“หมอธีระวัฒน์” ถามวัคซีนโควิด19 มีเพียงพอจริงหรือ...ชี้ฉีดใต้ผิวหนังยังเป็นทางออกของไทย

Wed, 2021-09-15 15:13 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์ฯ จุฬาฯ เผยกรณี “อนุทิน” ระบุชัดไทยมีวัคซีนโควิดเพียงพอ ยังไม่จำเป็นต้องฉีดใต้ชั้นผิวหนัง นับเป็นเรื่องดี แต่ยังห่วง! เหตุต้องใช้เข็มกระตุ้นอีก 3-4 เดือนถัดจากนี้

เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2564 ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ Hfocus ถึงวิธีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด19 เข้าชั้นผิวหนัง ว่า การฉีดวัคซีนใต้ผิวหนังมีการดำเนินการมานานแล้วในวัคซีนชนิดอื่นๆ อย่างล่าสุดกรณีวัคซีนป้องกันโควิด19 นั้น ในต่างประเทศมีการศึกษาและดำเนินการเช่นกัน ขณะที่ประเทศไทย นักวิชาการ อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญทั้งหน่วยงานภายใต้กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข หรือโรงเรียนแพทย์ ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มีการศึกษาการฉีดวัคซีนโควิดเข้าชั้นผิวหนัง และผ่านคณะกรรมการวิจัยทั้งหมด อีกทั้ง ล่าสุดสถานเสาวภา สภากาชาดไทยเตรียมจะทดลองการฉีดใต้ชั้นผิวหนังในเดือน ต.ค.นี้เช่นกัน

“นักวิชาการ แพทย์ต่างๆ เห็นความสำคัญได้มีการศึกษาวิจัย อย่างของจุฬาฯ ทำการศึกษาและฉีดในอาสาสมัครที่สมัครใจฉีดเข้าชั้นผิวหนังไปแล้วกว่า 200-300 คน ซึ่งไม่พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรงใดๆ หากมีเจ็บบริเวณฉีด หรือมีรอยจ้ำ ถือเป็นผลข้างเคียงที่ไม่มาก แต่เมื่อเทียบกับความปลอดภัย และสามารถฉีดได้ในปริมาณมากกว่าเดิม ย่อมมีประโยชน์กว่าไม่ใช่หรือ” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการสธ. เผยว่าขณะนี้มีวัคซีนเพียงพอ ยังไม่จำเป็นต้องฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่มีวัคซีนเพียงพอ แต่วัคซีนที่มีเพียงพอมากน้อยแค่ไหน เพราะอย่าลืมว่ายังต้องมีการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นอีก 3-4 เดือนถัดมา ดังนั้น ทำไมเราไม่สร้างความปลอดภัยด้วยวิธีนี้ อีกทั้ง การฉีดเข้าชั้นผิวหนังก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับในเด็กที่ผู้ปกครองกังวลเรื่องไฟเซอร์ ที่อาจมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ จึงเสนอทางออกว่า เราสามารถฉีดด้วยวัคซีนเชื้อตาย 2 เข็ม และตามด้วยไฟเซอร์เข็ม 3 ซึ่งฉีดแบบใต้ผิวหนังทั้งหมด อย่างเดิมการฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายระหว่างเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ห่างกัน 1 เดือน แต่หากเราฉีดใต้ผิวหนังจะห่างกันแค่ 7 วัน ซึ่งจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เร็วภายใน 14 -30 วัน หลังจากเข็มที่ 2 หลังจากนั้นอีก 1 เดือนถัดมาก็สามารถตามด้วยไฟเซอร์เข้าชั้นผิวหนังได้เช่นกัน

เมื่อถามถึงสาเหตุของการฉีดใต้ผิวหนังผลข้างเคียงน้อยกว่า ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า การฉีดใต้ผิวหนังปริมาณวัคซีนน้อยกว่า แต่กระตุ้นภูมิฯได้สูง และกลไกในการกระตุ้นภูมิเป็นคนละกลไกกับการฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ดังนั้น จึงเลี่ยงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นได้

(ข่าวเกี่ยวข้อง : “อนุทิน” เผยขณะนี้วัคซีนโควิดมีเพียงพอ ยังไม่จำเป็นต้องฉีดใต้ผิวหนัง)

ผู้สื่อข่าวถามว่าการฉีดเข้าชั้นผิวหนังในเด็กมีผลการศึกษาในต่างประเทศหรือไม่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ในต่างประเทศไม่มีการฉีดวัคซีนเชื้อตายเข้าชั้นผิวหนัง เนื่องจากเขามีจำนวนวัคซีนเหลือเฟือ เขาจึงไม่จำเป็นต้องฉีดด้วยวิธีนี้ แต่ไทยยังมีข้อจำกัด ว่า เรามีวัคซีนเพียงพอจริงหรือไม่ เพราะเรายังต้องฉีดกระตุ้นกันอีก และยังมีเรื่องความปลอดภัยในเด็ก อย่างไฟเซอร์ กำหนดให้อายุ 12 ปีขึ้นไป เพราะยังมีเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ แม้ผลข้างเคียงดังกล่าวจะพบไม่มาก และเด็กไม่เสียชีวิต แต่ระยะยาวก็ยังไม่รู้ว่ามีผลอย่างไร ซึ่งในต่างประเทศมีข้อมูลว่า ควรฉีดวัคซีนให้เด็กตั้งแต่อายุ 2 ขวบขึ้นไป ไม่ใช่เพราะเด็กแพร่เชื้อได้เร็ว แต่จะมีผลกระทบระยะกลางและระยะยาว หลังติดเชื้อแล้วอาจทำให้พัฒนาการช้า ตรงนี้ต่างประเทศมีการติดตามอยู่

“หากวัคซีนมีเพียงพอในการฉีดกระตุ้นต่อจากนี้ และมองว่าวิธีนี้ไม่จำเป็น ก็สุดแล้วแต่ทางผู้กำหนดนโยบาย แต่ทางการแพทย์ยังคงมีการศึกษาเรื่องนี้ต่อเนื่องต่อไป” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

วันเดียวกัน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ ยังโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีการฉีดวัคซีนเข้าชั้นผิวหนัง โดยระบุ ว่า

จำนวนวัคซีนที่ว่าพอ…พอจริงหรือ?

สำหรับที่ต้องฉีดเดี๋ยวนี้ วันนี้

สำหรับคนไทยและแรงงานต่างชาติทั้งหมด

สำหรับคนไทยและทุกคนตั้งแต่เด็กสองขวบขึ้นไป

และต้องเสร็จสิ้นกระบวนการภายในสองเดือนไม่เกินสามเดือนนี้

และเมื่อเด็กเปิดเทอมจะเกิดอะไรขึ้น อนุบาล ประถม มัธยม โดยวัคซีนที่ปลอดภัยที่สุด

และจำนวนวัคซีนที่ว่าพอ…พอหรือไม่สำหรับคนไทยทั้งประเทศที่ต้องฉีดกระตุ้นซ้ำซากในอนาคต ทุกๆ 3-4 เดือน?

 

(ข่าวเกี่ยวข้อง : ศิริราช ร่วมหลายหน่วยงาน ศึกษาฉีดวัคซีนไฟเซอร์เข้าผิวหนัง คาดทราบผลอีก 1-2 เดือน)

 

*สามารถกดติดตาม และแชร์ข่าวสำนักข่าว Hfocus ที่ https://www.facebook.com/Hfocus.org

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม