ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

อธิบดีกรมควบคุมโรคเผยอนุฯ สร้างเสริมภูมิคุ้มกัน เห็นชอบฉีดวัคซีนโควิดหลังเข็ม 3 ได้ทุก 4 เดือน เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ ส่วนเด็กเล็ก 5-11 ปี เพิ่งฉีด 2 เข็ม ต้องรออีก 4 เดือนพิจารณาข้อมูล อนุญาตฉีด "โมเดอร์นา" ครึ่งโดสเด็ก 6-11 ปี 

 

 

เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. 2565 นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมมีคำแนะนำการให้วัคซีนโควิด 19 เพิ่มเติม โดยย้ำว่าคนไทยควรฉีดวัคซีนอย่างเข็มกระตุ้นอย่างน้อย 3 เข็ม เป็นไปตามความสมัครใจ เพราะข้อมูลเห็นชัดว่า ไม่ว่าฉีดสูตรอะไรก็ตามประมาณ 3-4 เดือนภูมิคุ้มกันจะลดลง ทำให้ความสามารถการป้องกันการติดเชื้อลดลง ดังนั้น หลังเข็ม 3 แล้วหากจะฉีดเข็มกระตุ้นสามารถฉีดได้ทุก 4 เดือน และอนาคตอาจจะเป็นปีละครั้ง แต่ยังต้องรอพิจารณาอีกครั้ง ส่วนกลุ่ม 608 คือ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป ผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และหญิงตั้งครรภ์ รวมถึงกลุ่มคนที่ทำงานกับผู้ป่วยหรือคนเสี่ยง เช่น บุคลากรสาธารณสุข ก็แนะนำให้ฉีดกระตุ้นทุก 4 เดือนตามความสมัครใจ แต่หากมีเหตุผลอื่นๆ เช่น ไปต่างประเทศ หรือไปตรวจแล้วภูมิคุ้มกันไม่ขึ้นจะมาขอฉีดก็ได้

 

"คนที่ถามว่าจะฉีดเข็ม 4 เข็ม 5 เมื่อไรก็ฉีดทุก 4 เดือน เพราะภูมิคุ้มกันจะตกลง ซึ่งเป็นภูมิคุ้มกันป้องกันการติดเชื้อ แต่ภูมิคุ้มกันที่ป้องกันความรุนแรงของโรคตกลงไม่มาก จึงเป็นเหตุผลว่าต้องกระตุ้น 3 เข็ม ทุกกลุ่มอายุ ซึ่งในเด็กโตอายุ 12-17 ปี เราแนะนำฉีดเข็มกระตุ้นแล้ว" นพ.โอภาสกล่าว

 

 

นพ.โอภาส กล่าวว่า ส่วนเด็กเล็กอายุ 5-11 ปี เนื่องจากยังเพิ่งฉีดเพียง 2 เข็มและยังฉีดไม่ครบ จึงต้องรออีก 4 เดือนเพื่อรอดูข้อมูลก่อนว่าต้องฉีดเข็มกระตุ้นหรือไม่ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการหารือผลการศึกษาของ ศ.พญ.กุลกัญญา  โชคไพบูลย์กิจ และ ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ที่ออกมาตรงกัน คือ การฉีดวัคซีนสูตรไขว้ "ซิโนแวค-ไฟเซอร์" ในเด็กเล็กอายุ 5-11 ปี ภูมิคุ้มกันสูงกว่าการฉีดไฟเซอร์ 2 เข็ม ข้อดีคือระยะห่าง 4 สัปดาห์ ทำให้ฉีดได้เร็วกว่าไฟเซอร์ 2 เข็มที่ต้องห่าง 8 สัปดาห์ ข้อมูลยืนยันตรงกันว่าภูมิคุ้มกันสูงกว่า และอนาคตหากต้องฉีดเข็มที่ 3 ในเด็กเล็กก็จะได้ไม่ต้องฉีดไฟเซอร์เยอะจนเกินไปในความกังวลของพ่อแม่ผู้ปกครอง ดังนั้น ก็สามารถเลือกฉีดสูตรไขว้ซิโนแวค-ไฟเซอร์ได้ตามสมัครใจ

 

"นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบอนุญาตให้ฉีดวัคซีนโมเดอร์นาในเด็กอายุ 6-11 ปี เป็นการฉีดแบบครึ่งโดส 0.25 มิลลิลิตร (50 ไมโครกรัม) ห่างกัน 4-12 สัปดาห์ด้วย" นพ.โอภาสกล่าว

 

นพ.โอภาส กล่าวว่า ที่ประชุมยังเห็นตรงกันว่าวัคซีนโควิดสามารถฉีดร่วมกับวัคซีนตัวอื่นในวันเดียวกันได้หรือห่างกันเท่าใดก็ได้ ยกเว้นวัคซีนโควิด19 ชนิดไวรัลเวกเตอร์และวัคซีนเชื้อเป็นตัวอื่น หากไม่สามารถฉีดพร้อมกันในวันเดียวกันได้ ให้เว้นระยะห่างอย่างน้อย 28 วันหรือประมาณ 1 เดือน เนื่องจากไวรัลเวกเตอร์เป็นวัคซีนชนิดเชื้อเป็นที่ไม่ติดเชื้อ แต่หากฉีดอีกตัวที่เป้นไวรัสเชื้อเป็นทั้งคู่ ก็กังวลฉีดไวรัสเชื้อเป็นไปจะมีภูมิขึ้นมา ฉีดตัวที่ 2 ไปอาจจะไม่ได้ผลดี จึงให้ฉีดพร้อมกัน แต่หากฉีดตัวหนึ่งแล้วจะเว้นไปฉีดอีกตัวหนึ่งก็ให้เว้นระยะห่าง 1 เดือน

 

ถามต่อว่าการจะฉีดวัคซีนโควิดทุกปียังต้องรอประเมินหรือพิจารณาข้อมูลใดบ้าง  นพ.โอภาส กล่าวว่า แนวโน้มอาจจะต้องฉีดทุกปีเหมือนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ แต่ตอนนี้อย่าที่บอกว่าเพิ่งระบาด และวัคซีนเพิ่งเข้ามาปีเศษๆ ยังไม่มีใครบอกได้ว่าต้องฉีดทุกปีเมื่อไรอย่างไร แต่คำแนะนำตอนนี้อย่างน้อยต้อง 3 เข็มเป้นพื้นฐาน และถ้าจะลดโอกาสการติดเชื้อให้ฉีดห่างกันทุก 4 เดือน โดยสามารถไปขอรับบริการได้ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนทุกจุด