“อนุทิน” ชี้ไฟเซอร์ 30 ล้านโดส ทยอยเข้าไทยสิ้น ก.ย.นี้

Sat, 2021-09-25 15:08 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

รองนายกฯ-รมว.สธ. เผยวัคซีนโควิดไฟเซอร์ในเด็ก 12 ปีขึ้นไป เริ่มทยอยเข้าไทยเพียงพอแน่นอน รัฐจัดซื้อ 30 ล้านโดสเริ่มมาตั้งแต่ก.ย. จนถึงสิ้นปี

เมื่อวันที่ 25 ก.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงการฉีดวัคซีนโควิด 19 ในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปว่า จากนี้วัคซีนจะทยอยเข้ามามากเพียงพอ เพื่อเร่งฉีดให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มได้ โดยเฉพาะวัคซีนชนิด mRNA ของไฟเซอร์ที่จัดซื้อมา 30 ล้านโดส จะเริ่มทยอยมาตั้งแต่ สิ้น ก.ย.นี้จนถึงสิ้นปี โดยไฟเซอร์สามารถฉีดให้ลูกหลานอายุ 12 ปีขึ้นไป ขอให้พ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุ 12-18 ปีในวัยเรียน ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านคน ให้พิจารณาให้น้องๆ มารับวัคซีนไฟเซอร์ เพื่อสามารถไปเรียนหนังสือได้ และทางโรงเรียนจะได้เปิดการเรียนการสอนให้เป็นปกติโดยเร็วที่สุด เราพร้อมฉีดไฟเซอร์ที่จะมาถึงไทยสิ้นเดือนนี้ให้กับอายุ 12 ปีขึ้นไปโดยทันที เพื่อให้ครอบคลุมมากที่สุด

"สธ.ขอยืนยันการฉีดวัคซีนมีผลที่เป็นประโยชน์คุ้มค่ามากกว่าที่ไม่ได้รับ วัคซีนที่นำมาให้ทุกเพศทุกวัย มีความปลอดภัย มาตรฐานสูง ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ในการป้องกันคุกคามจากโรคโควิดได้ ไม่ว่าจะเป็นติดเชื้อแพร่เชื้อ เจ็บป่วยหรือเสียชีวิต การมารับวัคซีนอย่างถ้วนหน้าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการทำความปลอดภัยให้แก่ตนเอง ควบคุมป้องกันการแพร่ระบาดโควิด" นายอนุทินกล่าว

นายอนุทินกล่าวว่า เราได้รับความร่วมมือจากประเทศทั้งหลายที่มีสัมพันธ์อันดี ทั้งสหรัฐอเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน มีการบริจาควัคซีนจำนวนหนึ่งให้ประเทศไทยมาโดยตลอด และมีการสวอปหรือหยิบยืมวัคซีนจากสิงคโปร์และภูฏานที่มีแอสตร้าเซนเนก้าที่ยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้ เราเจรจานำมาใช้ก่อน เมื่อถึงเวลาก็จะนำวัคซีนกลับไปคืน ซึ่งมีการบันทึกข้อตกลงชัดเจน

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม