“อนุทิน”มอบนโยบายฉีดแอสตร้าฯ เข็ม 3 ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ พร้อมทยอยปชช. 3 ล้านคนต้นเดือนหน้า

Thu, 2021-09-09 13:09 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สธ. เผยยังไม่มีการหารือประเด็นยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ส่วนประชุม ศบค. 10 ก.ย. จะมีการพิจารณาการฉีดวัคซีนไฟเซอร์กลุ่มเด็ก 12 ปีว่ามีเงื่อนไขหรือไม่อย่างไร แต่โดยหลักอยากให้ฉีดทุกคน ขณะที่ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เตรียมกระตุ้นแอสตร้าฯ เป็นเข็ม 3 จำนวน 2 หมื่นโดส ส่วนประชาชนฉีดซิโนแวค 2 เข็มอีก 3 ล้านคน ทยอยฉีดต้นเดือนหน้า

เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2564 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวถึงกรณีการประชุมของ ศบค.ในวันที่ 10 ก.ย. ว่า การประชุมก็จะเป็นเรื่องปกติ มีการสรุปรายงานสถานการณ์ และพิจารณาในเรื่องของการผ่อนคลายอะไรได้ รวมทั้งเรื่องวัคซีนไฟเซอร์ที่จะเข้ามา ซึ่งต้องหาข้อยุติให้ได้ว่า จะฉีดให้แก่เด็กอายุ 12 ปีได้หรือไม่ และต้องมีเงื่อนไขหรือไม่มี เหตุผลหลักที่นำวัคซีนไฟเซอร์มาเพราะระบุว่า สามารถฉีดในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งก็ต้องให้ทางการแพทย์พิจารณาร่วมด้วย ส่วนรัฐมนตรีว่าการสธ. ไม่กล้าพูด แต่อยากให้ฉีดให้ครบ พ่อแม่ ผู้ปกครอง นักเรียนจะได้สบายใจในการเปิดเรียน แต่หากมีเงื่อนไขก็ต้องมาพิจารณาว่าจะเปิดเรียนอย่างไร เพราะเด็กก็ต้องเรียนในโรงเรียน เรียนออนไลน์ตลอดทั้งปีแบบนี้ไปเรื่อยๆ ไม่ได้

เมื่อถามกรณีการเปิดประเทศจะมีข้อเสนออะไรเพิ่มในศบค. นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องดูสถานการณ์ว่าอัตราการฉีดวัคซีนเป็นอย่างไร อย่างภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เป็นอย่างไร ซึ่งเห็นชัดว่า เมื่อมีการระบาดก็ไม่พบเจ็บป่วยหนักหรือเสียชีวิต ขณะนี้ได้ให้นโยบายว่า ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ เหมือนเป็นเกตเวย์ของคนต่างประเทศที่มาแยกกักตัวในประเทศไทย แต่ก็ต้องมีการทำให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด ซึ่งจะมีการพิจารณาการฉีดวัคซีนแอสตร้าฯ เข็ม 3 พวกที่จะสัมผัสกับต่างประเทศมากที่สุด ซึ่งไม่ได้แย่งวัคซีนอะไร โดยเราต้องทำห้องรับแขกให้สะอาด เพื่อเรียกแขกดีๆ ให้เกิดความมั่นใจ ตอนนี้วัคซีนก็มีมากพอแล้ว

“ ผมได้มอบนโยบายไปในที่ประชุมผู้บริหารสธ.ว่า ต้องหาวิธีบริหารจัดการวัคซีน เพราะวัคซีนพวกนี้อายุเกิน 6 เดือนก็จะไม่ค่อยดี ต้องเร่งฉีดเต็มที่ ส่วนตัวเลขเท่าไหร่ รายละเอียดอย่างไร ขอให้ไปสอบถามอธิบดีกรมควบคุมโรค เพราะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติ แต่เราดูในระดับนโยบาย เป็นการแยกการทำงาน ตามความเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม เรื่องเข็ม 3 ที่ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ให้นโยบายแล้ว และจะทยอยไปเรื่อยๆ สำหรับเข็ม 3 แอสตร้ากรณีผู้ฉีดซิโนแวค 2 เข็มก็ต้องเริ่มทยอยฉีดอีก 3 ล้านคนในต้นเดือนหน้า เมื่อแอสตร้าฯ มีเพียงพอแล้ว คิดว่าสิ้นปีนี้ทุกอย่างจะดีขึ้น ” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าหากมีการยกเลิก พรก.ฉุกเฉินฯ ทางสธ.จะเตรียมพร้อมอย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ยังไม่มีการพูดเรื่องนี้ แต่สธ.พร้อมในเรื่องการรักษา ป้องกัน ส่วนการยกเลิก ทางสธ.ยังไม่ทราบเรื่องนี้

ด้าน นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงความกังวลในการฉีดวัคซีนไฟเซอร์กับผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ว่า การฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ตามการขึ้นทะเบียนวัคซีนไฟเซอร์ที่นำมาขออนุญาตกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) สามารถฉีดให้กับผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไปทุกกลุ่ม ซึ่งสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก และ FDA สหรัฐอเมริกา ดังนั้น เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปฉีดได้ทุกคน รวมถึงคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ที่ขึ้นกับคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติที่เป็นคณะหลักในการพิจารณาการให้วัคซีน ก็ให้การรับรองแล้ว นอกจากนั้น เราได้นำเรื่องนี้เพื่อขอความเห็นชอบจากศปก.สธ. ซึ่งฝ่ายวิชาการเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำเข้า ศบค.พรุ่งนี้

“ฉีดในเด็ก 12 ปีขึ้นไป ส่วนข้อแนะนำของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยก็เป็นกลุ่มนักวิชาการ ซึ่งก็มีข้อแนะนำที่เห็นต่างกันไป โดยเฉพาะเรื่องใหม่ๆ โดยทางราชวิทยาลัยฯ ก็ระบุว่าฉีดในเด็ก 16 ปีขึ้นไปได้ เราก็ได้นำคำแนะนำมาพิจารณาด้วย ไม่ได้ละเลย อย่างไรก็ตาม แม้ทางหลักการจะฉีดได้ตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปแต่ในทางปฏิบัติวัคซีนไฟเซอร์ที่เข้ามา 2 ล้านโดสแรก เราก็อาจจะนำไปฉีดในเด็ก 16 ปีขึ้นไปก่อน” นพ.โอภาส กล่าว

เมื่อถามถึงกรณีวัคซีนแอสตร้าฯ ที่จะฉีดเข็ม 3 ในภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์จะมีปริมาณเท่าไหร่ นพ.โอภาส กล่าวว่า ขณะนี้มีการส่งวัคซีนแอสตร้าเซนเนเก้า ไปที่จ.ภูเก็ต แล้วประมาณ 2 หมื่นกว่าโดส เพื่อควบคุมการระบาดและฉีดเป็นเข็มที่ 3 เนื่องจากทางจังหวัดยังไม่ได้ทำแผนการกระจายวัคซีนมาที่กรมควบคุมโรค เราจึงส่งไปก่อนเบื้องต้น และเมื่อได้รับแผนก็จะส่งวัคซีนไปเพิ่มเติมตามกำหนด ก็คาดว่าคงฉีดบูสเตอร์โดสหมดทุก

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม