“หมอโอภาส” ชี้จำเป็นจำกัดการเดินทาง หลังตัวเลขป่วยตายพุ่ง! ถ้าไร้มาตรการเพิ่มจะติดเชื้อเสียชีวิตอีก 3-4 เดือน

Sat, 2021-07-17 16:46 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

อธิบดีกรมควบคุมโรค เผยโควิดระบาดหนักต่อเนื่อง! กทม.ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคอีสาน และภาคเหนือ ล่าสุดวันนี้ป่วยทะลุหมื่นราย เสียชีวิต 141 ราย ส่วนใหญ่ 70% เป็นคนสูงวัยและมีโรคเรื้อรัง ชี้หากไม่มีมาตรการเพิ่มเติม จะมีคนติดเชื้อและตายไปอีก 3-4 เดือน ต้องขอจำกัดการเดินทาง และขอให้ทุกคนเข้มมาตรการส่วนบุคคล ใครมีผู้สูงอายุ-คนป่วยโรคเรื้อรังเร่งพาฉีดวัคซีนป้องกันโดยด่วน! ในสัปดาห์นี้ กทม.ปริมณฑลจะเปิดจุดฉีดวัคซีนอีก ขอให้ร่วมมือจะช่วยให้ผ่านพ้นไปได้

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 17 ก.ค.2564 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวผ่านระบบออนไลน์ (FB : กระทรวงสาธารณสุข)ประเด็น : สถานการณ์และมาตรการป้องกันโควิด 19 ว่า ทั่วโลกพบการติดเชื้อต่อเนื่อง โดยเฉพาะเชื้อกลายพันธุ์สายพันธุ์เดลตาในหลายประเทศ ขณะนี้พบแล้วมากกว่า 111 ประเทศทั่วโลก ส่งผลให้มีผู้ป่วยผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยไทยพบผู้ป่วยผู้เสียชีวิตขยายวงกว้างในระดับสูงมาก จนกระทบขีดความสามารถทางการแพทย์และสาธารณสุข ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล รวมถึงต่างจังหวัด โดยวันนี้มีผู้ติดเชื้อ 10,082 ราย และเสียชีวิต 141 ราย ส่วนใหญ่มากกว่า 70% เป็นผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง

ทั้งนี้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการติดเชื้อจากการระบาดระลอกนี้ แตกต่างจากก่อนหน้านี้มาก เพราะพบการระบาดแพร่เชื้อจากคนในครอบครัว ในคนที่รู้จัก เพื่อนบ้าน ติดไปถึงผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรังในบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงสำคัญ จนทำให้อาการป่วยรุนแรงและเสียชีวิต จนถึงวันนี้ยังมีการลักลอบเล่นการพนัน รวมกลุ่มเพื่อน จัดปาร์ตี้ในบ้านและนอกบ้าน เป็นความเสี่ยงที่ทำให้การแพร่ระบาดของโรคไม่ลดลง ต้องขอบคุณความร่วมมือของทุกภาคส่วนทุกหน่วยงาน ทุกองค์กร และพี่น้องประชาชนที่ให้ความร่วมมือเป็นส่วนใหญ่

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า ถึงเวลาที่ทุกครอบครัว จำเป็นต้องปกป้องผู้ที่ทุกท่านรัก และตัวท่านเอง ด้วยตัวท่านเอง โดยความร่วมมือของทุกฝ่าย งดออกจากบ้าน ทำงานที่บ้านให้มากที่สุด โดยWork From Home ลดความเสี่ยงจากการไปติดเชื้อนอกบ้าน ไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นต่อ เวลาอยู่บ้านต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่อพูดคุยกับสมาชิกในบ้าน ทำความสะอาดอุปกรณ์ที่จับร่วมกันบ่อยๆ เช่น ตู้เย็น ลูกบิดประตู ราวประตู โต๊ะอาหาร เป็นต้น เราทุกคนต้องช่วยกันปกป้องผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรังในบ้านของเรา หากพบการติดเชื้อจะได้ป้องกันอาการรุนแรงจนเสียชีวิต จำเป็นต้องพาผู้สูงอายุและผู้มีโรคเรื้อรังไปรับการฉีดวัคซีน ซึ่งขณะนี้กทม.และจังหวัดปริมณฑล ได้เตรียมพื้นที่และได้รับวัคซีนเพื่อฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยงจำนวนมากในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ในหลายจุด

ส่วนสถานการณ์โรคในต่างจังหวัด โดยเฉพาะภาคกลางและภาคตะวันออก ยังพบการระบาดในโรงงานและสถานประกอบการต่างๆ ผู้ประกอบการต้องร่วมมือกันกับคนงานในการลดความรุนแรงของสถานการณ์ ที่พบผู้ติดเชื้อจำนวนมาก มีการแพร่เชื้อกระจายไปยังชุมชนรอบๆ ทำให้ต้องมีมาตรการเคร่งครัด ที่เรียกว่า บับเบิ้ล แอนด์ซิล(Bubble & Seal) คือ การอยู่ในสถานประกอบการกับที่พักเท่านั้น และการเดินทางต้องไม่แวะจุดต่างๆ การอยู่ในสถานประกอบการต้องถูกกำกับต่อเนื่อง

ส่วนสถานการณ์โรคในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่พบการเดินทางกลับจากกรุงเทพและปริมณฑลจำนวนมาก ทำให้รพ.ต้องรับผู้ป่วยอย่างรวดเร็วในสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงขอความร่วมมือทุกท่านงดเดินทางข้ามจังหวัด และเพิ่มการดูแลรักษาโดยเฉพาะคนไม่มีอาการ หรืออาการน้อยให้เข้าสู่ระบบการดูแลที่บ้าน หรือในชุมชน ขณะนี้มีความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะในกทม.

“จากสถานการณ์ขณะนี้ คาดการณ์ว่าหากไม่มีมาตรการอะไรเพิ่มเติม จะมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตไปอีกอย่างน้อย 3-4 เดือน ทำให้ต้องมีการยกระดับมาตรการป้องกันและควบคุมโรค โดยเฉพาะการจำกัดการเดินทาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการแพร่ระบาดของโรค นอกจากนี้ ทุกท่านต้องเคร่งครัดมาตรการส่วนบุคคล และเร่งรัดความครอบคลุมการฉีดวัคซีนเพื่อลดการป่วยหนัก และเสียชีวิตในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนทุกท่าน เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดที่มีระดับสูงมาก กลับมาดีขึ้นได้ในเร็ววัน” นพ.โอภาส กล่าว

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม