โควิด19 กระทบสุขภาพจิตคนไทย พบเสี่ยงฆ่าตัวตายเพิ่ม 10 เท่า

Wed, 2021-11-24 15:22 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

“อนุทิน” ห่วงปัญหาสุขภาพจิตคนไทยพุ่งเสี่ยงฆ่าตัวตายเพิ่ม 10 เท่า มอบกรมสุขภาพจิตเร่งค้นหา ดูแล ด้าน อธิบดีกรมสุขภาพจิต เผยโควิดทำฆ่าตัวตายสำเร็จสูงถึง 8 ต่อแสนประชากร น่าตกใจ พบลักษณะการทำร้ายคนอื่น ก่อนทำร้ายตัวเองตาม เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังเพิ่มมากขึ้น ขอบคุณสื่อไม่เสนอวิธีการฆ่าตัวตาย

เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่กรมสุขภาพจิต นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าว “ถอดรหัสนวัตกรรมวัคซีนใจในชุมชน 2564” ว่า การระบาดของโรคโควิด -19 ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกาย และสุขภาพใจ เศรษฐกิจ สังคม ทำให้ประชาชนมีความเครียด ซึมเศร้า และการฆ่าตัวตายสูงขึ้น ซึ่งเราจะปล่อยผ่านทำให้ปัญหานี้ลุกลาม ขยายตัวต่อไม่ได้ เพราะแนวโน้มปัญหาสุขภาพจิตกราฟอยู่ในขาขึ้น จึงต้องเร่งเข้าดูแล เบื้องต้นให้มีการสำรวจพื้นที่สุ่มเสี่ยง เครียด พื้นที่ยากลำบากเป็นต้น ทั้งนี้การจะทำให้ประชาชนมีสุขภาพใจที่ดี ไม่เครียด อันดับแรกคือเราต้องทำให้สุขภาพกายดี ปลอดภัยจากโรคก่อน ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขก็ทำอย่างเต็มที่ มีมาตรการควบคุมป้องกันโรค เร่งฉีดวัคซีน และเพิ่มการบริการทางการแพทย์ เป็นต้น

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมสุขภาพจิตได้จัดทำแผนดูแลสุขภาพจิตประชาชนให้ลงถึงระดับชุมชนตอบสนองต่อสถานการณ์โรคระบาด ด้วยการสร้างพลังใจตั้งแต่เม.ย. ปี 2563 ประสบความสำเร็จใน 633 ชุมชน จากนี้จะมีการขยายการสร้างเสริมวัคซีนใจในชุมชนเพิ่มเติมใน 4 จังหวัดตัวแทนของ 4 ภูมิภาค คือลำพูน กาฬสินธุ์ นครศรีธรรมราช และนครสวรรค์ เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังจังหวัดอื่นๆ ต่อไป ทั้งนี้ เพื่อลดอัตราการฆ่าตัวตายให้น้อยกว่า 8 ต่อ แสนประชากร

ด้าน พญ.อัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า แรกเริ่มของการมีโควิด -19 การสำรวจความเห็นพบว่าคนมีความคิดฆ่าตัวตายยังต่ำ อยู่ที่ 0.7-0.8% แต่ในช่วงเดือน ส.ค.ปี 2564 ซึ่งเป็นช่วงพีคของการระบาดมีจำนวนผู้ติดเชื้อหลักหมื่นรายต่อวัน อัตราการเสียชีวิตหลายร้อยรายต่อวัน พบว่าผู้ตอบคำถามเสี่ยงฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นเป็น 10 เท่า หรือประมาณ 7-8 % และมีแนวโน้มสูงขึ้น สอดคล้องกับที่มีรายงานข่าวการฆ่าตัวตายผ่านสื่อต่างๆ สัปดาห์ละ 3-4 เหตุการณ์ ที่น่าตกใจคือพบลักษณะการทำร้ายคนอื่น ก่อนทำร้ายตัวเองตาม ถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องเฝ้าระวังเพิ่มมากขึ้น ต้องขอบคุณสื่อที่เสนอข่าวเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น ไม่เสนอวิธีการฆ่าตัวตาย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการลอกเลียนแบบตามมา และอีกเรื่องที่ต้องทำคือเฝ้าระวังเข้มข้น และดักจับตั้งแต่ต้นทางที่พบความเสี่ยง

“อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จในประเทศไทยเดิมอยู่ที่ 6-7 ต่อแสนประชากร กลับพบว่าตอนนี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8 ต่อแสนประชากร ซึ่งเรามุ่งหวังว่าจะต้องรักษาไม่ให้เกิน 8 ต่อแสนประชากร ซึ่งอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จของทั่วโลกจะเหมือนกันคือสูงขึ้นหลังวิกฤตประมาณ 6 เดือนเป็นต้นไปประมาณ 1 ปี เป็นจุดสูงสุดของปัญหา ดังนั้นตั้งแต่ ส.ค. 2564 - ส.ค. 2565 เป็นเวลาทองที่เราต้องช่วยกันป้องกันไม่ให้ตัวเลขการฆ่าตัวตายสุงไปกว่านี้” พญ.อัมพร กล่าว

อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ตอนนี้เราพยายามทำทุกวิถีทางในการป้องกันปัญหาการฆ่าตัวตาย โดยเพิ่มคู่สายสายด่วนสุขภาพจิต 1323 และพยายามให้หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่มีสมาชิกมีความเครียด เช่นในมหมาวิทยาลัย สถานศึกษา ที่เราพบว่านิสิต นักศึกษามีความเครียดมากขึ้น เพราะจากการตอบแบบสอบถามพบเสี่ยงฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น 10 เท่า เช่นกัน ดังนั้นจึงพยายามให้มีระบบให้คำปรึกษาทางสุขภาพจิตในองค์กรต่างๆ มีสายด่วน มีผู้ให้คำปรึกษา มีนักจิตวิทยา แม้แต่ในกระทรวงต่างๆ โดยการให้คำปรึกษามีทั้งระบบการปกปิดตัวตน และการเปิดเผยตัวตน และการส่งต่อการรักษาด้วย ย้ำว่าบริการสุขภาพจิตต้องเติบโตเพื่อรองรับ และป้องกัน แก้ไขปัญหาสุขภาพจิต

 

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม