดี สบส. และ นายนิมิตร์ เทียนอุดม อนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีหน่วยบริการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุขอันเป็นเท็จ ร่วมกันแถลงข่าว กรณี สปสช.ชะลอจ่ายเงินโรงพยาบาล(รพ.)เอกชน และคลินิกชุมชนอบอุ่น เนื่องจากการตรวจสอบพบทุจริตเบิกจ่ายงบสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคของกองทุนบัตรทอง

นายนิมิตร์ กล่าวว่า จากกรณี รพ.เอกชนแห่งหนึ่ง ร้องต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก สปสช. ในการชะลอจ่ายเงินทุกกองทุนให้กับ รพ. กรณีดังกล่าวตนมีความเห็นว่า สปสช.และประชาชน ก็ต้องร้องขอความเป็นธรรมด้วยเช่นกัน เพราะประชาชนถูกแอบอ้างในการเบิกจ่ายงบสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรคกองทุนบัตรทอง และ สปสช. ก็ต้องลุกขึ้นมาป้องกันภาษีของประชาชน และตรวจสอบว่าภาษีนั้นถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ส่วนการชะลอเบิกจ่ายงบกองทุนอื่นของคลินิก เป็นมาตรการสำคัญในการปกป้องประโยชน์ของสาธารณและของประชาชน พร้อมทั้งมีการระบุไว้ในสัญญาว่าสามารถชะลอการเบิกจ่ายได้ ทั้งนี้จึงไม่ได้กระทำโดยพลการแต่อย่างใด

นายนิมิตร์ เทียนอุดม

"ที่จะต้องชะลอจ่ายเพราะต้องมั่นใจว่าเงินที่ถูกโกงไปจะได้คืน ถ้าทาง สปสช.ยังจ่ายเงินให้อยู่ ผมก็จะเล่นงาน สปสช.เอง และเราให้ความเป็นธรรมโดยมีอนุกรรมการอีกชุดดูแลการเบิกจ่าย และลงมติว่าขอตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน ในจำนวนคลินิก 18 แห่งแรก 66 แห่งหลัง และอีก 107 แห่ง มีรวมกว่า 900,000 ใบเคลม ซึ่งขณะนี้ตรวจสอบแล้วเสร็จเกือบ 90% หากพบว่าส่วนใดทุจริตก็จะเรียกคืนเงินทั้งหมด แต่หากไม่เกี่ยวข้องทางคลินิกก็จะต้องได้รับเงินเบิกจ่ายตามปกติ โอนเลยไม่ได้เพราะไม่มีหลักประกันว่าเราจะได้เงินคืน แต่เบื้องต้นพบว่า 60% ไม่มีเวชระเบียนในการเบิกจ่าย มีหลักฐานส่อทุจริตจริง แต่ขอเวลาตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อหาว่า มีการเบิกเท็จหรือแก้ไขข้อมูลหรือไม่ ซึ่งจะไล่เรียงรายคลินิก ยืนยันว่าให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายและไม่มีการเลือกปฏิบัติ และคาดว่าจะแล้วเสร็จครบถ้วนเร็วๆ นี้" นายนิมิตร์ กล่าว

นายนิมิตร์ กล่าวว่า รพ.เอกชนแห่งนี้ มีการส่งเบิกมากว่า 15,000 ฉบับ พบว่า ไม่มีเวชระเบียน 8,200 ฉบับ มีเวชระเบียน 5,600 ฉบับแต่เมื่อตรวจสอบพบว่า 3,000 ฉบับ มีปัญหา เช่น การแก้ไขข้อมูล การระบุวันคัดกรองไม่ตรงกับวันส่งตรวจโรค และมีเพียง 1,800 ฉบับที่ถูกต้อง ทั้งนี้อนุกรรมการฯ ดำเนินการตรงไปตรงมา ขณะนี้จึงดำเนินการชะลอการเบิกจ่ายไปแล้วใน 18 คลินิกที่ตรวจสอบครั้งแรก อีก 66 คลินิกที่รวม 3 คลินิกทันตกรรมแล้ว และ 107 คลินิกเพิ่มเติม รวมทั้งสิ้น 190 แห่ง พบว่ามีความผิด 189 แห่ง และมี 1 แห่งที่ไม่มีความผิด เนื่องจากมีการส่งเบิกมาเพียง 1 รายการและเป็นการเบิกท่ีถูกต้อง การชะลอเบิกจ่ายทั้งหมดรวมมูลค่า 198 ล้านบาท ซึ่งจากการตรวจสอบใบเคลมกว่า 900,000 ฉบับดังกล่าว ได้ดำเนินการชะลอไปแล้ว 156 ล้านบาท และยังรอการตรวจสอบให้ครบต่อไป

นพ.การุณย์ กล่าวว่า ขอชี้แจงใน 3 ประเด็นที่มีการร้องต่อนายกรัฐมนตรี ประเด็นที่ 1 การยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ยืนยันว่า สปสช.ดำเนินการเพื่อปกป้องภาษีของประชาชน เพื่อให้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นที่ 2 การชะลอโอนเงินรายรับทุกกองทุน ยืนยัน ว่าสามารถกระทำได้ และไม่ได้ชะลอเกินความเป็นจริง ในส่วนนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบประเมินมูลหนี้ และตรวจสอบว่าเป็นรายได้พึงรับจริงหรือไม่ ประเด็นที่ 3 การกระทำที่เป็นการเลือกปฏิบัติ ขอชี้แจงว่า สปสช.ตรวจสอบ รพ.ทั้งหมดและที่อื่นๆ อยู่ในแผนของอนุกรรมการฯ ในการตรวจสอบช่วงเดือนตุลาคมเป็นต้นไป ทั้งนี้อนุกรรมการฯ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน แต่เป็นคนนอก ที่ประกอบจากหลายส่วน เช่น ดีเอสไอ กระทรวงสาธารณสุข สมาคมรพ.เอกชน

"โดยที่มีการกล่าวว่าเงินที่ชะลอไป สำนักงานนำไปใช้อย่างอื่น นำไปซื้อยานพาหนะ หรือต่างๆ ขอยืนยันว่าเงินที่ชะลอก็ยังอยู่ในกองทุนเช่นเดิม ซึ่งตามมาตรา 39 สำนักงานไม่สามารถนำเงินของกองทุนออกมาใช้ได้แม้แต่บาทเดียว เงินงบประมาณ มี 2 ส่วน คือ งบกองทุน ซึ่งสำนักงานไม่สามารถใช้ได้ และงบบริหาร ที่สามารถนำมาใช้ได้" นพ.การุณย์ กล่าว

นพ.ธเรศ กล่าวว่า สบส.ได้ตั้งคณะกรรมการชุดเฉพาะกิจ ที่มี ทพ.อาคม เป็นประธาน ขึ้นมา 4 ชุด ชุดละ 7-10 คน เพื่อตรวจสอบคลินิกทุกแห่ง โดยชุดที่ 1 ตรวจสอบคลินิก 18 แห่งแรก ได้แจ้งความร้องทุกข์ที่กองปราบฯ ไปแล้ว ในความผิดคดีอาญา ตามมาตรา 73 ในการทำหลักฐานอันเป็นเท็จที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 40,000 บาท และการดำเนินคดีปกครอง สั่งปิดไป 2 แห่งจาก 18 แห่ง โดยขณะนี้คลินิกหลายแห่งทำการทยอยปิดตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถให้ปิดได้ทั้งหมด เนื่องจากคณะอนุกรรมตรวจสอบข้อเท็จจริงมีนโยบายให้ตรวจสอบเพิ่มเติมและตรวจย้อนหลัง 10 ปี จึงเกรงว่า หากปิดไปแล้วหลักฐานต่างๆ ก็หายไปด้วย ชุดที่ 2 ตรวจสอบคลินิก 66 แห่งขณะนี้ดำเนินการแล้ว 55 แห่งและอยู่ในการประมวลผลและแจ้งความร้องทุกข์ โดยผู้ได้รับอนุญาตบางรายให้การยอมรับว่ากระทำความผิดจริง ซึ่งช่วยลดระยะเวลาของเจ้าพนักงานตรวจสอบได้ เบื้องต้นพบว่ามี 3 แห่งเป็นคลินิกทันตกรรม มีความเสียหายมูลค่ารวมกันสูงถึง 60 ล้านบาท โดยมี 1 แห่งให้การยอมรับ ปิดตัวลง 1 แห่ง และโอนกิจการไปให้ผู้อื่นแล้ว 1 แห่ง

ด้าน ทพ.อาคม กล่าวว่า การตรวจสอบหาข้อเท็จจริงในการเบิกจ่าย ประกอบด้วย การตรวจสอบมาตรฐานการให้บริการ เช่น การดูแลสุขภาพฟันในเด็กอายุ 6-20 ปี ที่ต้องอุดร่องฟัน ป้องกันฟันพุ เป็นการเคลือบผิวฟันกราม แต่พบว่าในการเบิกจ่ายระบุมาว่าเคลือบผิวฟันหน้า ซึ่งเป็นการทำหลักฐานการรักษาพยาบาลที่ไม่สอดคล้องกับการแพทย์ และไม่เป็นไปตามมาตรฐาน อย่างไรก็ตามขอเตือนผู้ประกอบที่จะซื้อขายกิจการ ว่า แม้จะโอนกิจการแล้ว แต่หลักฐานของผู้ป่วยยังคงอยู่ในคลินิกแห่งเดิม เมื่อมีการเรียกตรวจสอบหรือผู้ป่วยต้องการประวัติการรักษา ผู้ประกอบการรายใหม่จะต้องหาหลักฐานมาแสดงให้ได้

Comments

Submitted by ..ย้อนหลัง10ปี on
"ย้อนหลัง10ปี ภาษีของประชาชน" ............................................................................................................................................................................................................. .........ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สปสช. เคยถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบและสรุปรายงานผลปีงบประมาณ 2554 โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้จ่ายงบบริหารไม่ถูกต้องและไม่ประหยัด (รายละเอียดสรุปรายงาน สตง.) และ(คำชี้แจงนพ.วินัย สวัสดิวร สปสช.) ........... และล่าสุด ได้มีการร้องเรียนการบริหารจัดการของ สปสช. ไปยังคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ศาลปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีการทุจริตประพฤติไม่ชอบของผู้บริหารและคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ............. โดยแหล่งข่าวจากวงการสาธารณสุขเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของการบริหารงานที่มีความผิดปกติ กรณีการโอนเงินให้หน่วยบริการต่างๆ ทั้งหมดในวันที่ 27 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นพฤหัสบดี ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณในวันทำการสุดท้ายคือวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555 โดยแจ้งว่าเป็นเงินโอนล่วงหน้า แต่หลังจากนั้นได้ทยอยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนทั้งหมด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,168.66 ล้านบาท (ดูตัวอย่างจำนวนเงิน วันที่โอนและเรียกคืน) ทั้งนี้เป็นเพราะ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติระบุว่าเงินเหมาจ่ายรายหัวต้องใช้หมดปีต่อปี จึงใช้วิธีดังกล่าวเพื่อแสดงทางบัญชีว่ามีการใช้เงินหมดตามปีงบประมาณ แต่เรียกคืนในปีงบประมาณถัดไป ................ นอกจากนี้ สปสช. มีการจัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้แก่หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ซึ่งตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่สามารถทำได้ แม้จะมีมติคณะกรรมการให้ทำได้ แต่มติคณะกรรมการขัดกับ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้หน่วยงานบริการที่แท้จริงได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเกือบพันล้านบาทต่อปี โดยในปี 2556 ได้โอนให้หน่วยงานอื่น 119 หน่วย เป็นเงิน 967.67 ล้านบาท จากงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และปี 2557 อีกจำนวน 147 หน่วย เป็นเงิน 1,249 .93 ล้านบาท โดยหน่วยงานเหล่านี้มีทั้งชมรม มูลนิธิ สมาคม วัด บุคคลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หน่วยบริการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ .............. แหล่งข่าวกล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ สปสช. ได้มีการจัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพให้หน่วยอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ในการศึกษาวิจัย โดยนำเงินจากงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ในปี 2554-2556 จัดสรรให้หน่วยงานต่างๆ ซึ่งผิด พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้หน่วยบริการที่แท้จริงได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 105 แห่ง มีปัญหาขาดสภาพคล่องรุนแรงและเรื้องรัง ซึ่งสามารถใช้เงินจำนวนนี้แก้ปัญหาโรงพยาบาลได้ การจัดสรรเงินดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว อาทิ หน่วยงานใน กลุ่มตระกูล ส. เช่น ........ ( 1. ) สัญญาระหว่าง สปสช. โดยนายประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการ สปสช. ให้การสนับสนุนเงิน 6 ล้านบาท แก่ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขามูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) วันที่ 27 มิถุนายน 2556 ในชื่อโครงการ “บูรณาการการทำงานป้องกันและส่งเสริมสุขภาพระดับเขต: กลไกพัฒนาระบบสนับสนุนวิชาการและข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ”(ดูเอกสารประกอบ) ( 2. ) สัญญาระหว่าง สปสช. โดยนายประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการสำนักงาน สปสช. กับมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ (HITAP) โดยนายยศ ตีระวัฒนานนท์ เลขามูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีฯ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2556 จำนวนเงินทั้งสิ้น 7.27 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์และระบบบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่/ทำงานภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ดูเอกสารประกอบ).......... แหล่งข่าวกล่าวต่ออีกว่า สปสช. ยังได้จัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปยังสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จากนั้นเงินดังกล่าวกลับไปยังผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรรมการ สปสช. โดยในปี 2550 โดยผู้บริหารรายหนึ่งรับเงินทุนวิจัยจำนวน 169.40 ล้านบาท ในฐานะผู้จัดการแผนงานร่วมสร้างเสริมสุขภาพกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี 2549-2551 ........ แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558 คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)ได้ทำหนังสือถึง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข ให้รายงานความคืบหน้าตามหนังสือที่ได้สั่งการไปตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557โดยพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานกรรมการ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน) ให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจากพบว่ามีการนำเงินงบประมาณตามแผนงาน/โครงการที่ไม่สามารถใช้หมดในปีงบประมาณ (งบประมาณเหลือจ่าย) ไปใช้ในแผนงานหรือโครงการใหม่หรือโอนเปลี่ยนแปลงโดยมิชอบ นำเงินไปใช้ในกิจกรรมอื่น ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น ............... “คำสั่งของ คตร. ส่งไปถึง นพ.รัชตะตั้งแต่เดือน 31 ตุลาคม 2557 และต้องดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวให้เสร็จภายใน 30 วัน จนถึงวันนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ จนต้องให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมารายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา” ............ หนังสือที่ทำถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ดำเนินการคือให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องปรับปรุงมาตรฐานการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รับข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่น ที่ได้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณปี 2555 และปี 2556 และเร่งรัดเรื่องความรับผิดทางละเมิดและผู้รับผิดชอบต่อความเสียหาย รวมทั้งการปรับปรุงการบริหารจัดการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา(4) มาตรา 19 (3) และ 26 (4) ในเรื่องโครงสร้างการบริหารระเบียบวิธีการงบประมาณ การสร้างกลไกในการควบคุม รวมทั้งทบทวนบทบัญญัติตามมาตรา 46 (2) ในเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อการสาธารณสุขจากกองทุนให้ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคคล https://thaipublica.org/2015/01/public-health-services-52/

Add new comment