สธ.เผยฉีด “วัคซีนโควิด” สูตรไขว้มากกว่า 1 แสนคนไม่พบปัญหา

Wed, 2021-08-04 19:34 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

อธิบดีกรมควบคุมโรคเผยฉีดวัคซีนโควิด สูตรผสม SA ไปปแล้วกว่า 1 แสนคน ยังไม่มีปัญหา ถือว่าปลอดภัย ขณะที่ประสิทธิภาพของวัคซีนสลับชนิด ข้อมูลจากการศึกษาชัดเจนมากขึ้น คาดตีพิมพ์วิชาการเร็วๆ นี้ ส่วนบูสเตอร์ โดส หลังฉีดสูตรไขว้ SA ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนแต่ทั่วไปใช้เวลา 3 - 6 เดือนหรือนานกว่านั้น

จากกรณีการฉีดวัคซีนสลับชนิด เข็มที่ 1 ด้วยวัคซีนซิโนแวค และเข็มที่ 2 ด้วยวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ห่างกัน 3 สัปดาห์ หรือสูตร SA ซึ่งมีการตั้งคำถามว่า หากประชาชนได้รับสูตรนี้ไปแล้วจะสามารถฉีดวัคซีนบูสเตอร์เข็มที่ 3 เป็นชนิด mRNA ได้หรือไม่

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2564 ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวถึงกรณีข้อกังวลการฉีดวัคซีนสูตรผสม SA โดยเข็มแรกเป็นซิโนแวค และเข็มที่สอง เป็นแอสตร้าเซนเนก้า ว่าจะมีความปลอดภัยหรือไม่ ว่า ความกังวลมีอยู่ 2 ส่วน คือ 1.ความปลอดภัย ด้วยวัคซีนแต่ละชนิดที่ฉีดในขณะนี้ยังเป็นการใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่มีความปลอดภัยสูง สำหรับไทยก็ฉีดสะสมเกือบ 20 ล้านโดสแล้ว ยังไม่พบการเสียชีวิตจากวัคซีนโดยตรง ดังนั้น วัคซีนที่ใช้เป็นสูตรสลับ 2 ชนิดมีความปลอดภัย

นพ.โอภาส กล่าวว่า ส่วนความกังวลว่าฉีดสลับชนิดแล้วมีความปลอดภัยหรือไม่ ตามข้อมูลล่าสุด เราได้ฉีดวัคซีนสูตรสลับไปแล้วมากกว่า 1 แสนคน ยังไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้ ข่าวที่ระบุว่ามีการเสียชีวิตนั้น มีผลการชันสูตรพลิกศพพิสูจน์ชัดเจนว่าเกิดจากเนื้องอกในสมอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับวัคซีน ดังนั้น มีความปลอดภัยอย่างแน่นอน

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า 2.ประสิทธิภาพของวัคซีนสลับชนิด ข้อมูลจากการศึกษาชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม และจะมีการตีพิมพ์เป็นเอกสารวิชาการในเร็วๆ นี้ โดยเราพิสูจน์แล้วว่าการฉีดวัคซีนสลับชนิด สูตร SA ประสิทธิผลในห้องแล็บ พบว่า มีการสร้างภูมิคุ้มกันได้เทียบเท่ากับการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ 2 เข็มห่างกัน 12 สัปดาห์ ฉะนั้น ไม่มีปัญหาด้านประสิทธิภาพ ประเทศไทยจึงพยายามใช้สูตรนี้ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กลุ่มเป้าหมายโดยเร็วที่สุด

นพ.โอภาส กล่าวว่า ส่วนคำถามที่ว่าจะมีการบูสเตอร์เข็ม 3 เมื่อไหร่ สำหรับสูตร SA ที่เราเพิ่งเริ่มฉีด ซึ่งการจะฉีดเข็ม 3 มีคำถามสำคัญว่า จะฉีดหลังจากเข็ม 2 เมื่อไหร่ ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่บอกได้ชัดเจน แต่ทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 3 - 6 เดือนหรือนานกว่านั้น ตอนนี้เราต้องเก็บข้อมูลและคอยดูว่า ระยะ 3-6 เดือนที่รับวัคซีนไปแล้ว ภูมิฯ ตกลงอย่างไร แล้วต้องกระตุ้นอีกหรือไม่ ทั้งนี้ ก็จะเป็นการศึกษาข้อมูลและวิจัยเพิ่มเติมซึ่งเหมือนกันทั่วโลก ซึ่งเรื่องบูสเตอร์โดส ทั่วโลกก็จะเหมือนกันในการวิจัยว่า 1.จะบูสเตอร์ด้วยอะไร และ 2.ระยะห่างแค่ไหนจึงจะมั่นใจว่ามีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่อยู่ได้นานพอ

นพ.โอภาส กล่าวว่า เบื้องต้นในทางทฤษฎีหากมีการฉีดวัคซีนแพลตฟอร์มต่างกัน ที่เป็นการกระตุ้นภูมิฯ คนละระดับ ก็จะส่งผลดี อย่าง วัคซีนซิโนแวค เป็นการกระตุ้นภูมิระดับ Humoral immunity ส่วนแอสตร้าฯ จะเป็นระดับ Cellular immunity ซึ่งมีข้อดีต่างกัน ดังนั้น 2 ตัวนี้ก็จะเสริมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้จะต้องมีการอาศัยข้อมูลทางวิชาการและติดตามข้อมูลอีกระยะหนึ่ง

เมื่อถามต่อว่า หากฉีดสูตร SA แล้วระยะหนึ่ง มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมีการฉีดวัคซีนเป็นโปรแกรมใหม่เลย เช่น วัคซีนไฟเซอร์ 2 เข็ม นพ.โอภาส กล่าวว่า คงไม่ถึงขนาดนั้น เนื่องจากหากมีการฉีดวัคซีนไปแล้ว อย่างน้อยร่างกายจะมีภูมิฯ โดยจะมีเซลล์ที่จดจำภูมิคุ้มกัน พอฉีดเข้ามาอีก 1 เข็ม ก็จะเป็นการกระตุ้นภูมิฯ ได้เร็วมาก

"ทฤษฎีของบูสเตอร์ คือไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ดังนั้น เมื่อมีการฉีดวัคซีนเพิ่มเข้าไปก็จะมีการกระตุ้นภูมิฯ ได้เร็วมาก เพราะเซลล์ร่างกายเราจดจำไวรัสได้ แต่มีแนวโน้มในการกระตุ้นเข็มที่ 3 ด้วย 2 เหตุผล คือ 1.ไวรัสกลายพันธุ์ ซึ่งหากไม่มีสายพันธุ์เดลต้า โลกเราจะอยู่ง่ายกว่านี้เยอะ และ 2.เราไม่รู้ว่าข้างหน้าจะมีการกลายพันธุ์ไปอีกอย่างไร เป็นสิ่งที่ทํานายไม่ได้ ดังนั้นต้องติดตามข้อมูลทางวิชาการเพิ่มเติม" นพ.โอภาส กล่าว

 

*สามารถกดติดตาม และแชร์ข่าวสำนักข่าว Hfocus ที่ https://www.facebook.com/Hfocus.org

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม