วันพุธ ที่ 25 มกราคม 2560
อัพเดทล่าสุด 3 ชั่วโมง 7 นาที ที่ผ่านมา

Hfocus.org

เจาะลึกระบบสุขภาพ

ไม่มีผิด ไม่มีถูก

Saturday, August 15, 2015 - 13:12
เรื่องต่อไปที่จะกล่าวถึงคือเรื่องการให้บริการผ่าตัดเปลี่ยนตับหรือปลูกถ่ายตับในเด็ก ที่เป็นโรคท่อน้ำดีตีบตันมาแต่กำเนิด โรคนี้พบน้อย ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็น้อยมากราว 1 ใน 15,000 รายของทารกที่คลอดมีชีวิตรอด หรือราวร้อยละ 0.007 เท่านั้น แต่ถ้าเกิดกับครอบครัวใดครอบครัวนั้นก็รับไป 100 เปอร์เซ็นต์เต็มๆ เป็นทุกข์ทรมานแสนสาหัสของพ่อแม่ การรักษาที่ได้ผลดีน่าพอใจคือการผ่าตัดเปลี่ยนตับหรือปลูกถ่ายตับ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ยากที่ครอบครัวประชาชนทั่วไปจะแบกรับได้ แต่ถ้ากระจายภาระแก่ประชาชนทั้งประเทศ ก็จะสามารถดูแลรักษาผู้ป่วยเหล่านี้ให้มีชีวิตรอดได้
Friday, August 14, 2015 - 10:00
ว่าด้วยเรื่องสิทธิประโยชน์การผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจหรือปลูกถ่ายหัวใจ ซึ่งประเทศไทยสามารถทำได้สำเร็จตั้งแต่ปี 2530 และจนถึงปี 2554 มี รพ.ที่สามารถปลูกถ่ายหัวใจได้ 3 แห่ง คือ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.ศิริราช และสถาบันโรคทรวงอก ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ คือ ก่อนหน้านี้ มีเฉพาะสิทธิข้าราชการ และผู้มีฐานะร่ำรวยเท่านั้น ที่จะเข้าถึงบริการนี้เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก ดังนั้นจึงมีผู้ป่วยน้อยรายที่จะได้รับการผ่าตัดปลูกถ่าย เมื่อมีน้อยรายก็ส่งผลทำให้ศักยภาพของแพทย์ไทยในด้านนี้ลดถอยลง และย่อมกระทบกับภาพรวมทั้งประเทศ จึงมีการหารือว่าทำอย่างไรที่จะขยายสิทธินี้ให้ครอบคลุมในบัตรทองด้วย เพื่อให้มีคนไข้แต่ละปีเพียงพอให้ไทยสามารถรักษาขีดความสามารถด้านการผ่าตัดเปลี่ยนหัวใจได้ จึงมีการศึกษาและพบว่าเป็นไปได้ที่จะบรรจุสิทธิประโยชน์นี้ในบัตรทอง และแต่ละปีก็ใช้งบประมาณไม่มากด้วย
Monday, August 10, 2015 - 19:41
บทความโดย นพ.วิชัย โชควิวัฒน เขียนถึงนโยบายการสำรองยากำพร้าที่ สปสช.ริเริ่มดำเนินการ และกำหนดให้ใช้ได้กับผู้ป่วยทุกสิทธิการรักษานั้น เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ใช้เงินอย่างประหยัด และคุ้มค่า ซึ่ง ยากำพร้า (Orphan Drugs)คือยาที่ไม่มีพ่อไม่มีแม่ เพราะแม้เป็นยาจำเป็น หรือจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อช่วยชีวิต แต่บริษัทยาโดยมากไม่ผลิตหรือไม่สั่งนำเข้ามาจำหน่าย เนื่องจากนานๆ จึงจะมีโอกาสได้ใช้ จึงบ่อยครั้งที่ยาที่สั่งนำเข้ามาจำหน่ายไม่มีใครซื้อจนยาหมดอายุ ต้องทำลายทิ้งไป โอกาสขาดทุนจึงมีอยู่สูง จึงเป็นธรรมดาที่ธุรกิจเอกชนไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงนี้ได้ และเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องเข้ามาดูแลจัดการเรื่องนี้ 
Saturday, August 8, 2015 - 12:22
บทความจาก สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ที่ระบุว่า "มีความเหมาะสมที่รัฐธรรมนูญจะกำหนดให้มีบทบัญญัติในการควบคุมการออกกฎหมายภาษีเฉพาะ เพื่อกำหนดกรอบในการตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อรักษาวินัยการคลังในอนาคต อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติในปัจจุบันของร่างรัฐธรรมนูญยังมีปัญหามาก เพราะไปยกเลิกกองทุนที่จำเป็นต้องมีความเป็นอิสระ และห้ามจัดเก็บภาษีเฉพาะโดยเด็ดขาด ซึ่งทำให้ประเทศขาดโอกาสในการใช้เครื่องมือทางการคลังที่สำคัญไป ในขณะเดียวกันร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีความรัดกุมพอ เพราะไม่ครอบคลุมถึงกองทุนที่มีรายได้จากค่าธรรมเนียมต่างๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข"
Thursday, August 6, 2015 - 14:55
ตำนานบัตรทองตอนที่ 7 ว่าด้วยเรื่องการบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ ที่ นพ.วิชัย โชควิวัฒน ยกตัวอย่างเรื่องการซื้อวัคซีน เลนส์ตาสำหรับการรักษาผู้ป่วยตาต้อกระจก และขดลวดหรือ stent รักษาโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ที่ นพ.วิชัยบอกว่า ผลของการจัดซื้อ การควบคุมคุณภาพ นอกจากจะประหยัดงบประมาณประเทศได้อย่างมหาศาลแล้ว ยังทำให้วัคซีนที่ได้มีคุณภาพจากการควบคุมเรื่องการขนส่งที่ถูกต้องและเหมาะสม ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้น และทำให้ผู้ป่วยตาต้อกระจกที่เคยตกค้างนับแสนคนต่อปีได้เข้าถึงการรักษา ไม่ต้องตาบอดจากโรคที่ควรจะรักษาได้อีกต่อไป  
Thursday, August 6, 2015 - 14:46
จากข่าวดีที่ท่าน นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ยืนยันจะคงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่ประชาชนได้ประโยชน์ ซึ่งเป็นการแสดงความมุ่งมั่นทางการเมือง แต่ก็ยังเป็นห่วงใยเรื่องภาระงบประมาณ ที่ยังเป็นประเด็นถกเถียงถึงทางออกที่จะทำให้ระบบประกันสุขภาพของไทยสามารถพัฒ
Thursday, August 6, 2015 - 13:19
“เราคงตายลูกเดียวถ้าไม่ได้ให้ความสนใจสุขภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่ไม่ได้เกี่ยวกับโรคติดเชื้อ ไม่ให้ความสนใจที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการวินิจฉัยให้ได้เฉียบพลันมีประสิทธิภาพเต็มที่ ถึงเวลานั้น เมื่อมีเชื้อใหม่เข้ามนุษย์ ประชากรในประเทศนั้นๆ เช่น ประเทศไทยจะพร้อมเป็นแหล่งเพาะโลกและพินาศไปทั่วประเทศ”
Tuesday, July 28, 2015 - 12:19
บทความจาก นพ.วิชัย โชควิวัฒน ว่าด้วยพัฒนาการของบัตรทอง ซึ่งในตอนนี้เป็นรายละเอียดหลังจากที่สามารถประหยัดเงินค่ายาเอดส์ได้ทันทีราว 1 พันล้านบาท โดยไม่ได้ลดคุณภาพและปริมาณยาที่คนไข้ควรได้รับเลย แต่ใช้วิธีปฏิรูประบบการจัดซื้อและจัดส่งยาเท่านั้น คำถามต่อไปคือเงิน 1 พันล้านบาทที่ประหยัดได้ ควรนำไปใช้ทำอะไร คำตอบคือ นำไปใช้กับ 2 โครงการ ซึ่งมีการเตรียมการมาแล้ว ได้แก่ (1) ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แก่ประชากรกลุ่มเสี่ยง (2) เริ่มโครงการล้างไตทางช่องท้อง ซึ่งมีรายละเอียดโดยสังเขป ดังนี้
Tuesday, July 28, 2015 - 11:07
หลังจากได้เผยแพร่ข้อเขียนจาก Facebook/Sakda Alapach หรือ นพ.ศักดา อัลภาชน์ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักบริหารการสาธารณสุข ซึ่งได้เขียนเป็นซีรีส์ใน Facebook ในชื่อซีรีส์ "หมอถูกการเมืองเล่น" โดยใช้ชื่อผู้เขียนว่า Dr.Man ซึ่งสำนักข่าว Health Focus ได้นำมาเผยแพร่ไปแล้ว 4 ตอนในคอลัมน์ไม่มีผิด ไม่มีถูก และทราบว่าภายหลังได้เขียนอีก 2 ตอน จึงขอนำมาเผยแพร่ต่อ ซึ่งตอนที่ 5 "บริหารแบบ เคาะกะลา เรียกคนมาสวามิภักดิ์" นี้ได้เผยแพร่ทาง Facebook ตั้งแต่วันที่ 20 พ.ค.58 และตอนที่ 6 "กลยุทธ์การถอย" เผยแพร่เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.58 
Monday, July 27, 2015 - 19:53
บทความจาก นพ.วิชัย โชควิวัฒน ที่บอกเล่าถึงการริเริ่มสิทธิประโยชน์การยาต้านไวรัสเอชไอวีแก่ผู้ติดเชื้อ ที่ไม่ใช่แค่เพียงการหาเงินเข้ามาใช้ในระบบเท่านั้น สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือเรื่องการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นการจัดหายา จัดส่งยา กระจายบา ไม่ให้มีปัญหายาขาด ทั้ยังต้องพัฒนาระบบการดูแลรักษาทั่วประเทศให้เข้มแข็ง การติดตามความก้าวหน้าทางวิชาการเพื่อปรับปรุงมาตรฐานการรักษา การที่ อภ.ต้องปรับสูตรยาให้ทันกับมาตรฐานการรักษา ตลอดจนถึงตัวผู้ติดเชื้อที่จะต้องกินยาสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง เพื่อการรักษาที่ได้ผลดี ส่วนสำคัญคือการจัดซื้อยาได้ในราคาที่ถูกลง การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ จนทำให้ประหยัดงบได้ 1 พันล้านบาท และในปีต่อมาก็นำงบตรงนี้ 500 ล้านบาทมาเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายได้ และอีก 500 ล้านบาทในการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้กลุ่มเสี่ยงได้

Pages