ก.แพทย์-รพ.นพรัตนราชธานี-ปตท. ร่วมมือเปิดโครงการ “โมบายสโตรคยูนิต” หวังเข้าถึงผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองได้อย่างทันท่วงที

Tue, 2021-09-28 19:11 -- hfocus infographic
Print this pagePrint this page

รมช. สธ. เปิดหน่วยรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันเคลื่อนที่ รพ.นพรัตนราชธานี พร้อมลงนามร่วมโครงการ “โมบายสโตรคยูนิต” รองรับผู้ป่วยกทม.ฝั่งตะวันออกและพื้นที่ใกล้เคียง เพิ่มโอกาสรอด ลดโอกาสพิการและเสียชีวิต

วันนี้ (28 กันยายน 2564) ที่โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กทม. ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ประธานพิธีเปิด หน่วยรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันเคลื่อนที่ (NRH Mobile Stroke Unit)  และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “โมบายสโตรคยูนิต: หน่วยรักษาโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันเคลื่อนที่” ระหว่างกรมการแพทย์ โดยนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ รพ.นพรัตนราชธานี โดยนายแพทย์สมบูรณ์ ทศบวร ผู้อำนวยการ รพ.นพรัตนราชธานี และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)  โดยนางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และนายบุญมา พนธนกรกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน

ดร.สาธิตกล่าวว่า ความร่วมมือของทั้ง 3 หน่วยงานในวันนี้ มีวัตถุประสงค์ที่จะร่วมกันดูแลประชาชนพื้นที่กรุงเทพมหานครฝั่งตะวันออก ได้แก่ เขตคันนายาว เขตมีนบุรี เขตคลองสามวา เขตหนองจอก เขตลาดกระบังและพื้นที่ใกล้เคียง นำรถโมบายสโตรคยูนิต ออกให้บริการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยที่มีอาการสงสัยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน เช่น อ่อนแรงแขนขาครึ่งซีก ปากหรือใบหน้าเบี้ยว พูดไม่ชัด เฉียบพลันภายใน 4 ชม. โดยสามารถโทรแจ้ง 1669 

ทางศูนย์กู้ชีพจะประสานงานหน่วยเฉพาะกิจรักษาโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ของรพ.นพรัตนราชธานี เพื่อนำรถโมบายสโตรคยูนิตที่จอด ณ สถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ใกล้จุดเกิดเหตุของผู้ป่วย ออกปฏิบัติการรับผู้ป่วยโดยเร็ว หากได้รับการรักษาและได้รับยาสลายลิ่มเลือดทันท่วงที ทำให้มีโอกาสหายได้ ลดโอกาสเกิดความพิการและการสูญเสียชีวิต

กรมการแพทย์ให้การสนับสนุนในการจัดหารถโมบายสโตรคยูนิต ระบบปรึกษาทางไกล ข้อมูลทางการแพทย์ ประสานการทำงานเชื่อมต่อโรงพยาบาล ทั้งในและนอกสังกัดในการรับส่งต่อเพื่อรักษาผู้ป่วยกรณีที่มีความจำเป็นต้องรักษาที่ซับซ้อนตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์

ในส่วนบริษัทปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) สนับสนุนให้ใช้พื้นที่และสาธารณูปโภคที่จำเป็นภายในสถานีบริการ PTT Station สำหรับจอดรถ EMS รถกู้ชีพ และรถโมบายสโตรคยูนิต เพื่อรับ-ส่งต่อผู้ป่วยตามจุดที่กำหนด โดยรพ.นพรัตนราชธานีสนับสนุนทีมแพทย์ร่วมออกปฏิบัติการ พร้อมเปิดหน่วยรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน (Stroke Unit) ไว้รองรับการรักษา สำหรับความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี

ด้านนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันเป็นปัญหาสุขภาวะที่สำคัญของประเทศไทยและของโลก เนื่องจากมีอุบัติการณ์การเกิดโรคสูงขึ้น มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุ ส่วนใหญ่เป็นโรคหลอดเลือดสมองอุดตันถึงร้อยละ 70-80 ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด

ซึ่งความรุนแรงของโรคหลอดเลือดสมองอุดตันมีหลากหลาย  หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ส่งผลให้ผู้ป่วยพิการและเสียชีวิตได้ เพื่อให้เป็นไปตามการขับเคลื่อนแผนพัฒนาระบบบริการสุขภาพ (Service plan) ของเขตสุขภาพที่ 13 กรมการแพทย์ พร้อมสนับสนุนจัดสรรงบประมาณดำเนินการจัดซื้อรถรักษาโรคหลอดเลือดสมองเคลื่อนที่ (Mobile stroke unit) เพื่อประโยชน์การขยายบริการรักษาโรคหลอดเลือดสมองให้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น และมีการประสานงานร่วมกับโรงพยาบาลอื่น ๆ ในเขตบริการสุขภาพที่ 13 ให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพมหานคร ปัจจุบันมีโมบายสโตรคยูนิตอยู่ในพื้นที่ กทม.จำนวน 3 คัน ได้แก่ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี และสถาบันประสาทวิทยา

ภายในรถโมบายสโตรคยูนิต  (Mobile Stroke Unit) มีอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย สามารถเอกซเรย์สมองได้ทันที ให้ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic drug) เพื่อเปิดเส้นเลือดโดยการดูแลของแพทย์และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ มีการประสานงานผ่านระบบรักษาทางไกล (Telemedicine) ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางโรคสมอง รวมทั้งสามารถตรวจเอกซเรย์เส้นเลือดสมองเพื่อพิจารณาการรักษาเพิ่มเติมได้โดยเร็วอีกด้วย


 

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม