ไทยอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางฉีดวัคซีนไฟเซอร์เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป

Sun, 2021-09-05 19:49 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

กรมควบคุมโรคอยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางฉีดวัคซีนไฟเซอร์ เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ขณะที่ อย. แจ้งล่าสุดมีวัคซีน “ไฟเซอร์-โมเดอร์นา” ขึ้นทะเบียนฉีดกลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไป ส่วนเด็กอายุต่ำกว่านี้ยังไม่มี เผยขณะนี้ไฟเซอร์อยู่ระหว่างขึ้นทะเบียนวัคซีนในเด็กต่ำกว่า 12 ปีที่สหรัฐ ส่วนอื่นๆ “ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม” กำลังศึกษาวัคซีนกลุ่มอายุ 3 ขวบขึ้นไปในระยะที่สาม

เมื่อวันที่ 5 ก.ย. 2564 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงแผนการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด 19 ว่า ปัจจุบันวัคซีนที่มีการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยจะต้องมีการขออนุญาตขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อใช้ในประเทศไทย ซึ่งจะมีการระบุด้วยว่าวัคซีนสามารถใช้ในกลุ่มใดได้บ้าง โดยขณะที่ที่มีการขึ้นทะเบียนใช้ในกลุ่มอายุที่น้อยที่สุด คือ วัคซีนไฟเซอร์ ขึ้นทะเบียนฉีดในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขมีการพิจารณาแนวทางการฉีดอยู่หลายรูปแบบ ซึ่งในรายละเอียดจะมีการแจ้งให้ประชาชนทราบอีกครั้ง

ด้าน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยว่า วัคซีนที่มีการขึ้นทะเบียนใช้ในประเทศไทยตอนนี้มีข้อกำหนดในการเริ่มฉีดในกลุ่มอายุที่แตกต่างกัน อย่างโมเดอร์นา มาขึ้นทะเบียนฉีดวัคซีนในกลุ่มอายุ 12 ปี ขึ้นไป ส่วนวัคซีนไฟเซอร์ขึ้นทะเบียนฉีดในกลุ่มอายุ 12 ปี ขึ้นไป ส่วนอายุวัคซีนสำหรับฉีดให้เด็กอายุต่ำกว่านี้ยังไม่มีตัวไหนขึ้นทะเบียน รวมถึงในต่างประเทศก็ยังไม่ได้มีการขึ้นทะเบียน หลายตัวอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัย อย่างไรก็ตาม ขณะไฟเซอร์อยู่ระหว่างการขึ้นทะเบียนวัคซีนฉีดในเด็กอายุต่ำกว่า 12ปีในประเทศสหรัฐอเมริกา ส่วนวัคซีนตัวอื่นๆ เช่น วัคซีนซิโนแวค และวัคซีนซิโนฟาร์ม อยู่ระหว่างการศึกษาการฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 3 ขวบขึ้นไปในระยะที่ 3 คือ ดูประสิทธิภาพและความปลอดภัย

ทั้งนี้ ที่สำคัญคือ เนื่องจากการติดเชื้อในเด็กนั้นมักไม่ป่วย ไม่เหมือนกับกลุ่มอายุอื่นๆ อย่างผู้มีโรคประจำตัว หรือผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงติดเชื้ออาการรุนแรง เสียชีวิต ดังนั้นกรณีการฉีดวัคซีนในเด็ก ซึ่งติดเชื้อแต่ไม่ป่วยนั้นจึงต้องให้ความสำคัญอย่างมากในเรื่องของความปลอดภัย

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม