“อนุทิน” เผยงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่จัดได้ปกติ! แต่ต้องปฏิบัติมาตรการคุมโควิด19

Mon, 2020-12-14 11:25 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

รองนายกฯ-รมว.สธ. เผยกรณีปิด “บิ๊กเมาเทนท์” ไม่ได้สองมาตรฐาน ไม่อิงการเมือง แต่เป็นไปตามการพิจารณาคกก.โรคติดต่อจังหวัด ส่วนผู้จัดไม่ยอมปิดทันที ต้องคิดว่า ขนาดมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังศักดิ์สิทธิ์ไม่พอ

จากกรณีผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ในฐานะประธานคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา ผู้กำกับการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินจังหวัดนครราชสีมา มีคำสั่งปิดสถานที่ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงต่อการแพร่โรคติดต่ออันตราย คือ กรณีการจัดคอนเสิร์ต Big Mountain Festival ครั้งที่ 11 ในวันที่ 12 ธ.ค.2563 ณ สนามกอล์ฟ ดิโอเชี่ยนเขาใหญ่ อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เนื่องจากพบว่าการบริหารจัดการไม่เป็นไปตามมาตรการควบคุมโรค ขณะที่เมื่อคำสั่งออก ทางผู้จัดงานมีการยื่นอุทธรณ์ ระหว่างนั้นก็ยังงานตามเดิม กระทั่งอุทธรณ์ไม่เป็นผล และมีการปิดในเวลา 22.00 น. ขณะที่สังคมออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์ ว่า กรณีที่เกิดขึ้นเชื่อมโยงการเมือง เนื่องจากมีการจัดงานสถานที่อื่นๆ ที่สภาพการจัดงานแออัด ไม่สวมหน้ากากอนามัย แต่ไม่มีการดำเนินการนั้น

เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ ว่า จริงๆ คำสั่งของราชการต้องถือว่ามีผลทันที อยู่แล้ว นี่เป็นเหตุผลที่ผู้ว่าราชการจังหวัดต้องไปแจ้งความดำเนินคดี ส่วนเรื่องจะผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และพ.ร.บ.โรคติดต่ออย่างไรนั้น อยู่ที่จังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนกระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่ดูแลมิติสุขภาพ ทั้งนี้ สิ่งที่จะเกิดความปลอดภัยที่สุด คือ ประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ความร่วมมือกับคำแนะนำของราชการ ทุกเรื่องที่มีปัญหาขึ้นมาก็เกิดจากการไม่เคารพกฎหมาย เช่น กรณีท่าขี้เหล็ก ถ้าเข้ามาอย่างถูกต้อง และรับการกักตัว 14 วัน ก็ไม่มีกฎหมาย นี่ไม่ยอม แถมยังไปเที่ยวที่ที่มีคนเยอะอีก คนเพียงไม่กี่คนก็ทำให้เกิดความเดือดร้อนกับทั้งประเทศ และเป็นอุปสรรคกับการควบคุมโรค

นายอนุทิน กล่าวว่า ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมต้องมีการขออนุญาต และเสนอรูปแบบการจัดเข้ามาให้พิจารณา ตอนเสนอมาผู้ว่าฯ ผู้มีอำนาจในการพิจารณานั้นก็อ่านตามข้อเสนอ ตามแผนการจัดงาน ซึ่งถ้าเข้าเกณฑ์ก็อนุมัติหมด แต่พอได้รับการอนุมัติแล้วไม่ทำตามที่เสนอมา ก็เป็นปัญหา จะมาบอกว่าคนมาเยอะเกินไป ควบคุมไม่ได้ แบบนี้ไม่ได้ ต้องควบคุมได้ การเข้าออกต้องมีทางเดียว เพราะนี่เป็นสถานการณ์พิเศษ เราไม่ต้องการให้มีการแพร่เชื้อ ดังนั้นจะเปิดให้มีทางเข้าออกหลายทางไม่ได้ การจัดงานต้องจำกัดจำนวนคนเข้าร่วมงาน มีการวัดอุณหภูมิ สวมหน้ากาก ล้างมือ ซึ่งมีขั้นตอนอยู่แล้ว

“ยืนยันว่า ไม่ได้ห้ามจัดงานในลักษณะนี้ รวมทั้งงานเคาท์ดาวน์ปีใหม่ที่จะถึงนี้ ทุกคนยังสามารถจัดงานได้ แต่ต้องปฏิบัติตามระเบียบและข้อกำหนด ทั้งการสวมหน้ากากอนามัย มีระยะห่างและการจัดเจลล้างมือบริการ และ ต้องมีการจัดบริการวัดไข้ เพราะการจัดงานในลักษณะนี้ต้องผ่านการขออนุญาต แต่ต้องปฏิบัติ ตามกฎระเบียบนี่ขนาดมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นผู้ใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินในจังหวัดของท่าน ยังศักดิ์สิทธิ์ไม่พอ ขนาดอุทธรณ์ ไม่ให้อุทธรณ์ยังไม่ปฏิบัติ” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่ากรณีที่เกิดขึ้นแสดงว่าประชาชนที่ร่วมงานไม่ตระหนักเรื่องป้องกันโรคโควิด19 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่า กรณีนี้ก็เป็นการประชาสัมพันธ์ คนที่จัดงานต้องทำให้ประชาชนทราบว่า มีมาตรการรักษาความปลอดภัยจากการติดเชื้ออย่างไร พี่น้องประชาชนเอง ถ้าไปร่วมงานใดๆแล้ว และมีการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ก็ไปได้ แต่หากทำไม่ได้ ก็อย่าไป ก็มีทางเลือก 2 ทาง เพราะถ้าไม่ปลอดภัยก็อย่าไป แม้เราจะไปไหนมาไหนได้ก็ตาม แต่หากบางจุดเริ่มมีความเสี่ยง ก็ต้องบอกตัวเองให้ระวัง ขอย้ำอีกครั้งว่าความสำเร็จของประเทศไทยในการระงับไม่ให้มีการแพร่เชื้อโควิด เกิดจากความร่วมมือของประชาชนที่ทำตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ พวกเราได้แต่บอกว่าอย่าทำ หรือให้ทำอย่างไร แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือก็จะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น จึงต้องร่วมมือกัน ซึ่งที่ผ่านมาเราก็ทำได้ จนวันที่คนไม่ให้ความร่วมมือก็จะเกิดเหตุ หากไม่อยากเป็นโควิดก็ต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน รัฐก็ต้องพร้อมให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชน ประชาชนก็ให้ความร่วมมือกับรัฐ Together ด้วยกันเราก็จะปลอดภัย และอีกไม่นานเราก็จะมีวัคซีน ซึ่งก็จะกลับมาใช้ชีวิตที่ปกติได้ ไม่เป็นแบบนี้ไปตลอด

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีโซเชียลมีเดียมีการเปรียบเทียบคอนเสิร์ตบิ๊กเมาน์เทน กับคอนเสิร์ตที่พัทยาว่า สองมาตรฐาน นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้สองมาตรฐาน การดำเนินการเหมือนกัน เมื่อแนะนำหากปฏิบัติก็ไม่มีปัญหา เรื่องนี้ก็ต้องไปถามในพื้นที่

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม