กทม.เตรียมระบบ HI-ศูนย์พักคอย 3,356 เตียง พร้อมเร่งฉีดวัคซีนบูสเตอร์รับมือโควิดระลอกใหม่

Thu, 2022-01-13 13:48 -- hfocus team editor
Print this pagePrint this page

พื้นที่กรุงเทพมหานครไม่เพียงมีประชาจำนวนมากที่สุดในประเทศ ยังมีความหนาแน่ของประชากรสูงอีกด้วย ดังนั้นเมื่อมีการแพร่ระบาดโควิด-19 จำนวนผู้ติดเชื้อในกทม.จึงมีจำนวนมาก จำเป็นที่จะต้องมีมาตรการควบคุมป้องกันที่ดี โดยเฉพาะการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อทั้งที่มีอาการและไม่แสดงอาการ

เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2565 พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยผ่านสำนักงานประชาสัมพันธ์ กทม. ถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 กระจายในหลายพื้นที่ หากเป็นการตรวจพบโดยหน่วยค้นหาเชิงรุกของกทม. หรือสถานพยาบาลอื่น ๆ ผู้ป่วยจะได้รับการประสานเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรักษา

ผู้ว่าฯกทม.เปิดเผยแนวทางการดูแลผู้ติดเชื้อโควิด-19 ว่า ผู้ที่ตรวจหาเชื้อด้วยชุดตรวจ Antigen Test Kit (ATK) ด้วยตนเอง สามารถโทรประสานเบื้องต้นเพื่อเข้าสู่ระบบการรักษาได้ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โทร.1330 กด 14 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือประสานทางช่องทาง Line @nhso เลือกเมนูบริการเกี่ยวกับโควิด-19 รวมทั้งสามารถประสานผ่านช่องทางของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ศูนย์เอราวัณ โทร.1669 ตลอด 24 ชั่วโมง และLine @BKKCOVID19CONNECT

ในส่วนผู้ป่วยที่มีอาการเล็กน้อย หรือไม่มีอาการเลย สามารถทำการแยกกักรักษาตัวที่บ้าน หรือ Home Isolation (HI) ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะมอบชุดในการดูแลตนเองที่บ้านพร้อมประเมินอาการผู้ป่วยต่อเนื่อง สถิติผู้ป่วยติดเชื้อที่ทำการแยกกักรักษาตัวที่บ้านในพื้นที่กรุงเทพฯ และอยู่ระหว่างรักษา มีจำนวน 4,181 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 12 ม.ค.65) ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค.64 จำนวน 129,712 คน

สำหรับแนวทางของคนในครอบครัวที่มีผู้ติดเชื้อต้องกักตัวนั้น ผู้ว่าฯ กทม.แนะนำว่าควรปฏิบัติตนเพื่อป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อ ดังนี้ คือ สวมหน้ากากอย่างถูกวิธีตลอดเวลา ทั้งในขณะที่อยู่ในห้องเดียวกัน ใกล้ผู้ป่วยหรือเวลานำอาหารไปให้ผู้ป่วย ห้ามจับส่วนด้านหน้าของหน้ากากอนามัยโดยเด็ดขาด หากหน้ากากอนามัยเปื้อนหรือเปียกชื้นให้รีบเปลี่ยนทันที ทิ้งหน้ากากอนามัยลงในถุงขยะติดเชื้อทุกครั้ง ระมัดระวังการสัมผัสใบหน้าตัวเองและสารคัดหลั่งต่าง ๆ ของผู้ป่วย เช่น น้ำลาย น้ำมูก ล้างมืออย่างถูกวิธีหลังจากใกล้ชิดผู้ป่วยทุกครั้ง ควรแยกใช้ห้องน้ำ หากทำไม่ได้ควรให้ผู้ป่วยใช้เป็นคนสุดท้ายและทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อหลังใช้ทุกครั้ง สวมถุงมือเมื่อต้องเข้าไปดูแลผู้ป่วยและล้างมือทุกครั้งหลังถอดถุงมือ และไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย เช่น จานชาม ช้อนส้อม แก้วน้ำ ผ้าขนหนู เครื่องนอน โดยขอให้ผู้ที่ดูแลผู้ป่วย หรือผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวทำการ HI ที่บ้านปฏิบัติตามข้อแนะนำทั้งหมดอย่างเคร่งครัด

ทั้งนี้ กทม.ได้จัดเตรียมศูนย์พักคอยเพื่อส่งต่อ (Community Isolation : CI) สำหรับรับผู้ป่วยโควิด-19 เข้ามาดูแลรักษาอาการเพื่อรอการส่งต่อการรักษาในสถานพยาบาลต่างๆ ตามอาการ ซึ่งปัจจุบันในพื้นที่ 50 เขตของกรุงเทพมหานครมีศูนย์พักคอยที่เตรียมพร้อมสำหรับเปิดให้บริการทั้งหมด 41 แห่ง ปัจจุบันเปิดให้บริการรับผู้ป่วยโควิด-19 เข้ามาดูแลรักษาอาการป่วยแล้ว 25 แห่ง รวมจำนวนเตียงทั้งหมด 3,356 เตียง มีผู้ครองเตียง 205 เตียง (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ม.ค. 65)

ขณะเดียวกัน ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับ พญ.ป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. แถลงข่าวการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์โควิด-19 ระลอกใหม่ โดยร.ต.อ.พงศกรแถลงว่ามาตรการควบคุมและป้องกันโรคโควิด-19 ขณะนี้จะเน้นการฉีดวัคซีนกระตุ้น หรือบูสเตอร์โดส โดยกทม.มีจุดบริการวัคซีน 101 แห่ง ประกอบด้วยโรงพยาบาลในสังกัด กทม. และโรงพยาบาลในเครือข่าย 31 แห่ง ศูนย์บริการสาธารณสุขของกทม.69 แห่ง เพื่อฉีดวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าและไฟเซอร์ โดยประชาชนสามารถติดต่อไปยังโรงพยาบาลได้โดยตรง หรือติดต่อผ่านแอพพลิเคชั่น คิวคิว (QUEQ) ได้เช่นกัน ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

“สามารถเลือกวัคซีนได้ โดยคนที่ฉีดสูตรแอสตร้าฯ – แอสตร้าฯ ก็จะได้รับเข็มบูสเป็นไฟเซอร์ ส่วนถ้าฉีดสูตรซิโนแวค – ซิโนแวค มาแล้ว 2 เข็ม สามารถเลือกได้ว่าจะรับเป็นแอสตร้าฯ หรือ ไฟเซอร์”ร.ต.อ.พงศกรกล่าว

อย่างไรก็ตามเพื่อให้การฉีดวัคซีนกระตุ้นสกัดการแพร่ระบาดของโควิดระลอกนี้ โฆษกกทม.เปิดเผยว่ากำลังขอความร่วมมือกับห้างสรรพสินค้าต่างๆเพื่อเป็นจุดฉีดวัคซีนเพิ่มเติมหากจุดฉีดวัคซีนที่มีอนู่ 101 จุดนั้นเต็มหรือมีผู้ไปใช้บริการจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้สำนักอนามัยกทม.อยู่ระหว่างดำเนินการในรายละเอียด ขณะนี้มีวัคซีนเพียงพอที่จะดำเนินการเพื่อกระตุ้น คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ที่จะต้องกังวลว่าจะมีปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอเหมือนที่ผ่านมา

ด้าน พญ.ป่านฤดี มโนมัยพิบูลย์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัย กทม. ก็ยืนยันว่า กทม.จะร่วมมือกับโรงพยาบาบทุกสังกัดเพื่อเร่งฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชน สำหรับจุดฉีดวัคซีนในห้างสรรพสินค้านั้นก็ได้ให้ความร่วมมือในการฉีดวัคซีน คือ เซ็นทรัล อีสต์วิลล์ ที่คาดว่าจะเปิดเร็วๆ นี้ และมีที่ โรงพยาบาลนวมินทร์ โรงพยาบาลปัญญาปาร์ค โรงพยาบาลกล้วยน้ำไทย ห้างสรรสินค้าเซ็นทรัลและสถานที่ต่างๆ จะเร่งฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้ได้มากที่สุด สำหรับจุดฉีดที่ศูนย์เยาวชนไทย-ญี่ปุ่น (ดินแดง) จะเป็นจุดเก็บตกผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 และเข็มที่ 2 ประชาชนสามารถเดินทางไปเข้ารับวัคซีนได้ที่จุดฉีดวัคซีนนี้

ผู้อำนวยการสำนักอนามัยกทม.กล่าวถึงการฉีดวัคซีนไฟเซอร์สำหรับเด้กอายุ 5-11 ปีว่า ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แจ้งว่าวัคซีนไฟเซอร์สูตรสำหรับเด็กจะมาถึงประมาณสิ้นเดือนมกราคมนี้ ซึ่งเป็นคนละสูตรกับวัคซันไฟเวอร์ที่มีอยู่

“หลายคนเข้าใจว่าทำไมไม่เอาวัคซีนไฟเซอร์ที่มีอยู่มาฉีดให้เด็ก ต้องชี้แจงว่ามันคนละสูตรกัน ซึ่งจะนำเข้ามาปลายเดือนนี้ และเราจะฉีดที่โรงเรียนเช่นเดิม เพราะเคยมีประสบการณ์การฉีดเด็กมัธยมมาแล้ว เพราะฉะนั้นเด็กประถมก็จะไม่ยุ่งยาก และได้มีการเตรียมความพร้อมสำรวจความต้องการจากผู้ปกครองไว้แล้ว” พญ.ป่านฤดี กล่าว

พญ.ป่านฤดีกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่ากทม.จะได้รับการจัดสรรวัคซีนสำหรับเด้กจำนวนเท่าไหร่ เพราะกำลังสำรวจความประสงค์ของผู้ปกครองอยู่ เรื่องของการจัดสรรวัคซีน กระทรวงสาธารณสุขจะมีการประชุมกันในช่วง 1-2 วันนี้

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะนำวัคซีนซิโนแวคมาฉีดให้กับเด็กด้วยนั้น ผู้อำนวยการสำนักอนามัยกทม.กล่าวว่า จะมีการนำวัคซีนเชื้อตายเข้ามาเป็นทางเลือกให้แก่เด็กด้วย ซึ่งยังไม่มีข้อสรุปในขณะนี้ ที่ต้องมีวัคซีนเชื้อตายเพราะผู้ปกครองบางคนไม่กล้าให้ฉีดไฟเซอร์ อยากได้วัคซีนเชื้อตาย ซึ่งทุกข้อสงสัยต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากกระทรวงสาธารณสุข

 

ภาพประกอบจากเฟซบ็ค กรุงเทพมหานคร โดยสำนักงานประชาสัมพันธ์

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม