งานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 เผยพิษภัยยาสูบกับโควิด 19

Sat, 2021-08-28 00:28 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

ศจย. ร่วมกับ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาพันธ์ เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่และ สสส. เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 13 หวังสร้างความตระหนักถึงพิษภัยยาสูบ พบร้ายแรงโควิด 19 เพราะจำนวนผู้ที่เสียชีวิตทั่วโลก จากยาสูบต่อปีมากกว่าโควิด 19 ถึง 3-4 เท่า

 

​ศ.นพ.รณชัย  คงสกนธ์  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการวามรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะ ประธานจัดงานประชุม 13th APACT 2021 Bangkok กล่าวถึงที่มา และความน่าสนใจของงานประชุมด้านยาสูบระดับนานาชาติในครั้งนี้ว่า งานประชุมบุหรี่หรือสุขภาพเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่13 หรือ 13th Asia Pacific Conference on Tobacco or Health (13th APACT 2021 Bangkok) ที่ประเทศไทยได้รับเกียรติ เป็นเจ้าภาพจัดงานเป็นครั้งที่ 3 ตลอดระยะเวลาการจัดประชุมที่ APACT ที่ยาวนานกว่า 26 ปี นั้น ในปีนี้เป็นความร่วมมือ ระหว่าง ศจย. แพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาพันธ์เครือข่ายแห่งชาติเพื่อสังคมไทย ปลอดบุหรี่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และอีก 12 องค์กรพันธมิตร ตกลงจัดงานประชุม ในลักษณะลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมแบบLive Stream ระหว่างวันที่ 3-4 กันยายน 2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิด 19 หวังสร้างความตระหนักถึงพิษภัยของยาสูบที่ร้ายแรงกว่าโรคระบาดอุบัติใหม่อย่างโควิด 19 เพราะจำนวนผู้ที่เสียชีวิตทั่วโลก จากยาสูบต่อปีมากกว่าโควิด 19 ถึง 3-4 เท่า โดยประชาชนทั่วไปที่สนใจสามารถรับทราบข่าวสารงานประชุมได้ที่เว็บไซต์www.apact2021.com

​ศ.นพ.รณชัย กล่าวต่ออีกว่า ภายในงาน 13thAPACT 2021 Bangkok  ยังมีงานประชุมวิชาการที่น่าสนใจอีก 2 งาน คือ การประชุมวิชาการ 100 ปี แพทยสมาคม หรือ Medical Association of Thailand  1921 – 2021 โดย แพทยสมาคม-แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ การประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19หรือ TRC INTERNATIONAL CONFERENCE  2021 “Empowering  Policy Implementation on Tobacco Control” โดย ศจย. ที่จะดำเนินไปพร้อมกัน นับเป็นการเสริมพลังวิชาการด้านงานควบคุมยาสูบ ที่จะแปรเป็นโยบายเพื่อควบคุมการบริโภคยาสูบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ให้เข้มแข็งทั้งในปัจจุบันและต่อเนื่องไปยังอนาคต

​ศ.นพ.รณชัย  คงสกนธ์  

​“ขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญทั้งในประเทศไทยและระดับนานาชาติ ในฐานะภาคีเครือข่ายควบคุมการบริโภคยาสูบจาก ภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิกราว 2,700 คน จาก 40 ประเทศ ตอบรับเข้าร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การขับเคลื่อนให้สังคมปลอดบุหรี่ โดยเป็นคนไทยประมาณ 2,200 คน ต่างชาติ500 กว่าคน มากที่สุดตั้งแต่จัด APACT มา ซึ่งในจำนวนนี้เป็นนักวิชาการ ด้านยาสูบโดยเฉพาะกว่า 120 คน นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยและผลงานวิชาการเกี่ยวกับความก้าวหน้าในการควบคุมยาสูบ และสุขภาพด้านต่างๆ  อีก 300 กว่าชิ้น จาก 36 ประเทศ ที่จะมาอัพเดตให้ผู้ที่สนใจได้รับทราบ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้ากับโควิด 19 ที่มีงานวิจัยออกมาชัดเจนว่ามีความเกี่ยวข้องกัน นโยบายเพื่อหยุดการใช้ยาสูบ ผลกระทบการเก็บภาษีผลิตภัณฑ์ยาสูบและ นิโคติน  อนาคตการควบคุมยาสูบ รวมถึงกรณีเยาวชนในเอเชีย – แปซิฟิกจับมือออกปฏิญญา รณรงค์ต้านยาสูบ ซึ่งนับเป็น ปรากฏการณ์ใหม่ที่คนวัยใสหันมาสนใจเรื่องยาสูบและสุขภาพมากขึ้น” ประธานจัดงานประชุม 13th APACT 2021 Bangkok กล่าว 

​ศ.ดร.นพ.ประกิตพันธ์ุ ทมทิตชงค์

​ศ.ดร.นพ.ประกิตพันธ์ุ ทมทิตชงค์ เลขาธิการแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในฐานะ เลขาธิการการประชุม APACT 2021 และเลขาธิการแพทยสมาคมฯ กล่าวว่า ภายในงานประชุม 13th APACT 2021 Bangkok ได้ให้ความสำคัญกับเยาวชนที่กำลังกลายเป็นเป้าหมายใหม่ของอุตสาหกรรมยาสูบ โดยเฉพาะบุหรี่ไฟฟ้า โดยจะมี การประชุมกลุ่ม Youth ที่แยกเวทีออกมาเฉพาะในวันที่ 2 กันยายน 2564 ประกอบด้วย เยาวชนไทย 100 คน เยาวชนจาก เอเชีย-แปซิฟิก 73 คน ซึ่งแต่ละคนมีแผนงานรณรงค์ต้านยาสูบของตนเอง ให้มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และหาข้อสรุป เพื่อออกปฏิญญาต้านยาสูบสำหรับเยาวชนเอเชีย-แปซิฟิกโดยเฉพาะ ซึ่งจะมีการติดตามปฏิญญาหลังประชุมเสร็จด้วยว่า มีความคืบหน้าหรือผลสำเร็จอย่างไรในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยปฏิญญา Youth จะกลายเป็นส่วนหนึ่ของปฏิญญาAPACT 2021 เมื่อผนวกรวมกับภาคส่วนอื่นๆ จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของการควบคุมยาสูบระดับนานาชาติได้อย่างแท้จริง

​“การออกปฏิญญาการควบคุมการบริโภคยาสูบและผลิตภัณฑ์ยาสูบ ข้อควรปฏิบัติ และความร่วมมือระดับนานาชาติ ในงาน APACT 2021 จะมีด้วยกันทั้งสิ้น 4 ฉบับ คือ ปฎิญญาเยาวชน ปฏิญญา เครือข่ายทำงานสร้างเสริมสุขภาพของ สสส. และ ปฏิญญาของกลุ่มผู้ทำงานด้านยาสูบระดับนานาติกว่า 900 องค์กรที่ทำงานร่วมกัน โดยทั้ง 3 ปฏฺิญญาจะกลายเป็นปฏิญญาใหญ่ของ APACT 2021” เลขาธิการการประชุมAPACT 2021 กล่าว

​ด้าน นพ.วันชาติ ศุภจัตุรัส อดีตนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ในกล่าวว่า ที่ แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ หน่วยงานแพทย์เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย เข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในเจ้าภาพจัดงานประชุม 13thAPACT 2021 Bangkok เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกัน เนื่องจากแพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ได้ดำเนินงานด้านยาสูบมาตลอด โดยเป็นผู้แต่งตั้งเครือข่ายวิชาชีพสุขภาพเพื่อสังคมไทยปลอดบุหรี่ จนได้รับรางวัลจากสมาพันธ์เครือข่ายวิชาชีพสุขภาพแห่งโลก (WHPA) เมื่อปี 2558 และยังเป็นผู้ผลักดันกฎหมายต้านบุหรี่ฉบับแรกพ.ศ. 2517 จนถึงกฎหมายต้านบุหรี่ ฉบับปัจจุบัน นับรวมเป็นระยะเวลา 40-50 ปี ที่สำคัญคือในปีนี้เป็นการครบรอบ 100 ปี แพทยสมาคมแห่งประเทศไทยฯ จึงมีแนวคิด จัดงานประชุมวิชาการร่วมกับ APACT

​ขณะที่ ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ รองเลขาธิการเครือข่ายสร้างเสริมสุขภาพในเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน และอาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าความร่วมมือระดับอาเซียนในการรณรงค์ต้านยาสูบที่จะเกิดขึ้นในการประชุม 13th APACT2021 Bangkok คือการจับมือของมหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่มประเทศอาเซียนกว่า 30 สถาบัน ซึ่งเป็นเครือข่ายอาเซียน ยูนิเวอร์ซิตี เน็ตเวิร์ก เฮลธ์โปรโมชัน เน็ตเวิร์ก จะทำข้อตกไม่รับทุนวิจัยเพื่อสร้างเสริมสุขภาพจากบริษัทผู้ผลิตยาสูบ หรือบริษัทที่แฝงมากับบริษัทยาสูบในทุกกรณี และจะดำเนินงานภายในมหาวิทยาลัยตามกรอบการพัฒนาสร้างเสริมสุขภาพ ที่จะไม่ให้มีบุหรี่ในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยใน ทุกระดับ ทั้งผู้บริหาร คณาจารย์ พนักงานมหาวิทยาลัย และนิสิตนักศึกษา หรือ Zero Tolerance ซึ่งที่ผ่านมาสามารถขยายผลการดำเนินงานดังกล่าวสู่นโยบายระดับชาติ เช่น พื้นที่ปลอดบุหรี่ของ มหาวิทยาลัยมหดิล ไปสู่การให้โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นพื้นที่ปลอดบุหรี่ด้วยเช่นกัน 

ผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ 

​การประชุม APACT จัดครั้งแรกในปี 2532  ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพครั้งแรกในปี 2538 ซึ่งเป็นการจัดครั้งที่ 4 ที่ จ.เชียงใหม่ และเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ในการจัดครั้งที่ 13 หรือปี 2556 โดยจัดที่ กรุงเทพมหานครเป็นครั้งแรก APACT นับเป็นงานประชุมวิชาการด้านบุหรี่และสุขภาพระดับนานาชาติที่ยิ่งใหญ่

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม