ข่าวดี ! อภัยภูเบศร จ่ายตำรับศุขไสยาศน์ให้กับผู้ป่วย รพ.สังกัด สธ.ทั่วประเทศ

Tue, 2021-03-16 16:59 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

อภัยภูเบศร พร้อมเปิดจ่ายตำรับศุขไสยาศน์ให้กับผู้ป่วยที่โรงพยาบาลสังกัด สธ.ทั่วประเทศแล้ววันนี้ เผยงานวิจัย ระบุชัดช่วยให้นอนหลับดี

ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้ลงนามปลดส่วนของใบ ราก กิ่งก้านและลำต้นของกัญชาออกจากรายการยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เมื่อเดือนธันวาคม 2563 ที่ผ่านมา ทำให้ตำรับยากัญชาแผนไทย 5 ตำรับ ที่มีส่วนประกอบของใบและกิ่งก้านกัญชาจากบัญชีตำรับยาเสพติดให้โทษ ได้แก่ ยาศุขไสยาศน์ ยาแก้นอนไม่หลับ/ยาแก้ไข้ผอมเหลือง ยาแก้ลมแก้เส้น ยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง และยาแก้โรคจิตหลุดออกจากรายการยาเสพติดให้โทษด้วย ซึ่งตำรับยาศุขไสยาศน์ที่มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับ เจริญอาหาร และมีปริมาณการใช้สูง เนื่องจากอาการนอนไม่หลับเป็นปัญหาสุขภาพอันดับต้นๆ ของประเทศ

วันที่ 16 มี.ค. ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร กล่าวถึงยานี้ว่า จากข้อมูลของกรมสุขภาพจิตที่ออกมาเปิดเผยสถิติพบคนไทยเผชิญภาวะ นอนไม่หลับ มากถึง 40% ของประชากรทั้งหมดในปี 2563 ซึ่งการนอนส่งผลต่อคุณภาพชีวิต สอดคล้องกับการวิจัยในต่างประเทศที่ว่า การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ นอกจากจะรบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันแล้ว อาจมีผลทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยมีแนวโน้มการใช้ยานอนหลับเพิ่มสูงขึ้น โดยนอกจากจะทำให้ส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวแล้ว ประเทศไทยยังต้องนำเข้าวัตถุดิบตั้งต้นหรือยานี้จากต่างประเทศมากขึ้น

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ทางโรงพยาบาลได้รับมอบหมายให้ผลิตยากัญชาตำรับศุขไสยาศน์จากกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และนำมาใช้ในผู้ป่วย โดยเราได้เริ่มเก็บข้อมูลในช่วง 6 เดือนแรก ในผู้ป่วย 25 ราย ที่มีประวัติคุณภาพการนอนหลับที่ไม่ดี และมีการใช้ยาแผนปัจจุบันมาก่อนแล้วไม่ได้ผล พบว่า หลังจากใช้ไปคุณภาพการนอนหลับการนอนหลับของผู้ป่วยดีขึ้นตั้งแต่ครั้งแรกของการรักษา รวมทั้งสามารถลดการใช้ยานอนหลับได้ 52% และสามารถหยุดใช้ยานอนหลับ 32% ตั้งแต่ 1 เดือนแรกของการรักษา ทำให้เราเห็นแนวโน้มประสิทธิผลของยานี้ และอยากส่งเสริมให้แพทย์แผนไทยใช้ได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น เพราะตลาดยาและผลิตภัณฑ์เกี่ยกับการนอนไม่ได้เป็นที่ต้องการ เฉพาะของคนไทยเท่านั้น แต่ทั่วโลกก็ยังต้องการผลิตภัณฑ์นี้ หากแพทย์แผนไทยในกระทรวงสาธารณสุขช่วยกันใช้และติดตามประเมินผลการใช้อย่างเป็นระบบ เราจะมีข้อมูลที่ส่งต่อให้ภาคเอกชนไปผลิต ซึ่งนั่นหมายถึงจะทำให้เกษตรกรมีเป้าหมายการปลูกกัญชาที่ชัดเจนตามไปด้วย ตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันให้กัญชาเป็นพืชเศรษฐกิจ

ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ยานี้เป็นตำรับโบราณตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เราได้เชิญแพทย์แผนไทยมาช่วยกันกำหนดแนวทางการใช้ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ป่วย ซึ่งแพทย์แผนไทยเห็นตรงกันว่า ยาศุขไสยาศน์ มีตัวยาร้อนแก้ลมกองหยาบเป็นหลัก แทรกยาบำรุงหัวใจ ยาเจริญไฟธาตุ มีใบกัญชาเป็นตัวยาเด่น น่าจะดีดีกับคนที่ไฟธาตุย่อยอาหารไม่ดี อ่อนเพลีย ระเหี่ยใจ ทำให้นอนหลับไม่ดี หรือกล่าวโดยภาพรวมว่า ยานี้ทำให้ลมหรือพลังงานพัดในกายอย่างทั่วถึง จึงส่งผลให้กินข้าวได้และนอนหลับ

“แต่อย่างไรก็ตามด้วยข้อจำกัดที่ว่ายานี้มีรสร้อน ก็ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง โดยแพทย์แผนไทยจะมีการใช้ยาตำรับอื่นเพื่อกำกับหรือควบคุมความร้อนไม่ให้กำเริบ ซึ่งนับว่าเป็นศิลปะการรักษาอีกอย่างหนึ่งของแพทย์แผนไทย ซึ่งปัจจุบันทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้ผลิตยาและสนับสนุนให้โรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ใช้ ผู้ป่วยที่สนใจสามารถไปรับการรักษาได้โดยไม่เสียค้าใช้จ่าย หรืออาจเดินทางมาที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรก็ได้ เราให้บริการทุกวัน ไม่มีวันหยุดราชการ” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ กล่าว

ผู้สนใจต้องการรับข้อมูลการรักษาด้วยกัญชาด้วยการแพทย์แผนไทย ติดต่อได้ที่ คลินิกกัญชาทางการแพทย์ไทยรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร (เปิดบริการ ทุกวัน 8.30-15.00น.) ติดต่อเบอร์ 037-211088 ต่อ 3166, 085-3912255, 037-211289 (ในวันและเวลาราชการ) หรือปรึกษาคลินิกแผนไทยออนไลน. https://lin.ee/47PRVjiFz

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม