กรมวิทย์ยันวัคซีนโควิด “ซิโนแวค” ตรวจภูมิคุ้มกันขึ้น แต่ต้องตรวจด้วยวิธีมาตรฐาน ไม่ใช่ rapid test

Sun, 2021-04-18 17:34 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์โต้กลับหลังโซเชียลฯ เผยฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม แต่ตรวจภูมิคุ้มกันไม่ขึ้น เหตุเพราะตรวจผิดวิธี ต้องตรวจหาภูมิฯ ที่ค่อนข้างมาตรฐาน สามารถบอกจำนวนได้ที่เรียกว่า การตรวจ PRNT โดยมีการเจาะเลือด ปั่นแยกซีรั่ม เข้ามาในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. 2564 ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่าจากกรณีมีการเผยแพร่ทาง Social Media ที่มีผู้รับวัคซีนของซิโนแวคครบ 2 เข็ม แล้วตรวจหาภูมิคุ้มกันด้วยชุดตรวจไว (rapid test) แล้วไม่พบภูมิคุ้มกันขึ้นนั้น ว่า ขอชี้แจงว่าการตรวจหาภูมิคุ้มกันไม่ได้ใช้วิธีนี้ การที่ท่านตรวจด้วย rapid test แล้วไม่มีภูมิคุ้มกันขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ทั้งนี้วิธีการตรวจที่ถูกต้อง ตนขอยกตัวอย่างของนายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่รับวัคซีนของซิโนแวคครบ 2 เข็มแล้ว เข้ารับการตรวจหาภูมิคุ้มกันที่รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยมีการตรวจ Anti ต่อสไปรท์โปรตีนที่อยู่ในตัวโคโรน่าไวรัส ก็พบว่ามีภูมิคุ้มกันขึ้น

นพ.ศุภกิจ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้วิธีตรวจหาภูมิคุ้มกันที่ค่อนข้างเป็นมาตรฐาน ที่จะสามารถบอกจำนวนภูมิคุ้มกันว่ามีมากแค่ไหน เรียกว่า Plaque Reduction Neutrazation Test (PRNT) โดยมีการเจาะเลือด ปั่นแยกซีรั่ม เข้ามาในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับ 3 ที่มีเชื้อไวรัสโคโรนาฯ ที่ทำการเพาะเชื้ออยู่บนเพลท จากนั้นจะหยอดซีรั่ม และเจือจางลงเรื่อยๆ เป็นเท่าๆ จนกระทั่งถึงจุดที่สามารถทำลายเชื้อไปได้ครึ่งหนึ่ง และหยุด ซึ่งตรงนี้จะบอกได้ว่าภูมิคุ้มกันขึ้นมากน้อยแค่ไหน ซึ่งของตนหลังรับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม เป็นเวลา 2 สัปดาห์แล้วตรวจพบว่ามีภูมิคุ้มกันขึ้นแล้ว และเมื่อเทียบกับงานวิจัยของซิโนแวคที่นำมายื่นขึ้นทะเบียนในไทยจะพบว่า เฉลี่ยขึ้นประมาณ 24 ไตเติล ส่วนของตนขึ้นไป 60-90 ไตเติล แม้กระทั่งสายพันธุ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันยังขึ้นไป 40-50 ไตเติล ทั้งนี้จะมีการสุ่มตรวจหาภูมิคุ้มกันในคนที่ได้รับวัคซีนคนอื่นๆ ด้วย เพื่อให้ทราบว่าในคนไทยนั้นวัคซีนนี้ได้ผลมากน้อยแค่ไหน

“ยกตัวอย่างตัวผมเองหลังฉีดวัคซีนครบ 2 เข็ม เป็นเวลา 14 วัน จึงมาตรวจหาภูมิคุ้มกันด้วยกระบวนการ PRNT พบว่าตัวเลขที่ออกมาบอกว่าวัคซีนที่มีในตัวของผมสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมานั้น ทำลายเชื้อดั้งเดิมที่มีการระบาดในไทยแรกๆ ที่มาจากอู่ฮั่นประเทศจีนได้ค่อนข้างดี พอเป็นเชื้อไวรัสสายพันธุ์G ซึ่งระบาดทั่วโลกนั้นลดลงหน่อย แต่ยังใช้ได้อยู่ ขนาดมีการเจือจางไป 40 เท่า ยังจัดการได้ นี่คือการตรวจระยะเพียง 2 สัปดาห์หลังฉีดเท่านั้นภูมิฯ ยังขึ้นเยอะ หลังจากนี้ 1 เดือนผมจะตรวจแล้วมารายงานผลให้ทราบอีก นี่คือข้อยืนยันว่าวัคซีนซิโนแวคได้ผลในการทำให้ภูมิคุ้มกันขึ้น” นพ.ศุภกิจ กล่าว

ทั้งนี้มีงานวิจัยที่ประเทศชิลีพบว่าหลังฉีดวัคซีนของซิโนแวคไป 14 วัน ภูมิคุ้มกันเพิ่มมา 47 % พอทอดเวลาไปอีก 2 สัปดาห์ ภูมิฯ ขึ้นมา 95% ดังนั้นหลังรับวัคซีนไปแล้ว 1 เดือนนั้นสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ค่อนข้างสูง และจะเห็นว่าเวลาจะตรวจภูมิต้องตรวจให้ถูกตัว คือตรวจสไปรท์โปรตีน ถ้าท่านไปตรวจเปลือกหุ้มของสารพันธุ์กรรม เหมือนที่มีคนไปใช้ชุดตรวจเร็ว ภูมิก็ไม่ขึ้น ไม่ได้แปลผล ไม่ได้บอกอะไร ดังนั้นขอให้ประชาชนมั่นใจว่าสามารถฉีดวัคซีนและเกิดประโยชน์แน่นอน

วันนี้มีคนพูดเรื่องสายพันธุ์อินเดียกลายพันธุ์ B.1.617 ซึ่งมีการกลายพันธุ์ 2 ตำแหน่งคือ E484 กับ L452 ซึ่งยังไม่มีข้อมูลว่าเป็นตัวที่ทำให้เกิดการติดเชื้อจำนวนมากในอินเดียหรือไม่ ทำให้อาการรุนแรงหรือไม่ และวัคซีนที่ใช้อยู่นั้นควบคุมได้หรือไม่ ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ปัจจุบันวัคซีนที่มีการกลายพันธุ์นั้นมี 6 ตัว คือ1. สายพันธุ์อังกฤษ 2. สายพันธุ์แอฟริกาใต้ 3.สายพันธุ์บราซิล 4. สายพันธุ์แคลิฟอร์เนีย 5. สายพันธุ์ไนจีเรีย และ6. ตัวล่าสุดคือสายพันธุ์อินเดียตัวนี้ ซึ่งกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับเครือข่ายห้องปฏิบัติการ มีการตรวจสอบ เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดยังไม่พบสายพันธุ์ใดพบในประเทศไทยยกเว้นสายพันธุ์อังกฤษที่ระบาดตอนนี้ แต่ก็ต้องจับตาใกล้ชิด และฝากให้ทุกคนช่วยกันระมัดระวัง ถ้ามีการติดเชื้อกว้างขวาง โอกาสกลายพันธุ์ก็จะเยอะขึ้น และเราไม่หวังให้มีสายพันธุ์ Thailand เกิดขึ้น.

Add new comment