ข่าวดี! ไทยลงนามสัญญาจองวัคซีนโควิด “ไฟเซอร์” 20 ล้านโดส

Thu, 2021-06-10 16:45 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

“อนุทิน” เผยข่าวดีลงนามในสัญญาจองวัคซีนไฟเซอร์ 20 ล้านโดส ส่งมอบภายในปีนี้ เผยมีเวลา 1 เดือนตกลงเงื่อนไขและเวลา หลังจากนี้บริษัทต้องส่งเอกสารขึ้นทะเบียนกับ อย. ส่วนการเจราจาวัคซีนจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เบื้องต้นผ่านการพิจารณาเอกสารสัญญาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว

เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ที่กระทรวงสาธารณสุข นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการเจรจาซื้อขายวัคซีนไฟเซอร์ ว่า วันนี้ (10 มิ.ย.) ตนได้รับรายงานว่านพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ได้มีการลงนามในสัญญาจองวัคซีน หรือเทอมชีท หลังจากนั้นจะทำสัญญาจะซื้อจะขายวัคซีนไฟเซอร์แล้ว จำนวน 20 ล้านโดส ส่งมอบภายในปีนี้ ทั้งนี้ เรามีเวลา 1 เดือน ในการตกลงเงื่อนไขและเวลา อย่างไรก็ตาม จากนี้ทางบริษัทจะต้องมีการส่งเอกสารเพื่อขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต่อไป

ส่วนการเจรจราซื้อวัคซีนจอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน เบื้องต้นผ่านการพิจารณาเอกสารสัญญาจากสำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว แต่ยังไม่ได้มีการเซ็นต์สัญญา ในส่วนของประเทศไทยไม่ได้มีปัญหา แต่รอการตอบกลับจากบริษัทผู้ผลิตที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนการเจรจาเพิ่มวัคซีนซิโนแวคเพิ่มเดือนละ 5 ล้านนั้น ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด ขณะที่การส่งมอบวัคซีนของแอสตราเซเนกานั้น เราตกลงกันเป็นที่พอใจของทั้ง 2 ฝ่ายในเรื่องการจัดส่งวัดซีนเป็นรายสัปดาห์ แต่ไม่ได้บอกวันที่เท่านั้นเอง

“ทุกวันนี้เรายังมีการเจรจากับผู้ผลิตทุกเจ้า เพื่อจัดซื้อวัคซีนเพิ่มเติม เพราะคิดว่าโรคโควิดอยู่กับเราอีกนาน ทั่วโลกยังมีอยู่ และถึงแม้ว่าตอนนี้ยังไม่มีผลทางวิชาการอย่างชัดเจนว่าคนที่ฉีดวัคซีนไปแล้ว เมื่อผ่านไป 9-12 เดือน ภูมิคุ้มกันจะตกหรือไม่ ดังนั้นจึงพิจารณาว่าสำหรับคนที่ได้รับวัคซีนในช่วงก.พ.ที่ผ่านมา ควรจะได้รับวัคซีนซ้ำ เพื่อเป็นการกระตุ้นภูมิฯ” นายอนุทิน กล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ในการเริ่มปูพรมฉีดวัคซีนของเราตอนนี้ เชื่อว่าถึงปลายเดือนนี้ จะสามารถฉีดวัคซีนได้มากกว่า 10 ล้านคนทั่วประเทศ และจะฉีดต่อไปเรื่อยๆ.

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม