ศบค.เห็นชอบคงระดับสีพื้นที่ถึง 30 ก.ย.64 พร้อมให้วัคซีนไฟเซอร์อายุ 12 ปีขึ้นไป ต.ค.นี้

Fri, 2021-09-10 19:09 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

กระทรวงสาธารณสุข เผย ศบค.เห็นชอบการคงระดับพื้นที่สถานการณ์และคงมาตรการป้องกันควบคุมโรคตามระดับพื้นที่สถานการณ์ไปจนถึง 30 ก.ย.64 พร้อมให้วัคซีนไฟเซอร์กลุ่มอายุ 12 ปีขึ้นไป ผ่านสถาบันการศึกษา ส่วนนักเรียน / นักศึกษาในสถาบันฯหากอายุเกิน 18 ปีให้รับวัคซีนไฟเซอร์ พร้อมกับนักเรียนในโรงเรียน แต่ต้องเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ปกครองและเด็ก

 

เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2564 วันเดียวกัน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด19 (ศบค.) กล่าวถึงผลการประชุมศบค. ว่า มีการพิจารณาการให้วัคซีนแยกตามกลุ่มเป้าหมาย วันที่ 27 ก.ย.จนถึง 31 ต.ค.2564 ดังนี้ 1. ประชาชนทั่วไปอายุ 18 ปีขึ้นไป ให้ร้อยละ 70 หรือ 16.8 ล้านโดส โดยเป็นสูตรวัคซีนไขว้ คือ ซิโนแวคกับแอสตร้าเซเนก้า และแอสตร้ากับแอสตร้า และแอสตร้ากับไฟเซอร์ 2.นักเรียนที่มีอายุ 12-17 ปีขึ้นไป ร้อยละ 20 หรือ 4.8 ล้านโดส ใช้สูตรไฟเซอร์กับไฟเซอร์ 3. แรงงานในระบบประกันสังคม มีร้อยละ 3 หรือ 0.8 ล้านโดส ใช้ซิโนแวคกับแอสตร้า 4. หน่วยงานอื่นๆ เช่น องค์กรภาครัฐ ก็ใช้สูตรไขว้เช่นกัน ใช้ร้อยละ 5 หรือ 1.1 ล้านโดส และ 5. ผู้ที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็ม และต้องการกระตุ้นเข็มที่ 3 มีร้อยละ 2 หรือ 0.5 ล้านโดส โดยกระตุ้นด้วยแอสตร้าฯ

อย่างไรก็ตาม กรณีการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ให้กลุ่มเด็กอายุ 12-17 ปี โดยจะฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3-4 สัปดาห์ ซึ่งมีรายงานที่ห่วงกังวลกันเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ต้องมีการชี้แจงประชาชน โดยเฉพาะผู้ปกครองได้ทราบว่ามีความเสี่ยง และต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองก่อนฉีดกับเด็ก แนวทางนี้ต้องขอให้เป็นไปด้วยความสมัครใจ

สำหรับกลุ่มเป้าหมายสำหรับอายุ 12 ปีขึ้นไป จะประกอบด้วย

นักเรียน/นักศึกษา ที่ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช./ปวส.) หรือเทียบเท่า โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ
- ระยะแรก จัดสรรวัคซีนสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 หรือ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช./ปวส.) เทียบเท่า
- ระยะถัดไป จัดสรรวัคซีนสำหรับระดับชั้นอื่นๆ ที่เหลือ

“การรับวัคซีนจะต้องผ่านสถานศึกษา ซึ่งต้องกำหนดจำนวนบุคคล แจ้งผู้ปกครอง ส่งใบยินยอม แจ้งสถานพยาบาลจัดระบบบริการ กรมควบคุมโรคจะจัดส่งวัคซีน และติดตามผล โดยให้เริ่ม ต.ค.นี้ และมอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการดำเนินการจัดหาไฟเซอร์ให้เด็กนักเรียน” โฆษก ศบค. กล่าว

วันเดียวกัน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข รายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดและผู้ติดเชื้อโควิด 19 แผนการให้บริการโควิด 19 การประเมินสถานการณ์และมาตรการป้องกันโรคโควิด 19 ต่อคณะกรรมการอำนวยการศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด 19) โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ที่ประชุมศบค. ได้พิจารณาให้ความเห็นชอบการคงระดับพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด พื้นที่ควบคุมสูงสุด 37 จังหวัดและพื้นที่ควบคุม 11 จังหวัด รวมทั้งให้คงมาตรการป้องกันควบคุมโรคตามระดับพื้นที่สถานการณ์ถึง 30 กันยายน 2564 โดยยังคงมาตรการเคอร์ฟิว, ทำงานที่บ้าน,เพิ่มความเข้มข้นในการควบคุมกำกับ ตามมาตรการ COVID Free Setting, มาตรการควบคุมแบบบูรณาการในการปิดสถานที่เสี่ยงต่างๆ, สื่อสารให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการ Universal Prevention โดยให้ ศปก.ศบค./ กระทรวงมหาดไทย/ กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำกับดูแลผ่านคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กรุงเทพมหานคร ติดตามกำกับมาตรการที่กำหนด เพื่อควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตไม่ให้เพิ่มขึ้น

ส่วนเป้าหมายการให้บริการวัคซีนโควิด 19 ในเดือนตุลาคม 2564 มีดังนี้ 1.เน้นให้ทุกจังหวัดฉีดครอบคลุมประชากรทั้งหมดอย่างน้อยร้อยละ 50 และแต่ละจังหวัดให้มีความครอบคลุมร้อยละ 70 อย่างน้อย 1 อำเภอ และมีต้นแบบ COVID free Area อย่างน้อย 1 พื้นที่ รวมทั้งเพิ่มความครอบคลุมในกลุ่มสูงอายุ ผู้มีโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค หญิงตั้งครรภ์ให้มากที่สุด ส่วนกลุ่มอื่นๆ ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณา 2.ฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 สำหรับผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรก 3.ขยายกลุ่มอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดภาคเรียน 4.ฉีดเข็มกระตุ้นผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนซิโนแวคครบ 2 เข็มในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2564 และ 5.ฉีดพื้นที่เศรษฐกิจและเพื่อควบคุมการระบาด ทั้งนี้ กรณีจัดหาวัคซีนได้มากกว่าหรือน้อยกว่า 24 ล้านโดส จำนวนที่จัดสรรจะปรับเพิ่มหรือลดตามสัดส่วนวัคซีนที่ได้รับ

สำหรับการให้บริการวัคซีนไฟเซอร์สำหรับผู้ที่มีอายุ 12 ปีขึ้นไป ได้แก่ นักเรียน/นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเท่า โดยให้บริการผ่านสถาบันการศึกษา อาทิ โรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดรัฐบาลและเอกชน สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน สังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โรงเรียนสอนศาสนา สถาบันการศึกษาอื่นๆ ที่มีผู้มีอายุ 12 ปีขึ้นไปกำลังศึกษาอยู่ เช่น โรงเรียนทหาร เป็นต้น หากนักเรียน/นักศึกษาในสถาบันการศึกษาดังกล่าว มีอายุเกิน 18 ปี ให้รับวัคซีน Pfizer ได้พร้อมกับนักเรียนในโรงเรียน ทั้งนี้ เป็นไปตามสมัครใจของผู้ปกครองและเด็ก

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม